ตอนที่ 6 แผนการร้ายของฮวาเย่เอ๋อร์
แสงแดดในต้นยามอู่ (11.00-12.59) เริ่มสาดแสงอบอุ่นใน
ต้นฤดูใบไม้ผลิทำให้ผู้คนที่เดินไปมาไม่รู้สึกร้อนมากนัก ฮวาเย่เอ๋อร์หลังจากที่เดินออกมาจากสวนดอกเหมยก็เดินตรงไปที่บ้านของท่านป้าของนางที่ออกเรือนไปกับมือปราบของที่ว่าการอำเภอ หลังจากมารดาของนางจากไปหลังจากคลอดนางได้ไม่นานนางก็เหลือเพียงท่านป้าที่เป็พี่สาวของมารดามาเยี่ยมเยียนที่บ้านบ่อยครั้งและสอนสั่งให้นางมองเห็นถึงความ
ชั่วร้ายของจางเหมยซูมารดาเลี้ยงของนาง ฮวาเย่เอ๋อร์มองประตูเรือนที่ปิดสนิทแล้วหันไปหาอาจูที่ยืนอยู่ด้านหลัง อาจูรับรู้ถึงหน้าที่จึงเดินไปเคาะประตูเรือนผ่านไปไม่นานบ่าวรับใช้เดินมาเปิดประตู เมื่อเห็นเป็
ฮวาเย่เอ๋อร์ที่มักจะมาเรือนนี้บ่อยครั้งจึงเปิดประตูต้อนรับแล้วนำทางไปเรือนหลักที่ฮูหยินพัก แล้วแจ้งสาวใช้ให้รายงานแขกที่มาพบฮูหยิน
“ฮูหยินเ้าคะ คุณหนูฮวาเย่เอ๋อร์มาขอพบเ้าค่ะ” โจวเมิ่งหรานที่กำลังนั่งเลือกเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิออกมาเตรียมสวมใส่ใน่ฤดูนี้และสั่งให้สาวใช้เก็บเสื้อผ้าของฤดูหนาวเก็บใส่กล่องไม้ไว้เพื่อสวมใส่ในปีหน้าก็เงยหน้าสงสัย ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้ “พรุ่งนี้ข้าว่าจะไปหานางแล้วเชียว เหตุใดวันนี้จึงเร่งรีบมาได้เล่า ให้เย่เอ๋อร์เข้ามาเถิด” นางวางเสื้อผ้าให้สาวใช้จัดการต่อนางเดินไปที่เก้าอี้ทางโถงใหญ่ของบ้านยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงเมื่อเห็นฮวาเย่เอ๋อร์เดินเข้ามาแล้วคารวะนาง
“เย่เอ๋อร์คารวะท่านป้าเ้าค่ะ ขอให้ท่านป้าสุขกายสบายใจเ้าค่ะ”
“ลุกขึ้นเถิด เ้ามานั่งข้างป้า มาชิมชาใหม่ที่ป้าได้มาจากไร่ของบ้านเราเถิด ช่างหอมหวานยิ่งนัก” ตระกูลโจวของอำเภอซานซูเป็ตระกูลค้าขายใบชาชื่อดังของอำเภอ เป็คหบดีอำดับต้น ๆ ด้านการขายใบชา แต่ตระกูลกลับไร้บุตรชายสืบสกุลมีเพียงบุตรสาวสองคนอย่างโจวเมิ่งหรานและโจวอวี้หย่งมารดาของฮวาเย่เอ๋อร์ หลังจากบุตรสาวทั้งสองออกเรือนนายท่านและนายหญิงกลับถูกโจรปล้นขบวนสินค้าและเสียชีวิตทั้งคู่ ทำให้กิจการการค้าขายใบชาได้โจวเมิ่งหรานดูแลกิจการต่อ ด้วยนิสัยเห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงินทำให้การค้าใบชาไม่มีการขาดทุนหลังจากขาดผู้นำครอบครัวไป และกำไรที่ได้นางก็นำมาใช้กับการดูแลครอบครัวของตัวเองทำให้ครอบครัวมือปราบอำเภอที่รายได้น้อยนิดมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดียิ่งนัก
“เย่เอ๋อร์ขอบคุณท่านป้าเ้าค่ะ ช่างเป็ชาที่ดียิ่งนักคาดว่าปีนี้คงได้กำไรมากนัก” ฮวาเย่เอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอนอยู่แล้วป้าจะทำให้ร้านค้าของเราเสียหายได้หรือ แล้วเหตุใดวันนี้เ้าถึงได้มาหาป้าเล่า ป้าตอบจดหมายของเ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไปพบเ้าพรุ่งนี้” โจวเมิ่งหรานเอ่ยด้วยสีหน้าภูมิใจในการดูแลร้านค้าของตัวเอง ก่อนจะหันไปถามฮวาเย่เอ๋อร์ด้วยสีหน้าสงสัย
“เย่เอ๋อร์เพียงแต่ร้อนใจยิ่งนัก ไม่นานมานี้ท่านย่ากับจางเหมยซูนั่นจะให้ข้าแต่งกับครอบครัวพ่อค้าขายผ้า ข้าไม่ยินดียิ่งนักแต่กับ
นังเซียงเซียงจะให้แต่งกับบุตรชายนายอำเภอ มู่เทียนเฉิงที่เป็ชิ่วไฉ!” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่ยินยอม โจวเมิ่งหรานที่มีแต่บุตรชายหาได้มีบุตรสาวนางมองหลานสาวของตนที่เสียมารดาไปแต่เล็กเป็เหมือนบุตรสาวของตนไปเสียแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่เป็ธรรมกับหลานสาวของตนก็เกิดอารมณ์โกรธขึ้นทันที
“ข้าว่าไว้แล้วเชียว นางจางเหมยซูนั่นจะดีต่อเ้าด้วยหรือ คงทำเป็ดีต่อหน้าแม่สามีกับสามีเท่านั้น แค่การแต่งงานของเ้าก็ทำให้เห็นแล้ว!”
“ที่จริงแล้วเย่เอ๋อร์มีชายในดวงใจแล้วด้วยเ้าค่ะ แต่ท่านย่ากับท่านแม่ไม่เห็นด้วยเย่เอ๋อร์จึงได้ร้อนใจมาขอคำปรึกษากับท่านป้าเ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นก่อนจะหลุบตาลงก้มหน้าเศร้าอย่างคนที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมทั้งที่ครอบครัวฮวาต่างถามความเห็นของนางก่อนแล้ว
โจวเมิ่งหรานเห็นดังนั้นก็ให้ปวดใจนัก “เย่เอ๋อร์อย่าได้เสียใจไปป้าจะช่วยเ้าเอง ชายที่เ้าชอบพอคือใครหรือป้ารู้จักหรือไม่”
“เย่เอ๋อร์..เย่เอ๋อร์ชอบพออยู่กับคุณชายใหญ่ตู้ ตู้เหวินเฉิงเ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเขินอายแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีชมพูดูน่ารัก
น่าใคร่นัก
“ตู้เหวินเฉิง บุตรชายท่านเ้าเมืองหย่งชุนหน่ะหรือ” โจวเมิ่งหรานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนจะเห็นฮวาเย่เอ๋อร์พยักหน้าตอบนางจึงได้เอ่ยต่อว่า “แต่ว่าข้าได้ยินว่าคุณชายตู้มีภรรยารองกับอนุภรรยามากมายนัก นิสัยก็ใช่จะดีนักเ้าไปชอบพอกับคุณชายตู้เมื่อไหร่กัน”
“ข้าพบคุณชายตู้เมื่อเดือนก่อนเ้าค่ะ คุณชายตู้ช่วยข้าไว้จากชายชั่วที่มาเกี้ยวข้า ข้าจึงได้รู้จักหลังจากนั้นก็ได้พบบ่อยครั้งพวกเราต่างพึงใจต่อกัน คุณชายตู้บอกว่าจะมาสู่ขอเย่เอ๋อร์ไปเป็ภรรยาเอกด้วยเ้าค่ะ
ท่านป้าต้องช่วยเย่เอ๋อร์ด้วยนะเ้าคะ เย่เอ๋อร์ไม่อยากแต่งให้กับครอบครัวพ่อค้าขายผ้านั่น!” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าร้อนใจ อาจูที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังสงสัยว่าคุณหนูของนางไปรู้จักคุณชายตู้ั้แ่เมื่อใดในเมื่อวันงานปักปิ่นของคุณหนูมู่นางเป็คนไปสืบถามเื่คุณชายตู้มาให้คุณหนูของนางเอง อาจูได้แต่เก็บความสงสัยของตนเองไว้แล้วยืนปรนนิบัติคุณหนูของนางต่อไป
“งั้นก็เอาเถิดหากชอบพอกันจริง ก็ใช่จะเป็ไปไม่ได้ถึงแม้สกุลฮวาที่เป็ครอบครัวพ่อค้าแต่งกับบุตรชายเ้าเมืองจะหวังสูงเกินไป ป้าเกรงแต่ฮูหยินท่านเ้าเมืองจะคัดค้านน่ะสิ เ้าดูตอนนี้คุณชายตู้อายุจะยี่สิบแล้วแต่ไร้ซึ่งภรรยาเอก ไม่ใช่ว่าฮูหยินตู้เลือกมากหรือแต่หากคุณชายตู้จริงใจต่อเ้าจริงก็คงไม่ยากกระมัง”
“ที่ท่านย่ากับท่านไม่เห็นด้วยก็เพราะเหตุนี้ หาว่าข้าหวังสูงเกินไปหากแต่งให้บุตรชายเ้าเมืองเกรงว่าจะเป็ได้แค่อนุ ทั้งที่ข้าก็บอกแล้วว่าคุณชายตู้จะแต่งข้าเป็ภรรยาเอก แต่กลับไม่เชื่อข้าหวังให้ข้าแต่งกับคหบดีเพื่อจะได้เกี่ยวดองการค้ากับร้านผ้า เหตุใดไม่ให้บุตรสาวตนเองแต่งเองเล่าให้ข้าแต่งแทนทำไม”
“อย่างนั้นหรือ! ช่างใจร้ายกับเ้ายิ่งนัก ท่านเ้าเมืองคงไม่อยากให้หลานชายคนโตเกิดจากอนุหรอก หากเ้ามีหลานชายคนโตให้ท่านเ้าเมืองไม่แน่สกุลตู้อาจจะรับเ้าเป็ภรรยาเอกของลูกชายคนโตก็ได้นะ”
โจวเมิ่งหรานหันไปมองหลานสาวของตนแล้วเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับหากได้เกี่ยวดองกับเ้าเมือง การค้าขายของนางคงจะราบรื่นและ
มีกำไรได้มากโขนัก ฮวาเย่เอ๋อร์เห็นนางเป็ญาติเพียงคนเดียวคงไม่ตัดขาดจากนางหลังจากได้ดีแต่งเข้าไปในครอบครัวท่านเ้าเมือง ความคิดเห็นแก่ตนเองเข้าครอบงำมากกว่าการเห็นความสุขของหลานสาวทำให้
โจวเมิ่งหรานลืมสิ้นถึงความถูกผิด
“เป็เช่นนั้นจริงหรือเ้าคะ จะดีหรือ ข้า ข้าไม่กล้า”
“ถ้าเ้าไม่กล้า เ้าก็เตรียมแต่งให้ตระกูลพ่อค้าเถิด เ้าอยากเป็ฮูหยินของขุนนางมิใช่หรือ ถึงอย่างไรท่านเ้าเมืองคงจะไม่ให้สกุลอื่นมาปกครองเมืองแทนแน่นอน คุณชายใหญ่มู่ต่อไปต้องได้เป็เ้าเมืองหยุ่งชุน แล้วเ้าที่เป็ภรรยาเอกจะไม่ได้เป็ฮูหยินท่านเ้าเมืองได้อย่างไร มีคนนับหน้าถือตาจะไม่ดีกว่าเป็ภรรยาพ่อค้าหรือ” โจวเมิ่งหรานรีบเอ่ย
หว่านล้อมในหลานสาวตนรีบทำตามที่แนะนำเมื่อคิดได้แล้วว่าผลประโยชน์ที่ตนจะได้นั้นมากมายนัก
“หลานเข้าใจแล้วเ้าค่ะ! เย่เอ๋อร์จะเป็ฮูหยินท่านเ้าเมืองให้ได้! แต่ก่อนนั้นเย่เอ๋อร์จะทำให้นางเซียงเซียงได้แต่งกับพรานป่าน่ากลัวเสียก่อน” ฮวาเย่เอ๋อร์หลังได้รับคำแนะนำก็เกิดอาการใจเต้นแรงราวกับตอนนี้นางได้เป็ฮูหยินท่านเ้าเมือง มีแต่คนเคารพนับถือก่อนจะคิดได้ว่าหากตนเป็ฮูหยินเ้าเมืองแล้วฮวาเซียงเซียงเป็เมียพรานป่า อยู่บ้านไม้เก่า ๆ ทำงานช่วยสามีคงจะสะใจไม่น้อย
“เ้าว่าอย่างไรนะ” โจวเมิ่งหรานเอ่ยถามเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายไม่ชัด
“เย่เอ๋อร์จะเล่าให้ท่านป้าฟังเอง” หลังจากนั้นฮวาเย่เอ๋อร์ก็ได้เล่าถึงแผนการของตนเองที่จะจัดการให้น้องสาวได้แต่งกับพรานป่าน่ากลัวให้ป้าของนางฟัง ทั้งสองพูดคุยกันจนถึงยามทานมื้อเที่ยงฮวาเย่เอ๋อร์จึงได้ขอตัวกลับบ้านของตน
ทางด้านสวนดอกเหมยที่บานแข่งกับแสงแดดยามสาย มู่ซือฉีเดินยิ้มกลับมาเมื่อไม่เห็นฮวาเซียงเซียงนั่งรอในศาลาพักร้อนนางก็สอดส่ายสายตามองหาสหายของตนก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นฮวาเซียงเซียงเดินเข้ามาที่ศาลาพักร้อน
“เ้าไปไหนมาหรือ ข้ากลับเข้ามาแล้วไม่เห็น” มู่ซือฉีเอ่ยขึ้นทันทีหลังจากที่ฮวาเซียงเซียงเดินเข้ามาใกล้
“ข้าเห็นว่าทางด้านนั้นดอกเหมยดูสวยงามยิ่งนักจึงได้เดินไปชมใกล้ ๆ แล้วทางเ้าพูดคุยกับพี่หานได้ความเป็อย่างไร” ฮวาเซียงเซียงนั่งลงที่เก้าอี้ก่อนจะเอ่ยถามมู่ซือฉี
“อืม ข้ากับพี่หานตกลงกันเรียบร้อยแล้วรอให้พี่หานสอบเป็
จวี่เหรินได้เขาจะมาสู่ขอข้าเป็ภรรยา” มู่ซือฉีเอ่ยขึ้นเสียงเบาด้วยความขวยเขิน การให้แม่นางน้อยเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นมาไม่นานพูดเื่หนุ่มสาวก็ช่างทำให้นางรู้สึกเขินอายยิ่งนัก
“งั้นหรือ! ช่างดียิ่งนักข้าขอให้เ้าได้สมหวังในรักนี้นะ ข้าเอาใจช่วย” ฮวาเซียงเซียงยื่นมือไปกุมมือของมู่ซือฉีแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความจริงใจ
“ขอบใจเ้ามาก ข้าหวังว่าพี่หานจะสอบได้แต่หากสอบไม่ได้ข้าก็จะรอ ข้าจะไม่ยอมแต่งให้คนอื่นเด็ดขาด ถึงท่านพ่อจะตีข้าให้ตายข้าก็ไม่ยอม!” มู่ซือฉีเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามุ่งมั่น ฮวาเซียงเซียงเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มรับก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าเชื่อว่าพี่หานต้องสอบได้ เอาหล่ะตอนนี้น่าจะใกล้
ปลายยามอู่แล้วเรากลับเข้าอำเภอไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมกันเถิด ข้าบอกกับ
ที่บ้านว่าจะกลับ่ยามเว่ย (13.00-14.59 น.)”
“ได้ ข้าก็เริ่มจะหิวข้าวแล้วเช่นกัน” มู่ซือฉีเอ่ยเสร็จก็จับจูงมือกับ
ฮวาเซียงเซียงเดินกลับเข้าไปในอำเภอด้วยอารมณ์เบิกบานใจ
แต่แล้วอารมณ์ที่เบิกบานใจของมู่ซือฉีก็ต้องดับมอดลงไปเมื่อนางกลับจวนแล้วเข้าไปพูดคุยกับบิดาของนางเพื่อทวงคำสัญญาที่เขาเคยกล่าวไว้
“ข้าเคยพูดเช่นนั้นด้วยหรือ” มู่เหว่ยหางเอ่ยขึ้นก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนจนมู่ซือฉีที่มองอยู่ร้อนใจยิ่งนัก
“ท่านพ่อเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร วันนั้นก่อนที่ข้าจะปักปิ่นท่านพ่อบอกว่าหากพี่หานสอบได้เป็จวี่เหรินจะตอบตกลงหากพี่หานมา
สู่ขอข้าไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“ลูกชายพ่อค้าขายเต้าทึงจะมีความสามารถสอบได้หรือ
เ้าอย่าได้คิดหวังแต่งกับครอบครัวนั้นเลย ข้ามีคู่หมายที่สูงส่งให้เ้าเรียบร้อยแล้ว รอแค่ไม่นานคงจะมีแม่สื่อมาสู่ขอเ้า การแต่งงานของบุตรเป็บิดามารดาที่ตัดสินใจหาใช่บุตรสาว จงอยู่แต่ในเรือนเตรียมตัวเป็เ้าสาวเสียเถิด! กลับเรือนไปได้แล้ว” มู่เหว่ยหางเอ่ยเสร็จก็ลุกเดินเข้าไปในห้องด้านหลังที่เป็ส่วนของห้องนอน
มู่ฮูหยินที่นั่งอยู่ด้านในได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็รู้สึกสงสารบุตรสาวตนยิ่งนัก ถึงนางจะดุด่าหรือเคร่งระเบียบกับบุตรสาวคนเดียวแต่ก็ไม่เคยขัดใจมากเพียงควบคุมไม่ให้ทำร้ายคนอื่นจนเดือดร้อนเป็พอ
นางพอจะรู้ว่ามู่ซือฉีชอบพอกับบุตรชายพ่อค้าร้านเต้าทึงในอำเภอแต่นางก็ไม่ได้ขัดขวาง เพราะเห็นว่าลี่มู่หานเป็ชายที่พึ่งพาได้ ขยันขันแข็ง สอบได้เป็ชิ่วไฉั้แ่อายุยังน้อยภายหน้าอาจจะได้เป็ขุนนางให้บุตรสาวของนางได้มีหน้ามีตา และการแต่งงานกับชายที่พึงใจได้นั้นช่างเป็สิ่ง
ที่ประเสริฐนักสำหรับหญิงสาวในห้องหอ
“ท่านพี่ ท่านอย่าขัดขวางเด็กทั้งสองเลยนะเ้าคะ เด็กลี่มู่หานนั่นก็ดูพึ่งพาได้ ถึงแม้ชาติกำเนิดจะไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ภายหน้าสอบได้เป็
จวี่เหรินหรือจอหงวนได้ มู่ซือฉีก็มีที่พึ่งพิงที่ดีแล้ว” มู่ฮูหยินเอ่ยขึ้นพลางถอดเสื้อชั้นนอกให้กับสามีตน
“เ้าจะไปเข้าใจอะไร ภายหน้าอาจจะมีสิ่งเปลี่ยนแปลงการสอบรอบนี้จะมีผลอะไรได้ ถึงอย่างไรให้นางแต่งเป็ภรรยารองของโซ่วอ๋องก็ยังดีกว่าบัณฑิตต่ำต้อย อีกอย่างหากฉีเอ๋อร์ได้แต่งเข้าจวนอ๋องก็สามารถส่งเสริมเทียนเฉิงได้” มู่เหว่ยหางหลังจากถอดเสื้อชั้นนอกเสร็จก็เดินตรงไปที่เตียงนอน มู่ฮูหยินดูแลปรนนิบัติสามียกผ้าชุบน้ำที่บิดหมาดแล้วยื่นให้เขาเช็ดหน้าพร้อมเอ่ยว่า
“แต่ว่าข้าไม่อยากให้ครอบครัวเราข้อเกี่ยวกับเชื้อพระวงศ์นัก หากภายหน้าเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นฉีเอ๋อร์คงไร้ทางไป” มู่ฮูหยินเอ่ยขึ้นด้วย
สีหน้ากังวล
“ข้าคุยปรึกษากับท่านเ้าเมืองและโซ่วอ๋องเรียบร้อยแล้ว เื่นี้เ้าอย่าได้ขัดข้าอีกเลย” มู่เหว่ยหางเอ่ยเสร็จก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ภรรยาแล้วล้มตัวลงนอน มู่ฮูหยินมองเขาด้วยสีหน้ากังวลไม่คลาย ก่อนจะยกกะละมังใส่น้ำเดินออกจากห้องนอนเพื่อออกไปให้สาวใช้หน้าห้องแล้วเข้ามานอนพักต่อ แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นบุตรสาวของนางที่ควรจะกลับเรือนไปแล้วยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน
“ฉีเอ๋อร์เ้ามาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อใด ออกไปกับแม่เดี๋ยวนี้” มู่ฮูหยินเอ่ยเสียงเบาก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้องนอนเมื่อเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก็ดึงแขนบุตรสาวของตนที่กำลังยืนนิ่งอึ้งเป็ไก่ไม้ออกไปกับตน
“เ้าได้ยินอะไรบ้าง บอกแม่มาเดี๋ยวนี้!” มู่ฮูหยินเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ท่านแม่! จริงหรือที่ท่านพ่อจะให้ข้าแต่งเป็ภรรยาของโซว่อ๋อง ข้าไม่อยากแต่งกับเขา ท่านแม่ก็ทราบว่าโซว่อ๋องมีภรรยาและอนุมากมายนัก อายุก็น้อยกว่าท่านพ่อไม่กี่ปี ข้าไม่ยอม!” มู่ซือฉีหลังได้สติกลับคืนมานางมองจ้องมารดาก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงสั่น
“เื่นี้แม่ก็ใช่จะเห็นด้วย แต่ท่านพ่อของเ้าตกลงไปแล้วเื่นี้ไร้หนทางแก้เสียแล้ว” มู่ฮูหยินเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้า นางไม่อาจขัดกับสามีได้ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามีช่างเป็สิ่งที่ขัดใจนางยิ่งนัก
“ยังไงลูกก็ไม่ยอม ลูกพูดคุยตกลงกับพี่หานแล้วว่าหลังจากสอบเป็จวี่เหรินพี่หานจะให้คนมาสู่ขอข้า ข้าไม่อยากแต่งให้คนอื่น ท่านแม่ช่วยลูกด้วยเถิดเ้าค่ะ” มู่ซือฉีเดินเข้าไปจับที่มือของมารดาตนั์ตาเริ่มมีน้ำเอ่อคลอทำให้มู่ฮูหยินที่เป็มารดาเห็นแล้วรู้สึกสงสารบุตรสาวยิ่งนัก
แต่เื่นี้ช่างเป็เื่ที่ยากจะจัดการเหตุเพราะเกี่ยวข้องกับหลายบุคคลรวมทั้งการทำข้อตกลงกับโซว่อ๋องและท่านเ้าเมือง หากโซว่อ๋องโกรธกริ้วขึ้นมาครอบครัวนางคงจะสูญสิ้นแล้ว
“ลูกเอ๋ยเื่นี้ช่างยากที่แม่จะจัดการได้ เ้ากลับไปพักก่อนเถิด แม่จะลองหาทางช่วยเ้าให้ได้” มู่ฮูหยินเอ่ยปลอบใจบุตรสาวของตนทั้งที่ตอนนี้นางยังหาทางออกไม่พบสักทาง มู่ซือฉีที่ได้ยินก็ให้คลายกังวลลงเล็กน้อย มารดาของนางไม่เคยโกหกนาง หากมารดาบอกว่าจะช่วยมารดาต้องช่วยนางได้แน่ มู่ซือฉียากที่จะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้น้ำใสหยดลงมาเป็สายเต็มใบหน้าก่อนนางจะโผเข้ากอดมารดาของตน มู่ฮูหยินทำได้เพียงลูบผมดำขลับของบุตรสาวด้วยสีหน้ากังวล
มู่ซือฉีเดินกลับเรือนของตนด้วยใบหน้าที่เปื้อนหยาดน้ำตา ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดอย่างลวก ๆ “ท่านพ่อไม่รักษาคำพูด เช่นนั้นก็อย่าหวังว่า
ข้าจะเชื่อฟังคำพูดท่านเช่นกัน คอยดูเถิดข้าจะไม่ยอมแต่งให้คนที่ท่านพ่อหาให้แน่ ข้าจะแต่งกับพี่หานเท่านั้น!” มู่ซือฉีเอ่ยเสร็จก็เดินไปที่โต๊ะนำกระดาษและให้ชิงชิงฝนหมึก นางเขียนจดหมายไม่นานก็ยื่นให้ชิงชิงและเอ่ยว่า “พรุ่งนี้เ้าเอาจดหมายนี้ไปให้พี่หานที ถ้าพี่หานไม่เห็นด้วยข้าจะหนีออกไปจากจวน ไม่ให้ใครหาเจอ!”