สุดทางเดินที่แสงได้ชี้นำ โลกอีกใบที่คอยอยู่นั้นจะเป็เช่นไรนั้น ใกล้จะได้รู้เต็มที ประสาทััค่อยๆ กลับมาสู่ร่างที่เคยเบาหวิวราวสายลม เรี่ยวแรงค่อยๆ กลับมาจากปลายมือสู่ปลายเท้า ดวงตาดวงน้อยค่อยๆ ลืมขึ้นในยามค่ำคือที่มีแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ สายลมกับหิมะถูกพัดเข้ามาอย่างแรง และแล้ว…ความรู้สึกก็กลับมาสู่ร่างกายที่เย็นเชียบ
“หนาว!!! หนาวจะตายอยู่แล้ว!!!”
ร่างเล็กๆ ดีดตัวขึ้นนั่ง มือเล็กๆ ควานหาไออุ่นใกล้ๆ แต่กลับไร้ซึ่งผ้าห่มผืนหนา สายตาเริ่มคุ้นชินกับแสงจันทร์ และมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้การ!!! ตายแน่ๆ แบบนี้!!”
ต้องหาตัวช่วยให้เร็วที่สุด จนกระทั่งมือเล็กๆ นั้นก็ควานไปเจอกับหนุ่มสาวที่นอนหลับอยู่ข้างๆ ในสภาพตัวเย็นเชียบ
“บ้าเอ้ย!! คุณๆ !!! คุณทั้งสอง!!! ได้ยินไหม!!! ตื่นเร็วๆ เข้าเซ่!!!!”
มือน้อยๆ ตบลงที่แก้มของทั้งสองดัง “แปะๆ” แต่กลับไม่มีใครรู้สึกตัว
“แย่แน่ๆ !!”
ต้องแย่แน่ๆ ถ้ามาหลับอยู่ในห้องที่หนาวขนาดนี้ จะต้องหนาวตายแน่ๆ ต้องรีบปลุกให้ตื่น ต้องทำเดี๋ยวนี้
“ตื่นเดี๋ยวนี้!!! ตื่นเดียวนี้นะท่านพ่อ!!! ท่านแม่!!!”
เอ๋!! ท่านพ่อ ท่านแม่เหรอ? ความทรงจำของสาวน้อยค่อยๆ พื้นคืนจากความตระหนก สองคนนี้คือพ่อแม่ของเด็กน้อยคนนั้น แบบนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่รับปากไปแล้วแท้ๆ จะปล่อยให้ตายได้ยังไง!!!
เปี๊ยะ!!!!
“ตื่นเดียวนี้นะท่านพ่อ!!! ท่านแม่!!!”
“เออ…หืม? หนาว!!!! คุณคะ!!! ตื่นเร็วเข้า!!!!”
“อืมมม…ว่ายังไงหรือลูกพ่อ?….หืม!!!! ทำไมในบ้านเราถึงหนาวแบบนี้!!!!”
เด็กน้อยกลั้นใจตีไปที่แก้มของทั้งสองอย่างสุดแรงเท่าที่ตนมี จนในที่สุดทั้งสองเริ่มงัวเงียตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบาก มือกุมไปที่หัวราวกับกำลังมึนศรีษะ แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงเหตุผิดปกติอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ!! หน้าต่างเปิด!!!”
“อะไรกัน!!! พายุหรือ?!!!”
ปัง!!!
ผู้เป็พ่อรีบะโลงไปปิดหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันซ้ายขวาเพื่อหาวิธีใดก็ตามเพื่อเพิ่มความอบอุ่น มือทั้งสองกอดตัวเองสั่น เพราะยังไม่ชินกับความมืดจึงได้แต่คลำทางไปพลางๆ
“ท่านพ่อ จุดเตาต้มน้ำก่อนเ้าค่ะ!!!”
เพราะต้องรีบสร้างความร้อนและหาไออุ่น จำต้องจุดไฟให้เร็วที่สุด ส่วนการต้มน้ำก็เพื่อให้ไอร้อนได้แผ่กระจายให้มากที่สุด รวมทั้งดื่มกินก่อนที่ร่างกายจะทนหนาวไม่ไหว
“ได้…อาหลี่ช่วยหาฟืนให้ที ข้าจะหาหินปะทุไฟก่อน!!”
“ระ รอข้าประเดี๋ยวนะท่านพี่!!”
ทั้งสองต่างก็รีบเตรียมอุปกรณ์เพิ่งเร่งจุดไฟ ร่างกายสั่นเทาราวใจจะขาด แต่ก็ต้องทนพยายามให้รอดจากสถานการณ์นี้ไปให้จงได้ ไม่อย่างนั้น…อาจจะตายเข้าจริงๆ
แซกๆ แปะๆ!
กองไฟกองน้อย ค่อยๆ โหมเบาๆ ในเตา ้ามีหม้อดินเผาที่เพิ่งตั้งน้ำอีกหนึ่งใบ ทั้งสามช่วยทั้งเปา ทั้งพัด เพื่อโหมไฟให้แรง
พู่ๆ!
“พอแล้วลูก เดียวจะหมดแรงเสียก่อนนะ” ผู้เป็แม่กล่าวเตือนหนิงเอ๋อร์ ที่ยื่นหน้าเข้าใกล้กองไฟ
“ต้องขอบคุณลูกสาวเราที่ตื่นขึ้นมาปลุกเราเสียก่อน ไม่อย่างนั้นหนิงเอ๋อร์คงจะต้องอยู่คนเดียวเสียแล้ว”
“ไม่นะ! ไม่เอา! ท่านพ่ออย่าพูดเื่น่ากลัวแบบนั้นนะ!”
“โอ๋ๆ ลูกพ่อ พ่อกับแม่จะไม่ทิ้งลูกไปไหน พ่อสัญญา”
ทั้งสามกอดกันกลม ไม่รู้ว่าเพราะหนาว หรือตั้งใจจะปลอบเด็กน้อย แต่อ้อมกอดนี้ทั้งแน่นทั้งอุ่นจริงๆ
(-)
แสงตะวันสาดส่อง สามพ่อแม่ลูกก็ค่อยๆ คลายตัวออกจากกัน ด้วยเื่เมื่อคืนทำให้ไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เพราะเกรงว่าจะไม่ลืมตาขึ้นมาอีก ทั้งสามจึงนั่งกอดกันห่มผ้าอยู่หน้าเตาไฟทั้งคืน สายตาของเด็กน้อยค่อยๆ คุ้นชินกับแสงสว่าง และเริ่มมองสำรวจภายในบ้านโดยรอบอย่างชัดเจน
จะบอกว่าบ้านมันเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าบ้าน ต้องบอกว่ากระท่อมน่าจะเข้าใจง่ายกว่า ภายในกระท่อมมีเตียงขนาดที่ใหญ่พอที่ผู้ใหญ่สองคนจะนอนได้ ลงจากเตียงมาหนึ่งก้าวก็จะเจอเตาไฟที่ก่อด้วยก้อนหิน หากเดินต่ออีกก้าวหนึ่งก็จะเจอกับประตูทางออก ส่วนหน้าต่างมีสามบานจากผนังสามด้านที่ไม่ใช่ด้านเตียงนอน ตัวผนังและหลังคาล้วนทำจากหญ้าฟาง ตามผนังก็มีเนื้อแห้งแขวนไว้รุงรัง บริเวณรอบๆ มีกระสอบเล็กๆ วางอยู่ และกองฟืนอีกเล็กน้อย
ส่วนเตียงนอนมีหมอนที่ทำจากหญ้า ถูกพันด้วยผ้าดิบเป็ทรงยาวตลอดเตียง ส่วนผ้าห่มมีผืนเดียว ซึ่งนั้นเป็ทั้งหมดที่บ้านหลังนี้มี
“เดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอกก่อนนะ”
“เดี๋ยวข้าแต่งตัวให้หนิงเอ๋อร์แล้วข้าจะตามไปนะเ้าคะ”
แอ๊ดดดด คลืดดดด
ประตูที่ทำจากไม้เปิดออกอย่างยากลำบาก แต่ก็ทำให้เห็นหิมะที่สูงเท่าเข่าของผู้เป็บิดาที่กำลังเดินออกไป
“หิมะตกหนักมากเลย”
หนิงเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ร้องด้วยความใ ดีเท่าไหนแล้วที่ตนนั้นตื่นขึ้นมาทันเวลา
“ไปก็เถอะลูกแม่ ออกไปข้างนอกกันเถอะ”
“เ้าค่ะท่านแม่”
เด็กสาวตัวน้อยยิ้มอย่างสดใส แต่ผู้เป็แม่กลับมองมาด้วยความฉงนก่อนจะยิ้มรับและอุ้มนางออกมา
“ท่านหัวหน้า เป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“อ่อ อาตง อาหลี่ และ…สาวน้อยยย”
ท่านพ่อชื่อตงหยาง ท่านแม่ชื่อหลี่จิน และผู้ที่กำลังลูบหัวหนิงเอ๋อร์คนนี้อยู่ก็คือหัวหน้ากลุ่มผู้บุกเบิกวัยสามสิบ “เฟยฉี” แม้เพียงแค่ครู่เดียว แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความใก็แสดงออกมาให้เห็น ก่อนที่สายตานั้นจะกลับมาเป็ปกติ และทั้งๆ ที่มือตนนั้นเย็นมากแท้ๆ ก็ยังจะลูบหัวไม่เลิก
“ข้าเย็นเ้าค่ะท่านลุง”
“อ่ะโทษทีๆ”
“ท่านหัวหน้า!” ท่านพ่อเรียกลุงเฟยฉีด้วยความร้อนใจ
“เสียไปแปดครอบครัว ไม่น่าเลย พวกเรานั้นช่างโชคร้ายเสียจริง”
“แปดครอบครัวเลยหรือขอรับ!”
“ใช่ พายุหิมะมาตอนที่เรากำลังหลับ ไม้ฟืนก็ดับพอดีกระมัง เฮ้อ…ช่างโชคร้ายนักพวกเรา”
เฟยฉีทำหน้าหนักใจพร้อมกับมองไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม
“ครอบครัวข้าเองก็รอดมาได้เพราะลูกสาวของเราปลุกขึ้นมาได้ทันการ ลมพัดจนกลอนหน้าต่างหลุด พวกข้าสองผัวเมียเกือบจะใหลตายไปแล้วขอรับ”
“ท่านเทพคุ้มครองแล้วพวกเ้า”
ด้วยความหนักใจของเหล่าชายหัวหน้าครอบครัว ต่างก็ทำใจลำบาก ไม่อาจจะหาวิธีแก้ปัญหานี้ได้ หากคืนนี้พายุพัดมาอีกรอบ คนทั้งกลุ่มบุกเบิกนี้อาจจะตายหมดด้วยความหนาวก็เป็ได้
“ท่านพ่อเ้าคะ ท่านพ่อ”
“มีอะไรหรือลูก?”
“เมื่อคืนลูกฝันเห็นท่านปู่ใจดีมาบอกให้ทำหิมะอัดก้อน แล้วก่อรอบบ้านชิดผนังด้านนอก ให้สูงถึงหลังคาเลยเ้าค่ะ แล้วก็เว้นช่องลม้าด้วย”
“ลูกว่าอย่างไรนะ!?”
สายตาของผู้ใหญ่ทั้งสามหันมามองหนิงเอ๋อร์ที่กำลังปั้นน้ำเป็ตัวเล่าเื่ปดให้ผู้ใหญ่ฟัง
สิ่งที่หนิงเอ๋อร์คิดคือ มาตรการป้องกันลมหนาวเร่งด่วน เพราะหากปล่อยไว้ คืนนี้คงหนีไม่พ้นชะตากรรมไอศกรีมแท่งเป็แน่ๆ และสิ่งที่คิดไว้อย่างแรกคือ ผนังหิมะ เหมือนบ้านของเอสกิโม แต่ใช้้หิมะอัดเป็แท่ง และเรียงขึ้นเป็ผนังสี่ด้าน โชคดีที่บ้าน (กระท่อม) ของเราหลังไม่ใหญ่
“แล้วก็เื่ที่สอง ท่านปู่บอกว่าให้ปั้นเตาใหม่ด้วยเ้าค่ะ ใช้ลำไม้ไผ่ที่ทะลวงแกนออกทำเป็ท่อขึ้นหลังคา เพราะควันไฟจะทำให้คนสลบเวลานอนเ้าค่ะ”
เด็กสาวเล่าเื่ปดอีกเื่ เพื่อที่จะให้ครอบครัวเร่งแก้ไขเื่นี้ให้ได้ เพราะถ้าทำผนังหิมะเสร็จ แต่เตาไฟไม่ถูกแก้ไข ทุกคนก็อาจจะสลบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไหนจะคนนอนหลับและยังสลบอีก อาจจะเป็สาเหตุที่เมื่อคืน พ่อและแม่ของตนปลุกไม่ตื่นก็เป็ได้
“หนิงเอ๋อร์…เ้าแน่ใจนะลูก!!!”
ตงหยางเดินเข้ามาถามเพื่อความแน่ใจและจริงจัง ส่วนหนิงเอ๋อร์กลับตกตะลึงท่าทีของพ่อตัวเองว่าทำไมถึงได้ทำหน้าจริงจังและเคร่งเครียดขนาดนั้น