วันเวลาที่ต้องพักรักษาตัวนั้นน่าเบื่อหน่ายยิ่ง
ในสมัยโบราณไม่มีตัวยาที่ได้ผลชะงัดอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก และจามจึงอยู่กับหวาชิงเสวี่ยมานาน
ฟู่ถิงเย่จดจำคำพูดของหลูเจิ้งชิงได้จึงส่งของบำรุงต่างๆ มาให้ทุกวันอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งยังคอยกำกับให้หวาชิงเสวี่ยกินเข้าไปด้วยตัวเองอีกด้วย
เพราะเป็นของบำรุง แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่อาหารเลิศรสรสชาติของมันจึงมักจะไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังดื่มง่ายกว่ายาสมุนไพรที่หลูเจิ้งชิงเขียนเทียบยาสั่งทิ้งไว้ให้มากนัก
ฟู่ถิงเย่ยังคิดหาวิธีเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงได้อีกวิธีนั่นก็คือการเดินเล่นเลียบกำแพงด้านนอกจวนสองรอบทุกเช้าและเย็น
จวนแห่งนี้ใหญ่มาก...ใหญ่มากเสียจนการเดินรอบกำแพงสองรอบยังทำให้รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า“ไว้เจ้าชินแล้ว ค่อยเพิ่มจำนวนรอบ”
หวาชิงเสวี่ย “...”ท่านเข้าใจหลักการค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกันนี่
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง“เร็วหน่อยสิ ช้าเกินไปการออกกำลังกายจะไม่ได้ผล” พูดจบเขาก็เดินนำหน้าไปแล้ว
หวาชิงเสวี่ยกัดฟันรวบรวมกำลังกายเพื่อตามให้ทัน
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้เดินเร็วแต่ความขายาวทำให้ก้าวของเขาใหญ่มาก ก้าวเดียวของเขาเท่ากับสองหรือสามก้าวของหวาชิงเสวี่ยนางเดินตามเขาไปได้ไม่นานก็เหนื่อยหอบแล้ว
แต่ผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดเจน
หลังจากเดินออกกำลังกายเสร็จในมื้อเที่ยงวันนั้น หวาชิงเสวี่ยก็เจริญอาหารเป็นพิเศษ
ปกตินางกินได้น้อยมากไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินยาสมุนไพรบำรุงร่างกายมากเกินไปหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าในปากไม่มีรสชาติอะไรเลยแต่วันนี้กลับกินข้าวไปถึงสองชามเต็มๆ หลังกินเสร็จก็ยังนอนหลับไปอีกตั้งหนึ่งชั่วยาม
หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยตื่นขึ้นมาก็คิดในใจว่าไม่รู้หรอกนะว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คืออ้วนขึ้นได้แน่นอน
ในยามพลบค่ำ ขณะที่ความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงยังคงหลงเหลืออยู่นางก็เดินรอบกำแพงต่อ
ฟู่ถิงเย่ออกไปทำธุระราชการแล้วไม่ได้อยู่ที่จวน คราวนี้เป็นฮวนเอ๋อร์และสี่เอ๋อร์ที่มาเดินเป็นเพื่อน
สี่เอ๋อร์ยังเด็กมากจึงคุยเจื้อยแจ้วไปตลอดทาง นางกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างสนุกสนาน
ความจริงแล้วหวาชิงเสวี่ยไม่ค่อยชอบเสียงดังนักแต่จวนแห่งนี้ใหญ่และเงียบสงบเกินไป ความร่าเริงของสี่เอ๋อร์จึงช่วยเติมสีสันให้ที่นี่ได้บ้าง
เมื่อเดินไปถึงที่แห่งหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็กอ่านหนังสือดังขึ้นหวาชิงเสวี่ยก็หยุดชะงักเล็กน้อย
ฮวนเอ๋อร์กล่าวว่า“อาจารย์เมิ่งเพิ่งออกมาจากคุกเมื่อไม่กี่วันก่อน ทราบว่าท่านอนุญาตให้เขาสอนที่นี่ต่อจึงอยากมาขอบคุณท่านด้วยตนเอง แต่ช่วงนี้ท่านป่วยอยู่ ท่านแม่ทัพจึงไม่อนุญาตให้แขกภายนอกรบกวนเจ้าค่ะ”
หวาชิงเสวี่ยยังคงงุนงง“อาจารย์เมิ่งคนไหนหรือ?”
เมื่อพูดจบ นางก็นึกขึ้นได้ทันทีว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ
มีบัณฑิตแซ่เมิ่งคนหนึ่งล้อมที่ดินส่วนตัวเพื่ออยู่อาศัยโดยพลการอีกทั้งยังรับเด็กๆ จากครอบครัวยากจนมาเป็นศิษย์ด้วย ต่อมาก็ถูกจับเข้าคุกในข้อหาบุกรุกที่ดินส่วนบุคคล...
แต่ก็ยังมีเด็กๆ วิ่งมาหาบัณฑิตเมิ่งอยู่บ่อยๆหวาชิงเสวี่ยคิดว่าเด็กๆ นั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อีกอย่างนางก็ไม่ได้อยู่อาศัยตรงพื้นที่บริเวณนั้นเสียหน่อยจึงเปิดที่ดินส่วนนั้นให้ พร้อมกับหาโต๊ะเก้าอี้และเพิงหญ้ามาเพิ่ม ยังมีพื้นที่ดินทรายสำหรับให้เด็กๆฝึกเขียนหนังสือด้วย แม้ไม่มีท่านอาจารย์ เด็กๆ ก็สามารถเล่นสนุกกันที่นี่ได้
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงอ่านหนังสือจากภายนอกก็เข้าใจขึ้นมาในทันที“เขากลับมาสอนหนังสือแล้วสินะ...”
ฮวนเอ๋อร์หัวเราะก่อนจะตอบว่า“ท่านแม่ทัพบอกว่าอาจารย์เมิ่งไม่มีตำแหน่งทางการศึกษา จึงไม่อนุญาตให้เขาสอน แต่เด็กๆเหล่านี้ก็ชินกับที่นี่แล้ว อาจารย์เมิ่งจึงแวะเวียนมาดูพวกเขาบ้างเป็นครั้งคราว”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า“ท่านแม่ทัพนี่หัวโบราณจริงๆ” การสอนให้เด็กๆ รู้จักตัวหนังสือ จำเป็นต้องมีตำแหน่งทางการศึกษาด้วยหรือ?
แคว้นต้าฉีมีกฎหมายเช่นนี้คงเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนที่ไม่มีความรู้จริงแอบอ้างหาผลประโยชน์ และทำให้ลูกหลานชาวบ้านหลงผิดไปด้วยอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเสียสละอย่างอาจารย์เมิ่งได้
“พวกเราไปดูกันเถอะ”หวาชิงเสวี่ยกล่าว
ทุกวันที่พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรเลย นางเบื่อจะแย่แล้ว
...
เด็กๆ นอกกำแพงนั้นสนิทสนมกับหวาชิงเสวี่ยมากเพราะนางเคยสอนพวกเขาเล่นกล้องสลับลายและเป่าฟองสบู่
พวกเขาก็สนิทสนมกับฮวนเอ๋อร์และสี่เอ๋อร์ด้วยเพราะสาวใช้สองคนนี้มักจะแบ่งขนมหวานให้พวกเขาเสมอ เหตุผลก็เรียบง่ายเช่นนี้
พอหวาชิงเสวี่ยเดินเข้ามาเด็กๆ ก็มารุมล้อมด้วยความดีใจ พูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“ท่านหญิง ท่านหายป่วยแล้วหรือเจ้าคะ?พี่ฮวนเอ๋อร์กับพี่สี่เอ๋อร์บอกว่าช่วงนี้ท่านออกไปไหนไม่ได้เลย”
“ท่านหญิง! ข้าเขียนอักษรได้ตั้งหลายตัวแล้ว!เมื่อครู่เขียนบนทรายให้ท่านอาจารย์ดู ท่านอาจารย์ชมข้าด้วย!”
“ท่านอาจารย์ให้พวกเราทบทวนบทกวีเก่าๆพวกเราท่องบทนี้ได้คล่องแคล่วกันหมดแล้ว ทำไมถึงไม่สอนบทใหม่ๆ ให้พวกเราเสียที?”
“ท่านหญิง ท่านหญิง!...”
ฮวนเอ๋อร์รีบกันพวกเขาไว้“พอแล้วๆ ท่านหญิงยังไม่หายป่วยดี พวกเจ้าอย่าเสียงดังรบกวนท่านหญิงสิ...”
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าบัณฑิตเมิ่งยืนอยู่ไม่ไกล
เขาเดินเข้ามาอย่างเก้ๆกังๆ แล้วยืนห่างจากนางไปประมาณเจ็ดแปดก้าวจากนั้นก็โค้งคำนับ “ข้าน้อยนามว่าเมิ่งจื้อเจ๋อขอคารวะท่านหญิง เมื่อคราวก่อนข้าเคยล่วงเกินท่านไว้หลายประการ หวังว่าท่านหญิงจะอภัยให้...”
หวาชิงเสวี่ยมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสงสัยแล้วถามว่า“ตอนนี้เจ้าพักอยู่ที่ไหนหรือ?”
พวกทหารองครักษ์รื้อเรือนไม้ที่เขาเคยสร้างไว้ริมกำแพงไปแล้ว
เมิ่งจื้อเจ๋อมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยตอบว่า “ตอนนี้ข้าน้อยพักอยู่ที่สำนักหนังสือเป็นการชั่วคราว ทำงานคัดลอกหนังสือให้ที่นั่นเพื่อหาเลี้ยงชีพขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”หวาชิงเสวี่ยโล่งใจ แล้วพยักหน้า กล่าวว่า “ถือว่ามีงานการสุจริต ปีหน้าก็พยายามสอบให้ได้ตำแหน่งเถิดเด็กๆ เหล่านี้ขาดเจ้าไม่ได้นะ”
เมิ่งจื้อเจ๋อรับคำด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
เขาไม่ได้มีพรสวรรค์มากนักถึงขั้นที่ว่าธรรมดามากเสียด้วยซ้ำ สอบเข้ารับราชการก็สอบตกมาแล้วสองครั้ง แต่เขากลับมีความกระตือรือร้นในการเรียนหนังสือและสอนหนังสืออย่างน่าอัศจรรย์ใจถือว่าเป็นคนน่าทึ่งอยู่เหมือนกัน
ในขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันเด็กๆ ทางด้านนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้ามองไปเห็นว่าที่มุมถนนมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอายุประมาณเจ็ดแปดขวบยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้และมองมาทางนี้ด้วยแววตาอิจฉา ร่างกายของนางผอมบางและอ่อนแอ แต่กลับแบกฟืนมัดใหญ่ไว้บนหลังจนตัวโค้งงอลงมา
“ตัวซวย! ไปให้พ้น!ไปให้พ้นเลยนะ!”
พวกเด็กๆ ตะโกนไล่เด็กหญิงคนนั้นบางคนถึงกับหยิบดินโคลนจากพื้นมาปาใส่นาง
ในดวงตาดำขลับของเด็กหญิงฉายแววตื่นตระหนกก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว! แต่เพราะว่าฟืนบนหลังหนักเกินไป นางจึงเซไปหลายก้าวและเกือบจะล้มลง
หวาชิงเสวี่ยห้ามเด็กคนที่กำลังปาโคลน“นี่! จะปาของใส่คนอื่นมั่วซั่วเช่นนี้ได้อย่างไร? หยุดเดี๋ยวนี้”
เด็กคนนั้นพูดเสียงดังว่า“ท่านหญิง นางเป็นตัวซวย! ต้องไล่นางไปให้พ้น ไม่เช่นนั้นพวกเราจะซวยไปด้วย!”
เด็กอีกคนเสริมขึ้นมาว่า“ท่านหญิงเป็นดาวหมาป่าสวรรค์ ไม่กลัวตัวซวยนั่นหรอก ไม่เห็นหรือว่าพอนางเห็นท่านหญิงก็วิ่งหนีไปเลย?”
เด็กๆ ทั้งกลุ่มแสดงสีหน้าเหมือนเข้าใจแล้วแล้วก็พากันเห็นด้วย “ใช่ๆ ท่านหญิงไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ต้องกลัวตัวซวย”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกพวกเจ้าต่างหากที่ทำให้นางกลัวจนหนีไปไม่ใช่หรือ?
“ฟังให้ดีนะ บนโลกนี้ไม่มีตัวซวยหรอกแล้วพวกเจ้าก็จะไม่ซวยแค่เพราะว่าได้เจอนาง” หวาชิงเสวี่ยพูดกับพวกเขาอย่างใจเย็น“ครั้งหน้า ถ้าหากนางมาอีก พวกเจ้าควรจะเป็นเพื่อนกับนาง ชวนนางมาเล่นด้วยกันที่นี่”
เด็กๆ มองหน้ากันพร้อมกับส่งสายตาไปมาไม่มีใครพูดอะไร
หวาชิงเสวี่ยไม่เข้าใจจึงถามว่า “เป็นอะไรไป?”
เมิ่งจื้อเจ๋อจึงเป็นคนอธิบาย“ท่านหญิงอาจจะไม่ทราบ เด็กหญิงคนเมื่อครู่เป็นเด็กในตระกูลถงจากภูเขาอูหนิว”
หวาชิงเสวี่ยหันไปมองเขาอย่างงุนงง“ตระกูลถง...เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เด็กๆ รอบข้างก็พากันโวยวายเสียงดังเหมือนหม้อที่เดือดปุดๆรีบเข้ามาล้อมและแย่งกันพูดไม่หยุด!
“ตระกูลถงทำเรื่องชั่วร้ายต้องโดนสวรรค์ลงทัณฑ์น่ะสิ!”
“ทุกคนเห็นกันทั้งนั้นว่าถงซานหลินถูกฟ้าผ่าตาย!”
“ใช่ๆ ได้ยินมาว่าถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านเลย!”
“คนตระกูลถงเป็นตัวซวยกันหมดทำเรื่องชั่วร้ายก็เลยถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าอย่าไปยุ่งกับคนตระกูลถงเดี๋ยวฟ้าผ่าผิดคนจะทำอย่างไร”
“ใช่แล้ว! ต้องอยู่ห่างๆคนตระกูลถงเอาไว้!”
หวาชิงเสวี่ยตกตะลึง“ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จะบอกว่าเป็นการโดนสวรรค์ลงทัณฑ์ได้อย่างไร...”
แต่พวกเด็กๆ ก็พูดอย่างหนักแน่นว่า“ต้องใช่แน่! พ่อข้าเห็นกับตาเลย สายฟ้าเส้นนั้นรุนแรงมาก! วิ่งไล่ตามถงซานหลินเลย!เขาหนีสุดชีวิตแล้วก็ยังหนีไม่พ้น หากสวรรค์จะเอาตัวเขาไป เขาจะหนีพ้นได้อย่างไร”
หวาชิงเสวี่ยหันไปมองเมิ่งจื้อเจ๋อบัณฑิตไม่ควรเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจไม่ใช่หรือ? ถ้าหากเมิ่งจื้อเจ๋อเป็นคนพูดเด็กๆ เหล่านี้อาจจะเชื่อฟังก็ได้
แต่เมิ่งจื้อเจ๋อกลับไม่ได้ปฏิเสธ
เขารับรู้ถึงสายตาของหวาชิงเสวี่ยจึงทำเพียงแค่พยักหน้า แล้วกล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ ตอนนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์มากมายสถานการณ์มันน่าตกใจจนผู้คนหวาดผวาอยู่พักใหญ่”
ส่วนคำกล่าวที่ว่าทำเรื่องชั่วร้ายถูกสวรรค์ลงทัณฑ์อะไรพวกนั้น เป็นเพียงข่าวลือที่ทางการปล่อยออกมา เพื่อปลอบขวัญประชาชนและเพื่อเป็นการเตือนใจ
เมิ่งจื้อเจ๋อกล่าวกับเด็กๆว่า “ได้เวลาแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะ ไม่เช่นนั้นจะต้องเดินทางในเวลากลางคืนแล้ว”
เด็กๆ เชื่อฟังเขามากจึงแยกย้ายกันไปในทันที
หวาชิงเสวี่ยมองดูเด็กๆที่วิ่งแยกย้ายไปเป็นกลุ่มๆ ก็อดนึกถึงเด็กหญิงคนเมื่อครู่ไม่ได้ นางแบกฟืนไว้บนหลังอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง เมื่อวิ่งหนีไปก็มีแต่ความหวาดกลัว...
หวาชิงเสวี่ยลืมแววตานั้นไม่ได้เลย
ผู้คนส่วนใหญ่นั้นงมงายแถมยังชอบเชื่อข่าวลือตามๆ กัน หากคนในหมู่บ้านต่างก็เชื่อว่าตระกูลถงโดนสวรรค์ลงทัณฑ์เพราะทำชั่วชีวิตของคนในตระกูลถงคงจะลำบากมากแน่
หลังจากกลับมาแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็พูดคุยเรื่องนี้กับฮวนเอ๋อร์ซึ่งนางก็รู้เรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน จึงกล่าวว่า “หลังจากถงซานหลินตายไป ก็เหลือแต่ภรรยาและลูกสาวกับลูกชายคนในหมู่บ้านพากันรังเกียจพวกเขา แม้แต่ญาติทางฝ่ายสะใภ้ก็ยังรังเกียจว่าพวกเขานำพาโชคร้ายเลยไม่ยอมช่วยเหลือ ลูกชายของถงซานหลินทนกับการกีดกันแบบนี้ไม่ไหว หนีออกจากบ้านไปจนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทุกคนต่างบอกว่าเขาคงจะตายอยู่ข้างนอกแล้ว”
นั่นหมายความว่า ตอนนี้ในตระกูลถงเหลือเพียงแค่ภรรยาและลูกสาวของถงซานหลินเท่านั้น
ไม่มีญาติพี่น้องมิตรสหายคอยช่วยเหลือสตรีนางหนึ่งกับเด็กอีกคน หวาชิงเสวี่ยนึกไม่ออกเลยว่าพวกนางจะใช้ชีวิตกันอย่างไร
“เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแท้ๆไฉนเลยต้องพูดถึงคนที่ตายไปเพราะอุบัติเหตุ ว่าเป็นเพราะทำชั่วจึงถูกลงโทษ...” หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ฮวนเอ๋อร์ถามอย่างไม่เข้าใจ“แต่ทุกคนต่างก็พูดกันว่าสายฟ้านั้นไม่ได้ฟาดคนอื่นเลย แต่ฟาดแค่ถงซานหลิน ท่านหญิงบนโลกนี้มีสายฟ้าที่ไล่ตามคนได้จริงๆ หรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่การไล่ตามคน”หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “บางครั้งด้วยเงื่อนไขทางสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศก็ทำให้เกิดสายฟ้าทรงกลมได้ สายฟ้าแบบนี้จะไวต่อการไหลเวียนของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อคนเริ่มวิ่งก็จะทำให้อากาศรอบๆ เคลื่อนตาม สายฟ้าก็เลยพุ่งไปในทิศทางนั้น ทำให้ดูเหมือนว่ามันกำลังไล่ตามคน”
ฮวนเอ๋อร์ฟังแล้วก็เหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างนางไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าการไหลเวียนของอากาศพวกนั้น แต่หลังจากฟังคำอธิบายของหวาชิงเสวี่ยนางก็รู้สึกว่าไม่น่ากลัวเท่าเมื่อก่อน
ฮวนเอ๋อร์พูดขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง“ที่แท้ก็ไม่ได้เป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์”
หวาชิงเสวี่ยเหม่อมองท้องฟ้านอกหน้าต่างถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ถ้าหากทุกคนรู้ว่านี่ไม่ใช่การลงทัณฑ์จากสวรรค์...หากทุกคนเข้าใจว่านี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอาจจะไม่มีคนน่าสงสารพวกนั้นก็ได้...”