ในเมืองหลวงเื่ของมู่อวิ๋นฮวาเป็ที่โจษจันอย่างไม่จบไม่สิ้น หากเทียบกับยุคปัจจุบันแล้วเื่นี้คงเป็ประเด็นร้อนที่ติดอันดับการค้นหาลำดับต้น ๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเลยทีเดียว
ข่าวลือล่าสุดที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองขบขันและพูดถึงอย่างสนุกปากก็คือ การที่นางต้องกลายเป็เ้าสาวของไป๋หลี่จงหัว ชาวบ้านลือกันปากต่อปากอย่างเผ็ดร้อนพร้อมลงรายละเอียดยิบประหนึ่งว่าตนอยู่ในเหตุการณ์ เื่ราวเ่าั้สมจริงมาก แม้กระทั่งนางเองที่เป็ต้นเื่ก็ยังอดคล้อยตามไม่ได้
ข่าวงานวิวาห์ครั้งนี้เป็ที่รู้กันทั่วั้แ่ฮ่องเต้ไปจนถึงเด็กหัดเดิน ถึงกระนั้นสถานการณ์นี้กลับมิได้ทำให้ตระกูลมู่ต้องเสื่อมเสียมากนัก อันเนื่องมาจากมู่อวี่ซีที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลา ทว่ามู่อวิ๋นฮวากลับคิดว่าเื่นี้น่าจะเป็แผนการที่จงใจวางไว้ใช้กับมู่หงไห่ผู้หน้าบางที่เป็ห่วงชื่อเสียงยิ่งกว่าอะไรดี
หลังจากที่บรรยากาศตกอยู่ในความคลุมเครืออยู่หลายวัน ทุกอย่างก็ได้รับการเปิดเผย
แน่นอนว่าท่าทีนิ่งเงียบของแม่นมยืนยันได้เป็อย่างดีในข้อสันนิษฐานของมู่อวิ๋นฮวา “แม่นม ข้าเคยผ่าน่เวลาแห่งความตายมาแล้ว เวลานี้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้หวาดกลัวได้อีก บอกข้ามาเถอะ ตระกูลมู่ให้ร้ายข้าเื่ใดอีก”
“คุณหนู...” แม่นมพยายามข่มกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ต้องคร่ำครวญออกมา “คนพวกนั้นจิตใจโเี้ยิ่งนัก กล้าทำเช่นนี้กับคุณหนูของข้าน้อยได้อย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้วอนุว่านเป็คนวางยาคุณหนูแล้วจับส่งไปเป็เ้าสาวแทน แต่ยามนี้กลับมีข่าวลือไปทั่ว ว่าคุณหนูจงใจเข้าพิธีแทนเพราะเห็นแก่เงินทอง โลภในทรัพย์สมบัติของท่านอ๋องผู้ล่วงลับ จึงเต็มใจอาสาไปเป็เ้าสาวให้กับผีเ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นฮวาหัวเราะหยันให้กับเื่ไร้สาระดังกล่าว “แม่นมคงเล่าให้ข้าฟังไม่ครบถ้วนกระมัง หากการคาดเดาของข้าไม่ผิด พวกเขาคงพูดกันว่าเป็เพราะข้าทั้งโง่และไม่สมประกอบ ชีวิตนี้คงไม่อาจหาคู่แต่งงาน จึงเต็มใจเข้าพิธีวิวาห์กับคนตายอย่างไม่ต้องคิดใคร่ครวญ ผีจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็เ้าสาวตัวจริงหรือไม่ นอกจากนี้ผีตนนี้ยังถือว่ามีอำนาจและเงินทองไม่น้อย การแต่งงานครั้งนี้เ้าสาวมีแต่ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่”
“เื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มิใช่เพราะข้าถูกบังคับสลับตัวกับพี่สาว แต่เป็ข้าเองต่างหากที่ตั้งใจลงไปนอนในโลงั้แ่ต้นเพื่อเข้าพิธีวิวาห์ ทว่าแผนชั่วกลับถูกเปิดโปง เื่เลวร้ายที่ข้าต้องเผชิญจึงเป็ผลกรรมที่คนเลวอย่างข้าสมควรได้รับแล้ว เป็อย่างที่ข้าพูดใช่หรือไม่”
แม่นมมักเลือกสรรคำบอกเล่ามารายงานแก่นางเฉพาะที่พอรับฟังได้และไม่รุนแรงเกินไป ทว่าเมื่อมู่อวิ๋นฮวาได้ฟังก็อนุมานได้ทันทีถึงคำพูดร้ายกาจสนุกปากของผู้คนที่ดุเดือดยิ่งกว่า นางจินตนาการได้ว่าพวกเขามองนางไม่ต่างจากปีศาจร้าย คำพูดที่แม่นมรายงานยังนับว่าอ่อนโยนเกินไปมาก
คำพูดของคุณหนูที่มองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งทำให้แม่นมะเืในอก นางรีบเข้าไปกอดคุณหนูแล้วคร่ำครวญอย่างเศร้าใจ “คุณหนู คุณหนูผู้น่าสงสารของข้าน้อย เหตุใดชีวิตของคุณหนูจึงต้องยากลำบากถึงเพียงนี้ คนเ่าั้ไร้หัวใจเหลือเกิน แทบจะเข่นฆ่ากันอย่างไร้มโนธรรม ์หรือก็ช่างตาบอด มองไม่เห็นความทุกข์ทรมานของคุณหนูเลยแม้แต่น้อย”
มู่อวิ๋นฮวากอดหญิงชราตอบ นางตบแผ่นหลังของแม่นมที่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบอย่างแ่เบา มีรอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว หาก์มีตาจริง ๆ คงไม่มีทางปล่อยให้พวกนางต้องชีวิตที่น่าอดสูถึงเพียงนี้
เหตุที่คุณหนูตระกูลมู่ผู้ถูกทอดทิ้งยังสามารถเติบโตอยู่รอดมาได้ในคฤหาสน์หลังนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะความเมตตาจากผู้เป็บิดาอย่างมู่หงไห่ ที่นางมีอายุมาได้ถึงปีที่สิบหก นั่นเป็เพราะแม่นมที่เลี้ยงดูนางมาอย่างสุดความสามารถ
หญิงชราถูกปล่อยให้ดูแลเด็กหญิงผู้ถูกทอดทิ้งเพียงลำพังหลังจากมารดาของนางหายตัวไป โดยเฉพาะในวันที่นางถูกพาตัวกลับมาจากข้างถนนแล้วโยนกลับเข้าคฤหาสน์ตระกูลมู่ แม่นมอดตาหลับขับตานอน ดูแลมู่อวิ๋นฮวาอย่างใกล้ชิด ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย จนสามารถช่วยพานางกลับมาจากประตูปรโลก
แม่นมเคยบอกว่าหากไม่ได้เตี๋ยฮูหยิน นางคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ นางจึง้าใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อทดแทนบุญคุณของฮูหยินที่เมตตาในครั้งนั้น
ไม่ว่าแม่นมจะคอยอยู่เคียงข้างนางด้วยเหตุผลใด หรือเพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณหรือไม่ มู่อวิ๋นฮวาก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของแม่นมอย่างมาก และโอบกอดหญิงชราในฐานะตัวนางในเวลานี้ และในฐานะคุณหนูคนเดิมของแม่นม
“แม่นมเชื่อในตัวข้าหรือไม่”
“แน่นอนเ้าค่ะ” ไม่ว่าสิ่งที่คุณหนูของนาง้าจะกล่าวคืออะไรก็ตาม นางย่อมเชื่อมั่นในตัวคุณหนูอย่างไร้ข้อกังขา
มู่อวิ๋นฮวาพึงพอใจอย่างมากกับการอุทิศตนอย่างไร้ข้อแม้ของแม่นม แม้เ้าของร่างเดิมจะถูกติฉินนินทา ภาพลักษณ์เสื่อมเสียเพียงใด แต่ฉินชิงก็แน่วแน่แล้วว่าจะทำตามคำมั่นที่กำลังจะกล่าวกับแม่นมให้จงได้
“แม่นม ข้าขอให้คำมั่นว่าจะดูแลแม่นมเป็อย่างดี จากนี้ไป เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นางให้คำสัตย์
“เ้าค่ะคุณหนู ข้าน้อยเชื่อมั่นว่าวันข้างหน้าต้องมีสิ่งดี ๆ รอคุณหนูอยู่อย่างแน่นอน” แม่นมปาดน้ำตาพลางพยักหน้ารับ ใบหน้าของหญิงชราผุดรอยยิ้มเมื่อได้ยินประโยคอันแน่วแน่ที่มู่อวิ๋นฮวากล่าวออกมา นอกจากนี้สีหน้าของผู้เป็นายยังหนักแน่นไม่อ่อนไหว ต่างจากครั้งก่อน ๆ ที่คุณหนูมักดูโศกเศร้าท้อแท้ยามที่เอ่ยเช่นนี้
จริงอยู่ที่ในอดีตมู่อวิ๋นฮวาทั้งอ่อนแอ ไร้ตัวตน ถูกรังแกอย่างง่ายดาย ซ้ำยังไร้อำนาจที่จะตอบโต้
ทว่าทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป
“เมื่อครู่แม่นมบอกว่าได้ของอร่อยมาหรือ” มู่อวิ๋นฮวาคิดว่าแผนการของคนตระกูลมู่คงไม่มีทางจบลงเพียงเท่านี้ จึงต้องรีบบำรุงร่างกายให้ฟื้นตัวเร็วที่สุด แม้จะรู้แก่ใจว่าอาหารเ่าั้คงไม่ใช่ของดีนัก แต่หลังจากแทบไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวัน หญิงสาวก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่าหิวโหยอย่างห้ามไม่อยู่
“ตายแล้ว ข้าน้อยลืมเสียสนิทเลย” แม่นมรีบนำสำรับอาหารมาให้คุณหนูของตนอย่างรวดเร็ว
ชามใบเล็กที่มีน้ำแกงไก่ถูกเปิดฝาออก มีน้ำแกงอยู่ไม่เกินก้นชามด้วยซ้ำ เห็นแล้วช่างน่าอดสูไม่ต่างจากที่ผ่านมา ทว่าคราวนี้กลับมีน่องไก่สีน้ำตาลทองตัวเบ้อเริ่มวางอยู่กลางชามจนน่าประหลาดใจ
“คุณหนู ดูนี่สิเ้าคะ วันนี้ในครัวทำน้ำแกงไก่ ข้าเอาน่องไก่มาให้คุณหนูโดยเฉพาะ รีบกินก่อนที่จะเย็นแล้วเสียรสชาติเถอะเ้าค่ะ”
“วันนี้แม่บ้านจางสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ” มู่อวิ๋นฮวามองน่องไก่ด้วยความฉงน
แม่บ้านจาง หญิงชรารับใช้อยู่ในครัวเป็คนสนิทของอนุว่าน จึงเป็สาเหตุที่ทำให้มู่อวิ๋นฮวาไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาหารแต่ละมื้อมักขึ้นอยู่กับอารมณ์ของแม่บ้านจางทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วการที่จู่ ๆ ก็ได้รับน่องไก่ชิ้นใหญ่ขนาดนี้จึงเป็เื่ที่ออกจะน่าสงสัย...
ถึงอย่างนั้นนางก็จนปัญญาจะคาดเดาว่าในใจของแม่บ้านจางคิดอะไรอยู่กันแน่
“เหตุใดต้องใส่ใจด้วยว่านางคิดเช่นไร คุณหนูกินเถอะเ้าค่ะ ถึงอย่างไรก็ได้มาแล้ว” แม่นมคะยั้นคะยอ พลางรีบส่งชามน้ำแกงให้
มู่อวิ๋นฮวาครุ่นคิดต่ออีกสักครู่ และเริ่มตระหนักว่าแค่น่องไก่ชิ้นเดียวถึงกับระแวงก็ใช่ที่ นางจึงเสนอให้แม่นมแบ่งเอาไปกิน แต่แม่นมปฏิเสธ หญิงสาวจึงต้องกินน่องไก่คนเดียวอย่างช่วยไม่ได้
ด้วยความหิวโหยนางจึงกินอาหารอย่างรวดเร็วจนแทบลืมเคี้ยว แต่ระหว่างที่ไก่ยังอยู่ในปากก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นที่หน้าประตู
“หึ นังโง่เอ๊ย ไก่นั่นรสชาติเป็อย่างไรบ้างล่ะ” คำพูดนั้นออกมาจากปากของเด็กหญิงวัยประมาณสิบสองหรือสิบสามปีที่โผล่หน้ามาจากขอบประตูทางเข้า
นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีชมพูอ่อน คู่กับรองเท้าปักสีเขียวสด แม้จะเป็สีที่ตัดกันแต่กลับดูกลมกลืนเข้ากันเป็อย่างดี มองดูคล้ายกับดอกบัวที่ชูช่ออยู่กลางสระน้ำในฤดูร้อน พร้อมจะเบ่งบานแย้มกลีบ และเปล่งประกายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
หากมิใช่แววตาเย่อหยิ่งเหยียดหยามและท่าทางยโสอย่างไม่สมวัย มู่อวิ๋นฮวาคงรู้สึกว่าเด็กสาวผู้มาเยือนคนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย
“คารวะคุณหนูสามเ้าค่ะ” แม่นมเอ่ยทักด้วยความนอบน้อม แต่ถึงกระนั้นมู่อวี่เหยาก็แทบไม่ได้ปรายตาสนใจนัก
เด็กสาวเชิดหน้าแล้วเหลือบไปทางมู่อวิ๋นฮวาอย่างเย่อหยิ่ง “ข้าถามเ้า นังโง่ น่องไก่เป็อย่างไรบ้าง”
“เ้าเรียกใครว่านังโง่” มู่อวิ๋นฮวาเคี้ยวไก่แล้วกลืนลงคอก่อนถามกลับ
“เห็นชัด ๆ ว่าข้าพูดกับเ้าอยู่” มู่อวี่เหยาถลึงตามอง
“อ้อ” มู่อวิ๋นฮวาหันไปมองพลางพยักหน้า ฉีกเนื้อไก่อีกชิ้น “เป็ความผิดข้าเอง ช่วยพูดซ้ำได้หรือไม่ เมื่อครู่นี้ไม่ทันฟัง”
“ข้าถามว่า...” มู่อวี่เหยากำลังอ้าปากเพื่อกล่าวซ้ำ แต่กลับถูกสาวใช้ข้างกายสะกิดเบา ๆ เป็การห้ามปรามแล้วกระซิบว่า “คุณหนูเ้าคะ นางกำลังดูิ่คุณหนูอยู่”