ขบวนรถม้าคันใหญ่เคลื่อนออกจากหน้าตำหนักแล้ว หยางซิ่วอิงแง้มผ้าม่านหน้าต่างออกภาพทิวทัศน์ที่เห็นคือพระสวามีที่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้าเยื้องไปทางด้านหน้าเล็กน้อยนางจึงเท้าคางกับขอบหน้าต่างรถม้า มองแผ่นหลังกว้างของเขาและก้นม้าที่บิดไปมาอย่างเพลิดเพลิน พลางคิดว่านางก็อยากขี่ม้าเล่นเหมือนกันนะ
เจี้ยนฮั่นเทียนที่รู้สึกได้ว่ากำลังถูกจับจ้องจึงหันกลับมามองพบว่าเป็ดวงตากลมโตสุกสกาวที่มองบั้นท้ายม้าของเขาด้วยความสนอกสนใจก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีจึงกระแอมกับตนเองและหันหน้ากลับไปให้ความสนใจกับถนนเบื้องหน้าต่อ
เหล่าชาวเมืองที่เห็นขบวนรถม้าของชินอ๋องก็รู้ได้ทันทีว่าด้านในนั้นย่อมเป็ ‘ชินหวางเฟย’ หรือพระชายาเอกของชินอ๋องจากต่างแคว้นที่แต่งเข้ามาเมื่อวานอย่างแน่นอนจึงพากันมาแอบมองตามสองข้างถนน
ชาวเมืองฝั่งที่ได้เห็นใบหน้าของชินหวางเฟยเพราะนางเปิดม่านหน้าต่างเพื่อชื่นชมบรรยากาศเมืองหลวง ต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างกันเป็แถบๆ
หลายคนคิดว่านางคงอัปลักษณ์จนหาสามีบนเกาะหลงอวี้ไม่ได้แล้วเสียอีกถึงต้องมาหาเอาจากแคว้นอื่น ผู้ใดจะไปคิดว่านางจะงดงามยิ่งกว่าคุณหนูหม่าที่ขึ้นชื่อว่างดงามเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวงเสียได้บุรุษหลายคนถึงกับคิดในใจว่า การครองตนเป็โสดมาเป็เวลาหลายปีของชินอ๋องนั้น ช่างให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงๆ
ข่าวลือเื่ความงามของชินหวางเฟยจึงกระจายไปในหมู่ชาวเมืองในเช้าวันนั้นเช่นนี้เองในขณะที่เ้าตัวต้องติดตามพระสวามีไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮาในพระราชวัง
เมื่อมาถึงห้องทรงอักษรแล้ว ไม่คิดว่านอกจากฮ่องเต้และฮองเฮาก็ยังมีรัชทายาทและเหล่าอ๋องทั้งหลาย ที่ต่างพาพระชายาของตนเองมารวมตัวกันั้แ่เช้าตรู่เช่นนี้ด้วย
หยางซิ่วอิงกวาดสายตาไปรอบๆแล้วคิดอยู่ในใจ ‘ดูไม่ออกเลย ว่าอยากจะมาเห็นหน้าข้ากันขนาดไหน’
แต่ในชั่วขณะนั้นเองบริเวณที่หลี่อ๋องและพระชายาเอกของเขายืนอยู่ ก็เกิดปฏิกิริยาไม่คาดคิดขึ้น
“เ้า!!” นั่นคือเสียงของฉู่ฮุ่ยหรูที่เบิกตากว้าง พลางยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าชินหวางเฟยอย่างไม่รักษากิริยา
หยางซิ่วอิงเลิกคิ้วมองตามเสียงนั้นไปแล้วก็แสยะยิ้มออกมานี่คงเป็นังเมียหลวงของหลี่อ๋อง เช่นนั้นบุรุษหน้าจืดอ่อนแอบอบบาง สีหน้าท่าทางเหมือนสุนัขใเพราะเห็นผีนั่นก็คือหลี่อ๋องที่ทำให้อาเจินเสียใจจนหลับไม่ตื่น? หน้าอย่างนี้เนี่ยนะ?
“หลี่หวางเฟยรักษากิริยาด้วย”นั่นคือคำตักเตือนจากเจี้ยนฮั่นเทียนน้ำเสียงของเขาเ็าข่มขวัญจนฉู่ฮุ่ยหรูสะดุ้ง แต่ภายในใจกำลังร้อนรุ่มอย่างยิ่ง
นางแพศยาอวี๋เจินเจินมันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ! แล้วสตรีที่มีใบหน้าเหมือนมันราวกับถอดแบบกันออกมาเช่นนี้... ไม่สิ... ต้องกล่าวว่างดงามมั่นใจ เปล่งประกายยิ่งกว่านางจิ้งจอกก่อนถูกจับถ่วงน้ำนั่นหลายส่วน...หากไม่ใช่อวี๋เจินเจินแล้วจะเป็ผู้ใดได้อีก!
หลี่อ๋องเองก็พูดไม่ออกเช่นกันหลายวันที่ผ่านมาความคิดของเขาสับสนปนเปกลับไปกลับมาหลายตลบ และเมื่อมีเวลาคิดทบทวนมากขึ้นเขาจึงพบว่าเหตุการณ์ที่มีคนพบนางนอนอยู่กับบุรุษในวันนั้นมีพิรุธหลายอย่าง จึงให้คนไปสืบมาเพิ่มเติมเพียงแต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน เพราะบุรุษปริศนาผู้นั้นก็หายตัวไปจากที่เกิดเหตุไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเป็ใคร และเข้าไปในตำหนักของเขาได้อย่างไรยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าผิดปกตินัก
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาประจักษ์ชัดก็คือความรู้สึกเสียดายในตัวอนุภรรยาผู้งดงามอ่อนหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบเจอมาวันนี้ได้พบนางอีกครั้ง ก็ยิ่งรู้ตัวว่าเขาคิดถึงนางมากจริงๆ
หยางซิ่วอิงยกยิ้มมุมปากแล้วเชิดหน้าไปทางอื่นนางคารวะผู้เป็ใหญ่ทั้งสองอย่างเต็มพิธีการ เื่เหล่านี้นางเคยเรียนรู้มาจากการออกไปท่องเที่ยวในแคว้นต่างๆทางทิศใต้ของเกาะหลงอวี้พร้อมๆ กับท่านน้าหญิงมาก่อน ฮ่องเต้ของแคว้นเ่าั้นางก็เคยพบมาแล้ว บางคนก็เหมือนลุงแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่เห็นจะมีอันใดน่ากลัว
เหล่าอ๋องและชายาทั้งหลายเองก็คาดไม่ถึงว่าสตรีจากเกาะอันห่างไกลจะผิดไปจากความคาดหมายราวกับหน้ามือเป็หลังเท้าเช่นนี้นอกจากจะไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ หรือมีกิริยาหยาบกระด้างดุจคนเถื่อนไร้การอบรมแล้ว ยังดูโดดเด่นสง่างามเหนือกว่าเหล่าคุณหนูในห้องหอหลายๆคนที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเสียอีก
แน่นอนว่าเื่การเสแสร้งแสดงงิ้วของหยางซิ่วอิงนั้นก็ไม่นับว่าด้อยถึงนางจะไม่ชอบพิธีรีตองน่ารำคาญเหล่านี้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่เป็เสียหน่อย
“ในที่สุดก็ได้พบหน้าบุตรสาวของเ้าเกาะหลงอวี้เสียทีเราในฐานะฮ่องเต้แคว้นเจี้ยน ขอต้อนรับเ้าเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของราชวงศ์เจี้ยนอย่างเป็ทางการ”คำทักทายและต้อนรับน้องสะใภ้ต่างแคว้นนั้น เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนราวกับนางเป็บุตรหลานคนหนึ่ง“เราได้รับปากบิดามารดาของเ้าเอาไว้ว่าจะดูแลเ้าประหนึ่งบุตรหลานของตนเองหากมีสิ่งใดคับข้องหมองใจ ก็มาบอกกล่าวกับเราได้ หรือจะบอกอาเทียนก็ได้เขาย่อมจัดการให้เ้าได้อย่างยุติธรรมเป็แน่”
คำกล่าวของฮ่องเต้ดูเผินๆ คล้ายจะให้ท้ายน้องสะใภ้คนใหม่ แต่เจตนาที่แท้จริงก็คือ ‘หากเกิดเื่อะไรขึ้น ก็อย่าเพิ่งรีบกลับบ้านไปฟ้องบิดามารดาว่าไม่ได้รับความเป็ธรรมให้ลองมาบอกข้าหรือสามีของเ้าดูก่อน เผื่อจะพูดคุยตกลงกันได้’
แน่นอนว่าหยางซิ่วอิ่งไม่คิดจะเปิดโปงฮ่องเต้ผู้นี้ในเมื่อเขากล่าวออกมาเองว่าจะหนุนหลังนาง แม้ว่าจะเป็การประชดประชันหรือเป็การดักทางล่วงหน้าก็เถิดแต่แล้วอย่างไร? ผลก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือ
“เป็พระกรุณาเพคะ”
การคารวะของสะใภ้ใหม่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว เมื่อจบขั้นตอนตามธรรมเนียมแล้วทุกคนจึงแยกย้ายกันออกมาจากห้องทรงอักษรของฮ่องเต้
หยางซิ่วอิงเดินนวยนาดบิดสะโพกอย่างจงใจเพื่อรอคอยให้สุนัขบ้ารีบตามออกมางับนางโดยเร็ว เจี้ยนฮั่นเทียนเห็นหวางเฟยของตนเดินช้าจนเต่ายังแซงได้จึงหันไปมองด้วยความสงสัย
“หยุดนะอวี๋เจินเจิน!” เสียงดังแหลมแสลงหูนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง แน่นอนว่าหยางซิ่วอิงได้ยินเต็มสองหูแต่ในเมื่อมันไม่ใช่ชื่อของนาง แล้วนางจะหันเพื่อ?
“ข้าบอกให้หยุดอย่างไรเล่า!” เมื่อะโสั่งแล้วคนตรงหน้าไม่ยอมหยุด ฉุ่ฮุ่ยหรูจึงพุ่งตัวไปกระชากแขนชินหวางเฟยอย่างแรงด้วยฤทธิ์โทสะที่พวยพุ่งจนหน้ามืดตามัว
หยางซิ่วอิงรอคอยเวลานี้มานานแล้วจึงแสร้งทำเป็ใร้อง “ว้ายยยยย” อย่างคนเสียขวัญแต่กลับหมุนตัวเหวี่ยงแขนฟาดหน้าหลี่หวางเฟยจนกระเด็นและกลิ้งออกไปหลายตลบด้วยความเร็วที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่ทันส่วนตัวนางก็แสร้งทำเป็หกล้มเพราะแรงฉุดกระชากของฉู่ฮุ่ยหรูเช่นกัน
ภาพนั้นทำให้ทุกคนณ ที่นั้นอึ้งงันกันไปหมด เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่หลี่อ๋องที่ตั้งใจจะตามมาพูดคุยกับหวางเฟยของเสด็จอา กลับต้องเข้าไปดูชายาเอกของตนเองที่บัดนี้โหนกแก้มบวมปูดตาปิด หมดสติไปแล้ว
คงมีเพียงเจี้ยนฮั่นเทียนผู้มีวรยุทธ์กล้าแกร่งที่ทันเห็นว่าหวางเฟยของตนเองตั้งใจง้างแขนฟาดจนคนสลบไปจริงๆ เขาจึงเดินเข้ามาดูการแสดงงิ้วของนางใกล้ๆ
หยางซิ่วอิงเห็นพระสวามีเดินเข้ามาจึงแสร้งร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร พลางยื่นมือออกไปให้เขาจับจูงด้วย
“เสด็จพี่ยยยยย์นางผู้นั้นอยู่ดีๆ ก็พุ่งเข้ามากระชากตัวหม่อมฉันจากด้านหลัง หม่อมฉันใเผลอสะบัดแขนออกจนล้มกลิ้งไปด้วยเจ็บจังเลยยยยยย”
แน่นอนว่าถ้อยคำเ่าั้ทำให้เหล่าอ๋องและพระชายาคนอื่นๆได้ยินอย่างถ้วนทั่ว พวกเขาเพียงสงสัยว่านางกลิ้งไปกับผู้อื่นด้วยั้แ่เมื่อใดเพราะคนที่กลิ้งหลุนๆ เห็นจะเป็ฉู่ฮุ่ยหรูมิใช่หรือแต่ทุกคนต่างก็เห็นว่าฉู่ฮุ่ยหรูเข้าไปหาเื่ชินหวางเฟยก่อนจริงๆ
หยางซิ่วอิงที่ยื่นมือออกไปตั้งนานสองนานแต่พระสวามียังยืนบื้อเป็รูปปั้นอยู่ ก็โบกมือย้ำอีกสองสามครั้ง จนเขายอมจับมือนางเพื่อพยุงขึ้นมา
แม้ว่าจะลุกขึ้นมาแล้วนางก็ยังแสร้งทำเป็แขนขาอ่อนแรง ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดให้เจี้ยนฮั่นเทียนรับเอาไว้
“ยืนไม่ไหวเพคะพอดีว่าโดนกระชากจนข้อเท้าเคล็ด”
พระสวามีหมาดๆยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม แต่เขาก็ตัดสินใจช้อนร่างบอบบางของนางขึ้นมาอุ้มไว้ในท่าเ้าสาว
ก่อนจะเดินจากไปเขายังหันมาถามทุกคนอีกว่า
“เมื่อครู่นี้ทุกคนเห็นเหตุการณ์ตรงกันว่าหลี่หวางเฟยเป็ผู้เริ่มต้นหาเื่หวางเฟยของข้าั้แ่ในห้องทรงอักษรแล้วเมื่อออกมายังกล้าฉุดกระชากนางจนล้มลงไปทำให้ได้รับาเ็จนเดินไม่ได้อีกถูกหรือไม่”
เหล่าอ๋องและพระชายาทั้งหลายที่ถูกกดดันให้รับทราบเหตุการณ์ตรงหน้าไปในทิศทางเดียวกัน หันไปมองหน้ากันเอง ก่อนจะตอบรับ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เพคะ”
“เ้าด้วยใช่หรือไม่ หลี่อ๋อง”เขายังหันไปถามหลานชายที่ยังอยู่ในท่าย่อตัวลงดูอาการชายาเอกอยู่บนพื้น
“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะเสด็จอา”
“เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วก็ดี”
หลังจากขึ้นมาบนรถม้าแล้วท่าทางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงก่อนหน้านี้ของหยางซิ่วอิงก็สลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเจี้ยนฮั่นเทียนที่ตามขึ้นมานั่งบนรถม้าด้วย เอ่ยถามว่า
“เ้ามีเื่บาดหมางอันใดกับฉู่ฮุ่ยหรูมาก่อนหรือ”ท่าง้างแขนตบอย่างตั้งใจให้คนสลบนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจของเขาหากไม่บาดหมางกันมาก่อน เหตุใดต้องลงมือรุนแรงปานนั้นด้วย
“ฮึ...ท่านอ๋องต้องไปถามนางแซ่ฉู่คนนั้นต่างหาก ว่าเป็บ้าอะไร อยู่ดีๆ ถึงมาหาเื่หม่อมฉันต่อหน้าคนอื่นเช่นนั้น”คำตอบพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ทั้งไอสังหารที่แผ่ออกมาโดยไม่ปกปิดนี้ทำให้เจี้ยนฮั่นเทียนมองนางเงียบๆ
ในเมื่อนางไม่ยอมเล่าออกมาเขาก็คงจะบีบบังคับหรือง้างปากนางไม่ได้ ต่างฝ่ายจึงต่างนั่งเงียบๆจนกระทั่งกลับมาถึงตำหนัก
เมื่อมาส่งหวางเฟยของตนเข้าเรือนไปแล้วเจี้ยนฮั่นเทียนจึงหันไปสั่งเล่อฉี
“ไปสืบมาว่านางกับฉู่ฮุ่ยหรูมีเื่บาดหมางอันใดกันมาก่อนหรือไม่”
เล่อฉีคำนับแล้วจากไปทันที
ส่วนพระสวามีหมาดๆของสตรีต่างแคว้น กลับมาคิดทบทวนอยู่ในใจนางเพิ่งมาเมืองหลวงเป็ครั้งแรกมิใช่หรือ แล้วจะไปมีเื่กับฉู่ฮุ่ยหรูได้อย่างไร
★★★★★
ฝากนิยายเื่ก่อนๆ ของไรท์ด้วยนะคะ
