หลังจากเหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยม หลี่จื่อเหิงก็ตัดสินใจพาฉินหลิวซีเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงเพื่อความปลอดภัย การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ฉินหลิวซีได้เห็นโลกภายนอกมากขึ้น ั้แ่ตลาดนัดที่คึกคักไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ ไปจนถึงวัดวาอารามที่มีพระสงฆ์บำเพ็ญกุศลเพื่อประชาชน นางเริ่มเข้าใจว่าโลกนี้มีความหลากหลายมากกว่าที่นางเคยคิด ทั้งความดีและความชั่ว ความบริสุทธิ์และความเศร้าหมอง ล้วนผสมปนเปกันอย่างซับซ้อน
ระหว่างทาง พวกเขาได้รับภารกิจจากสำนักคุ้มภัยให้ตามหาตราหยกประจำตระกูลที่หายไป ซึ่งมีเบาะแสว่าถูกนำไปซ่อนไว้ใน หอนางโลม ชื่อดังแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า หอเหมยฮวา
"ข้าจะเข้าไปเอง" หลี่จื่อเหิงกล่าว "ท่านรออยู่ข้างนอกเถิดคุณหนู สถานที่เช่นนั้นไม่เหมาะกับท่าน"
ฉินหลิวซีส่ายหน้า "ตราหยกนั้นถูกซ่อนไว้ในห้องลับที่มีอาคมป้องกัน ข้าต้องใช้ จิตััรอบข้าง เพื่อค้นหาตำแหน่งที่แน่นอน และข้าก็อยากรู้ว่า ความปรารถนา ที่อาจารย์เคยกล่าวถึงนั้นเป็เช่นไร"
หลี่จื่อเหิงไม่สามารถห้ามนางได้ ในที่สุดเขาก็ต้องพานางเข้าไปในหอเหมยฮวาที่เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดนตรี และกลิ่นหอมยั่วยวนของบุปผาและเครื่องหอม
ทันทีที่ฉินหลิวซีเหยียบย่างเข้าไปในหอนางโลม เขตอาคมสลายอารมณ์ที่เคยปกป้องนางไว้ก็สลายไปอย่างสิ้นเชิง นางรู้สึกถึง คลื่นพลังงาน ที่รุนแรงและวุ่นวายพุ่งเข้าใส่นางอย่างจัง
ขณะที่พวกเขาเดินผ่านห้องโถงใหญ่ ฉินหลิวซีสังเกตเห็นว่าผู้คนมองนางด้วยสายตาแปลกๆ ชุดนักพรตสีเทาที่รัดรูปของนางเผยให้เห็นเส้นสายของร่างกายที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางไม่ได้สวมเสื้อในตามที่เคยทำ ทำให้เนินอกอวบอิ่มของนางเด่นชัดผ่านผ้าบางๆ ชายหนุ่มหลายคนจ้องมองนางด้วยสายตาหิวกระหาย ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างโลภ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปหา เพราะบุคคลิกเ็าและสายตาไร้เดียงสาของนางทำให้พวกเขารู้สึกเกรงกลัว
"นี่คืออะไรหรือเ้าคะ?" ฉินหลิวซีถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
"นี่คือ ความปรารถนา ของมนุษย์" หลี่จื่อเหิงตอบเสียงเบา "ความปรารถนาในความสุข ความรัก และ...ความใคร่"
ฉินหลิวซีหลับตาลงและเริ่มใช้ จิตััรอบข้าง พลังปราณของนางแผ่ออกไปทั่วทุกซอกมุมของหอนางโลม นางไม่เพียงแต่รับรู้ถึงตำแหน่งของตราหยก แต่ยังรับรู้ถึง ความรู้สึกทางเพศ ของผู้คนในหอนางโลมอย่างชัดเจนและละเอียดลออ
จิตััของฉินหลิวซีเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางรับรู้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายที่กำลังหลอมรวมกัน รับรู้ถึงเสียงครางที่ดังแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน รับรู้ถึงกลิ่นของเหงื่อไคลและน้ำกามที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศ
ในห้องชั้นบน นางรับรู้ถึงเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวที่กำลังเล่นเกมพนันกับชายหนุ่มผู้มั่งคั่ง แต่ภายใต้เสียงหัวเราะนั้น นางััได้ถึง ความเหงา และ ความว่างเปล่า ที่ซ่อนอยู่
ในห้องถัดไป นางรับรู้ถึงเสียงหอบหายใจและเสียงกระทบกันของเนื้อหนังที่ดังถี่รัว จิตััของนางแทรกซึมเข้าไปในห้องนั้นอย่างไม่ตั้งใจ นางรับรู้ถึง ความสุข ที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด และ ความเ็ป ที่ปนเปื้อนอยู่ในความสุขนั้น
เสียงครางที่ดังแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนเริ่มชัดเจนขึ้น
"อ่า... ท่านพี่... แรงอีก... ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว..." เสียงหวานปนหอบของหญิงสาวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ตอบกลับอย่างกระเส่า "ที่รัก... เ้าช่างยั่วยวนนัก... ข้าจะพาเ้าไปถึง์ชั้นเจ็ด..."
เสียงเนื้อกระทบกันดัง "ตั่บ ตั่บ ตั่บ" เป็จังหวะเร่งเร้า ฉินหลิวซีรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังบีบรัดหัวใจของนาง ความรู้สึกแปลกประหลาด ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้องของนาง มันไม่ใช่ความเ็ป แต่มันคือ ความร้อน ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
จิตััของนางไหลต่อไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง ที่นั่งนางรับรู้ถึงฉากที่รุนแรงกว่าเดิม เสียงครางที่ดังขึ้นเป็จังหวะ "อ๊า... อ๊า... อ๊า..." ปนเปกับเสียงเปียกน้ำที่ดังชัดเจน นางรับรู้ถึงความร้อนที่พุ่งพล่านและความเร่าร้อนที่เข้มข้นจนแทบจะทำให้นางหายใจไม่ออก ความปั่นป่วนในร่างกายของนางเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว จนต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้เสียงครางหลุดออกมา
'นี่หรือคือความปรารถนา? นี่หรือคือสิ่งที่มนุษย์แสวงหา? มันช่าง... รุนแรง... และน่ากลัว... แต่ทำไม... ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนอยากจะ... เข้าไปัั... ความรู้สึกนั้นด้วยตัวเอง?' ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของฉินหลิวซี ทำให้นางใกับตัวเอง
ในห้องลับใต้ดิน นางรับรู้ถึงความตื่นเต้นที่ปนเปื้อนความกลัวของผู้ที่กำลังซ่อนตราหยก นางััได้ถึงพลังอาคมที่ปกป้องตราหยกนั้นไว้ ซึ่งเป็อาคมที่ต้องใช้ พลังหยิน ในการปลดล็อค
คลื่นความรู้สึกเหล่านี้ถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรง จนร่างกายของฉินหลิวซีเริ่มมีปฏิกิริยา นางรู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง ใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจติดขัด ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนนี้ทำให้ร่างกายของนางเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ถี่รัว จุดศูนย์กลางของกายหยิน์ของนางเริ่มเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ข้า... ข้าไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ" ฉินหลิวซีกล่าวเสียงแ่เบา หลี่จื่อเหิงเห็นอาการของนางก็ใ เขารีบประคองนางออกจากหอนางโลมทันที
เมื่อออกมาจากหอนางโลมได้แล้ว ฉินหลิวซีก็ทรุดตัวลงกับพื้น นางหายใจหอบถี่ พยายามควบคุมความรู้สึกที่เพิ่งได้รับรู้มา
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป "นี่คือสิ่งที่อาจารย์บอกว่าต้องเรียนรู้... ความปรารถนา มันรุนแรงยิ่งกว่าวิชาอาคมใดๆ ที่ข้าเคยฝึกฝนมา"
หลี่จื่อเหิงมองนางด้วยความเห็นใจ เขารู้ว่าโลกีย์วิสัยได้เริ่มกัดกินความไร้เดียงสาของนางแล้ว และเขาก็รู้สึกถึงความปรารถนาที่เกิดขึ้นในใจของเขาเองเช่นกัน
หลังจากที่ฉินหลิวซีได้รับรู้ถึงความปรารถนาของมนุษย์ผ่านจิตััรอบข้าง ร่างกายของนางยังคงสั่นเครือจากประสบการณ์ที่รุนแรงนั้น หลี่จื่อเหิงนั่งลงข้างๆ นางด้วยความกังวล
"คุณหนู ท่านรู้สึกเป็อย่างไรบ้าง?" เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินหลิวซียกมือขึ้นแตะหน้าอกของตัวเอง ที่ยังคงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างไม่สม่ำเสมอ "ข้ารู้สึกเหมือน... เหมือนมีไฟลุกไหม้อยู่ข้างในนี้" นางชี้ไปที่หัวใจ "และที่นี่ก็เช่นกัน" นางชี้ไปที่ช่องท้องส่วนล่าง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
"นั่นคือ **ความใคร่** ที่อาจารย์ท่านเคยเตือนไว้" หลี่จื่อเหิงอธิบายอย่างระมัดระวัง "มันเป็ความรู้สึกที่ธรรมชาติของมนุษย์ แต่สำหรับนักพรตที่ปฏิบัติธรรม มันอาจเป็อุปสรรคสำคัญ"
ฉินหลิวซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นยังคงไม่ยอมจางหายไป นางรู้สึกเหมือนพลังปราณในร่างกายไหลเวียนผิดปกติ เกิดความร้อนที่จุดต่างๆ ที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ข้าต้องกลับไปบำเพ็ญเพื่อปรับปราณให้สงบ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "วิธีนี้ใช้ได้ผลเสมอ"
หลี่จื่อเหิงพานางกลับไปยังห้องพักที่โรงแรม ฉินหลิวซีนั่งขัดสมาธิบนเตียง หลับตาลงและเริ่มควบคุมลมหายใจ นางพยายามนำพลังปราณให้ไหลเวียนตามเส้นทางเดิมที่ฝึกฝนมาั้แ่เด็ก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้นางใ
ทุกครั้งที่นางพยายามรวบรวมพลังปราณ ภาพและเสียงจากหอนางโลมก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจน เสียงครางที่หวานปนหอบ เสียงกระทบกันที่ดังเป็จังหวะ และความรู้สึกร้อนรุ่มที่นางได้ััผ่านจิตัั
"อ่า..." เสียงครางเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของนางโดยไม่ตั้งใจ นางเบิกตาขึ้นด้วยความใ ใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
นางลองอีกครั้ง แต่ยิ่งพยายามควบคุมพลังปราณ ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น พลังปราณแทนที่จะไหลเวียนไปตามเส้นทางปกติ กลับไหลไปรวมตัวที่จุดศูนย์กลางของกายหยิน์ ทำให้เกิดความรู้สึกที่... ยั่วยวนและน่าอับอาย
"ไม่ได้... ไม่ได้เลย..." นางพึมพำด้วยความหงุดหงิด
นางลุกขึ้นเดินไปมาในห้อง พยายามหาวิธีอื่นในการปรับสมดุลของร่างกาย นางลองท่าโยคะ ลองสวดมนต์ ลองนั่งสมาธิในท่าต่างๆ แต่ทุกวิธีที่เคยได้ผลกลับไม่สามารถช่วยนางได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่นางมองเห็นหลี่จื่อเหิง ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นก็จะรุนแรงขึ้น นางเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดของเขาที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน ไหล่กว้างที่แข็งแรง แขนที่มีกล้ามเนื้อ และดวงตาที่มองนางด้วยความเอาใจใส่
'ทำไม... ทำไมข้าถึงคิดเช่นนี้?' นางถามตัวเอง 'นี่ไม่ใช่ข้า... นี่ไม่ใช่ฉินหลิวซีที่ข้ารู้จัก'
คืนนั้น นางนอนไม่หลับ ร่างกายร้อนผ่าวและกระสับกระส่าย ทุกครั้งที่หลับตา ภาพจากหอนางโลมก็จะผุดขึ้นมา ทำให้นางต้องลุกขึ้นนั่งและพยายามบำเพ็ญอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีมองตัวเองในกระจก ดวงตาที่เคยใสสะอาดกลับมีความมืดมิดแปลกๆ ใบหน้าซีดเซียวจากการนอนไม่หลับ และที่สำคัญที่สุด นางรู้สึกเหมือนพลังปราณในร่างกายกำลังไหลเวียนผิดทิศทาง
"ข้าต้องกลับไปหาอาจารย์" นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "เฉพาะอาจารย์เท่านั้นที่จะช่วยข้าได้"
นางหันไปหาหลี่จื่อเหิงที่กำลังเตรียมอาหารเช้า "เ้าค่ะ ข้าต้องกลับขึ้นเขาไปหาอาจารย์"
หลี่จื่อเหิงหยุดมือ "เกิดอะไรขึ้นคุณหนู? ท่านดูไม่สบาย"
"ข้า... ข้าควบคุมพลังปราณไม่ได้แล้ว" นางยอมรับด้วยความอับอาย "หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน พลังปราณในร่างกายไหลเวียนผิดปกติ ข้าบำเพ็ญไม่ได้ นั่งสมาธิไม่ได้ ข้า้าความช่วยเหลือจากอาจารย์"
หลี่จื่อเหิงเห็นความทุกข์ใจในดวงตาของนาง เขาพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปส่งท่านที่ตีนเขา"
ฉินหลิวซีรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย อย่างน้อยนางก็มีทางออก แต่ในใจลึกๆ นางก็รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนั้นอาจจะไม่ใช่เื่ง่ายที่จะแก้ไข ความไร้เดียงสาที่นางเคยมีกำลังถูกกัดกินไปทีละน้อย และนางไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปเป็เหมือนเดิมได้หรือไม่