ตอนที่ 15 — เงากระจกแห่งกาลเวลา และพันธสัญญาแห่งสัจธรรม
ฉาก: ชานบ้าน ยามค่ำคืน — เวลา 20.30 น.
ความเงียบสงบโอบล้อมบ้านหลังเล็ก อาเจียงพาลูกชายกลับไปนอนแล้ว กิมหลวนเข้านอนเรียบร้อย เหลือเพียงเฉินที่ยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้หน้าบ้าน ลมคืนนี้พัดเบาๆ สายตามองออกไปที่แสงดาวดวงน้อยบนท้องฟ้า
สายลมยามดึกพาความคิดของเฉินย้อนกลับไปสู่่วัยหนุ่ม... ภาพในอดีตที่เคยฝุ่นฟลบพลันชัดเจนขึ้นมาในความทรงจำ
ในวัยหนุ่ม เฉินก็เคยเป็เหมือนอาเจียงและต้นกล้า—ติดอยู่ในลูปของอารมณ์ ร้อนรุ่ม หงุดหงิด และพยายามดิ้นรนแก้ไขชีวิตเพียงลำพัง ในยุคนั้น เขาไม่มี "ตัวช่วย" ไม่มีผู้ใหญ่คอยแนะแนวทาง ชี้ทางสว่าง หรือคอยโอบกอดให้อภัยเหมือนอย่างที่เขาเป็ให้ลูกและหลาน เขาสะดุดล้ม สะบักสะบอม และต้องเคี่ยวกรำตัวเองในความมืดมนอยู่นานนับปี
เฉิน:
(ยกมือขึ้นแตะอกตัวเองเบาๆ หลับตาลงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความสงสารและเห็นใจตัวเองในอดีต)
*(ยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองในวัยหนุ่ม)*
"ตอนนั้น... แกก็ทำเต็มที่ตามกำลังสติและปัญญาเท่าที่มีในตอนนั้นแล้วนะ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือเสียดายอะไรอีกแล้ว เก่งมากแล้วที่พาตัวเองรอดมาได้จนถึงวันนี้..."
ความรู้สึกอุ่นวาบและโปร่งเบาคลุมเครือใจ ความเห็นใจและให้อภัยตัวเองในอดีตกลายเป็สายน้ำเย็นที่ชโลมหัวใจเฉินให้ยิ่งบริสุทธิ์
เมื่อเขามองสะท้อนความจริงข้อนี้ออกไปสู่ผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็เจ๊เหมย หัวหน้างานของอาเจียง หรือคนในสังคม เขาก็เกิดความเข้าใจและเห็นใจอย่างลึกซึ้ง... เพราะทุกคนต่างก็กำลังดิ้นรนและทำดีที่สุดเท่าที่ "กำลังสติปัญญาและกำลังใจ" ของพวกเขาในขณะนี้จะมีได้เหมือนกัน
--------------------------------------------------
ฉาก: โต๊ะกินข้าว ยามเช้าวันถัดมา — เวลา 07.30 น.
บรรยากาศการกินอาหารเช้าเป็ไปอย่างเรียบง่าย กิมหลวนและอาเจียงนั่งคุยกันเื่ชีวิตประจำวัน อาเจียงเล่าถึงรุ่นน้องที่ออฟฟิศที่เริ่มมาพึ่งพาเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเริ่มจะคาดหวังให้เสนอหน้าแก้ปัญหาแทน หรือเอาอารมณ์มาระบายใส่แบบไร้ขอบเขต
อาเจียง:
"พ่อครับ... ่นี้พอน้องๆ เห็นว่าผมใจเย็นลง กลายเป็ว่าหลายคนเอาความเครียดเอาปัญหามาโยนให้ผมตัดสินใจแทนตลอด บางคนพอทำผิดก็ประชดประชันใส่ เพราะรู้ว่าผมไม่โกรธ... ผมเริ่มรู้สึกว่าการใจดี บางทีมันเปิดช่องให้เขาเอาเปรียบอารมณ์เราหรือเปล่าครับ?"
เฉินวางแก้วชาลง มองหน้าลูกชายด้วยสายตานิ่งสงบแต่เฉียบคม
เฉิน:
"การเมตตาและให้อภัย ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมเป็ 'เบาะรองรับอารมณ์' หรือสนับสนุนให้คนอื่นทำผิดศีลและเอาเปรียบเรานะเจียง..."
อาเจียงและกิมหลวนชะงัก นั่งฟังด้วยความตั้งใจ
เฉิน:
(น้ำเสียงทุ้มต่ำ ชัดเจน และทรงพลัง)
"การที่เรายอมให้คนอื่นเอาเปรียบทางความคิด อารมณ์ หรือการกระทำ... เท่ากับเรากำลัง 'สนับสนุน' ให้เขาสะสมความเคยชินผิดๆ สร้างนิสัยเบียดเบียนผู้อื่น (ทำผิดศีลข้อ 2 หรือข้อ 4 ทางอารมณ์และวาจา) เพิ่มดีกรีความเคยชินชั่วร้ายในใจเขาให้หนักขึ้น นั่นไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการส่งเสริมกิเลสของเขา"
เฉินจ้องมองลูกชายด้วยแววตาแห่งปัญญา
เฉิน:
"ในทางกลับกัน... พ่อก็ขอบคุณอดีตของพ่อที่ทำให้เห็นว่า ตัวพ่อเองก็เคยมีนิสัยชอบยอมถูกเอาเปรียบเพราะอยากเป็คนดี หรือแอบเอาเปรียบคนอื่นโดยไม่รู้ตัวผ่านกิจกรรมประจำวัน วันนี้พ่อจะไม่สนับสนุนความเคยชินเดิมๆ นั้นอีกต่อไป"
อาเจียง:
(พยักหน้าเข้าใจอย่างลึกซึ้ง)
"หมายความว่า... เราต้องมี 'ขอบเขตที่ชัดเจน' ใช่ไหมครับพ่อ?"
เฉิน:
"ถูกต้อง... เราเมตตาและเข้าใจว่าเขาทำตามกำลังปัญญาของเขา แต่เราต้องตั้งขอบเขตด้วยความสงบ ไร้ความโกรธ ไม่ให้เขาใช้เราเป็เครื่องมือในการทำผิดศีลหรือสะสมนิสัยเอาเปรียบ และเราเองก็ต้องไม่เอาเปรียบใคร แม้แต่เื่เล็กน้อยในชีวิตประจำวัน เช่น การแซงคิว การผลักภาระ หรือการใช้คำพูดกดคนอื่น... นี่คือการเคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และหยุดวงจรแห่งบาปอย่างแท้จริง"
กิมหลวนยิ้มออกมาด้วยความสว่างไสวในใจ บทเรียนวันนี้ไม่ได้มีแค่ความนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวแห่งธรรม
เฉิน อาเจียง และกิมหลวน สบตากันด้วยความโปร่งเบา ความเมตตาที่ไม่หย่อนยานและไม่อ่อนแอ บัดนี้ได้กลายเป็เกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง ที่พาให้ชีวิตของพวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์ ทรงพลัง และบริสุทธิ์ผุดผ่องในทุกๆ วัน