“ฝ่าา...”
เสียงหวานใสดังขึ้นพร้อมกันจากสองสาวงาม จ้าวเหอเต๋อและจ้าวเฟยเยี่ยนค่อย ๆ ย่อตัวลงถวายคำนับด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย ดวงตาเปี่ยมแววเขินอาย ทำให้จูโฮ่วจ้าวรู้สึกวูบวาบตรงหน้าท้อง
“นางจิ้งจอกจอมเ้าเล่ห์...”
เขาสบถในใจเบา ๆ ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ ว่า “ลุกขึ้นเถอะ”
ั้แ่จูโฮ่วจ้าวเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ราชสำนักก็เริ่มจัดสรรสตรีงดงามมาประจำตำหนักฝั่งตะวันออกเพื่อให้สมพระเกียรติ คู่พี่น้องตระกูลจ้าวนี้นับว่าโชคดีนัก ได้รับคัดเลือกเข้าวัง แม้จะมีตำแหน่งเพียง “แม่นาง” แต่ในยามนี้ ทั้งตำหนักมีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้น ทำให้โอกาสในการเลื่อนสู่ฐานันดรที่สูงกว่าย่อมมีมากกว่าผู้อื่น
“ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ”
ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน เสียงหวานใสชวนเคลิบเคลิ้ม
“ข้าเคยได้ยินว่าพวกเ้าทั้งสองนั้นร่ายรำได้งดงามยิ่งนัก วันนี้ก็แสดงให้ข้าดูหน่อย หากทำให้ข้าพึ่งพอใจได้...ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงามเลย”
จูโฮ่วจ้าวยิ้มพลางเอ่ย ราวกับล่วงรู้ชะตาของสองพี่น้องคู่นี้จากประวัติศาสตร์เป็อย่างดี
“หม่อมฉันจะไม่ทำให้ฝ่าาผิดหวังแน่นอนเพคะ”
สิ้นเสียงรับคำ ทั้งสองก็ถอยไปยืนกลางท้องพระโรง เสื้อผ้าชั้นนอกถูกปลดและเลื่อนลงอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นผิวขาวนวลบริเวณไหล่ทั้งสองข้างที่โผล่พ้นผืนผ้า
อาภรณ์บางเบาแทบไม่ต่างจากผ้าไหมคลุมกาย ท่อนบนคลุมด้วยผ้าโปร่งเหนือเสื้อในสีแดงชาด อกอิ่มเผยแววชัดจางๆ ยามเคลื่อนไหว ท่อนล่างเป็กางเกงผ่าข้างสูงถึงโคนขา
เมื่อสาวเท้าก้าวเดิน แววผิวขาวเนียนของเรียวขาก็โผล่พ้นชายผ้าให้เห็นเป็ระยะ ส่วนด้านหลังที่โค้งมนก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาไปได้เช่นกัน
เมื่อสบตากับจูโฮ่วจ้าว สองสาวส่งยิ้มบางๆ พร้อมเหลือบสายตาหยอกเย้า ทำให้เขารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น จ้าวเหอเต๋อและจ้าวเฟยเยี่ยนก็เริ่มร่ายรำ
สองเรียวขาเหยียดตรงแล้วสะบัดขึ้นอย่างอ่อนช้อย ผิวขาขาวเรียบเท้าชี้ตั้งขึ้น ก่อนจะหมุนตัวพริ้วไหวท่ามกลางแสงเทียน ผืนแพรกลางกายพัดปกปิดจุดสำคัญอย่างแเี แต่บางจังหวะ... ภาพเลือนรางก็ทำให้จินตนาการเตลิดไกล
ขาทั้งสองแตะพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะหันหลังให้จูโฮ่วจ้าว โน้มกายลงเล็กน้อย เคลื่อนไหวสะโพกเบา ๆ ราวกับมีใครบงการกลไก เสน่ห์ช่างเกินบรรยาย
ครู่ต่อมา ทั้งสองหันกลับมาแล้วเริ่มขยับเรือนกายอีกครั้ง หน้าท้องกับสะโพกบิดไปมาตามจังหวะ สะโพกอ่อนนุ่มเคลื่อนไหวตามแรงคลื่นของการร่ายรำ ราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
ดวงตาของจูโฮ่วจ้าวไม่อาจละสายตาไปจากเรือนร่างอันงดงามนั้นได้เลย
สองสาวเหลือบมองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา พลางขยับเข้าใกล้ขึ้นทีละน้อย…
ทันใดนั้น จ้าวเฟยเยี่ยนและจ้าวเหอเต๋อก็เปลี่ยนจังหวะการร่ายรำอย่างรวดเร็ว ร่างกายพริ้วไหวราวกับการเต้นลุมบ้า ท่าร่วมประสานกันแนบสนิทราวกับซ้อมมาเป็พันครั้ง
ไม่นานนัก ร่างผอมบางของจ้าวเฟยเยี่ยนก็ยกแขนทั้งสองขึ้น แขนเสื้อพลิ้วไหวตามจังหวะการหมุน ปลายเท้าแตะพื้นเบา ๆ แล้วลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ร่างของจ้าวเหอเต๋อก้าวมาถึงพอดี เหยียดมือขึ้นรับเป็ฐาน เท้าของน้องสาวแตะที่ฝ่ามือพี่สาว ก่อนจะเหินขึ้นอย่างงดงาม ร่ายรำกลางอากาศด้วยท่วงท่ายิ่งวิจิตร
“ดีมาก!” จูโฮ่วจ้าวตบมือชมอย่างยิ้มแย้ม
สองสาวหมุนตัวเปลี่ยนท่าพลางแสดงท่วงท่าระดับสูงราวกับร่างไร้กระดูก ทุกท่วงท่าล้วนงดงามราวกับภาพวาดในตำราศิลป์
“ฝ่าา พอพระทัยหรือไม่เพคะ?”
หลังจากการแสดงจบลง สองสาวก้าวเข้ามาเคียงข้างจูโฮ่วจ้าว คนละด้าน โอบแขนเขาไว้แน่น พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ
มือเล็ก ๆ ของพวกนางโยกแขนเขาเบา ๆ และอกอิ่มก็บังเอิญััต้นแขนของเขาอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ทราบว่านั้นตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจกันแน่
“ฮ่า ๆ สองสาวงามเต้นรำได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าประทับใจจริง ๆ”
จูโฮ่วจ้าวกล่าวอย่างจริงใจ มือข้างหนึ่งเลื่อนลงแตะเอวคอดของทั้งสองสาวแล้วลูบไล้อย่างแเี ทำให้สองพี่น้องหัวเราะคิกคักออกมา
“ฝ่าา ท่านช่างซุกซนยิ่งนักเพคะ~” จ้าวเหอเต๋อเอ่ยพร้อมหัวเราะแ่เบา
“ฮ่า ๆ อีกเดี๋ยวพวกเ้าจะได้รู้ว่าข้ายัง ‘ซุกซน’ ได้ยิ่งกว่านี้อีก”
เขาหัวเราะเสียงดัง พลางรวบตัวสาวทั้งสองไว้แน่น แล้วพาเดินตรงไปยังเตียงประทับ ก่อนจะผลักเบา ๆ จนพวกนางล้มลงบนฟูกนุ่มกลางเตียง
“ฝ่าา...”
สองสาวส่งสายตาหวานเยิ้ม พูดด้วยเสียงอ่อนราวกับสายไหม ทั้งยังแฝงความคาดหวังไว้เต็มเปี่ยมในน้ำเสียงนั้นอย่างชัดเจน
พวกนางเข้าวังมาเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิเลย นี่เป็โอกาสทองที่ทั้งสองต้องคว้าไว้ให้ได้โดยงัดทุกกลยุทธ์ออกมาเพื่อให้ได้รับความโปรดปราน
สองร่างค่อย ๆ คลานเข้ามาหา ฝีปากเผยอเล็กน้อย ลิ้นเล็กแตะริมฝีปากอย่างมีชั้นเชิง จากนั้นก็ใช้ฟันช่วยกันปลดกระดุมเสื้อของจูโฮ่วจ้าวอย่างแ่เบา แววตาแฝงไว้ด้วยความเขินอายเป็ระยะ
เมื่อเสื้อผ้าร่วงหล่นหมดสิ้น ร่างของจักรพรรดิก็พุ่งตัวขึ้นเตียงอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งสะบัดม่านลงมาปิดรอบเตียงไว้แ่า ด้านใน... เงาร่างทั้งสามเบลอเลือนภายใต้แสงตะเกียงสลัว
...
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงคำรามต่ำของชายหนุ่มก็ดังขึ้น พร้อมกับจังหวะที่ร่างบนเตียงหยุดนิ่งลง เหลือไว้เพียงเสียงหอบหายใจของสองสาวที่ดังเบา ๆ
ภายในม่าน เงาร่างของจูโฮ่วจ้าวยังคงขยับปลายนิ้ว ลูบไล้ไหล่ขาวและแผ่นอกเนื้อเนียนของสองสาว ซึ่งต่างก็เผยเสียงครางเบา ๆ ออกมาเป็ระยะ
“ฝ่าา... หม่อมฉันมีความสุขจนแทบขาดใจแล้วเพคะ...”
จ้าวเฟยเยี่ยนหลับตาพริ้มเอ่ยเสียงแ่ ร่างกายอ่อนเปลี้ยหมดเรี่ยวแรงขนาดจะพูดยังลำบาก แต่เธอก็ยังไม่ลืมจะเอาใจองค์จักรพรรดิในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังพึงพอใจที่สุด เพราะนี่อาจเป็โอกาสเดียวในการเปลี่ยนชะตาของตน
“พวกหม่อมฉันสองพี่น้อง ไร้คนอุปถัมภ์ ได้แต่ฝากชะตาไว้กับฝ่าาเพคะ...”
จ้าวเหอเต๋อกล่าวเสริม แม้ต้องฝืนเสียง
จูโฮ่วจ้าวฟังแล้วก็แค่นหัวเราะเบา ๆ แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าพวกนางคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ถือสา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่พวกเ้าวางตัวเหมาะสม ไม่ทำอะไรเกินเลย ข้าก็จะปฏิบัติต่อพวกเ้าอย่างดีแน่นอน”
“ฝ่าาเป็ถึงจักรพรรดิผู้ทรงเกียรติ ภายภาคหน้าคงมีพระสนมหน้าตางดงามมากมายนับไม่ถ้วน... อย่าทรงลืมพวกหม่อมฉันนะเพคะ...”
พวกนางยังคงวิงวอนต่ออย่างแยบยล
“ไม่ลืมหรอก ข้ารับรองเลย ไม่ว่าจะมีสตรีงดงามมากแค่ไหน เ้าสองคนยังคงอยู่ในความทรงจำของข้า ส่วนพวกเ้าก็ไม่มีความจำเป็ต้องมาเล่นคิดวางแผนการเ้าเล่ห์กับข้า”
เขาหัวเราะ พลางแกล้งเอื้อมมือไปแตะอกอิ่มของทั้งคู่เบา ๆ ทำให้พวกนางหลุดหัวเราะคิกคักอย่างพออกพอใจ
“เดี๋ยวข้าจะออกพระราชโองการแต่งตั้งเ้าให้เอง แบบนี้คงหมดกังวลแล้วใช่ไหม?”
ได้ยินเช่นนั้น สองสาวก็ค่อย ๆ เลื้อยขึ้นมาข้างเขาอีกครั้ง ท่าทางอ่อนช้อยราวกับอสรพิษไร้กระดูกเ้าเล่ห์ พลางใช้ปลายลิ้นสีแดงสดแตะไล้ที่ริมฝีปากของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ลูบไล้ลงต่ำอย่างเชื่องช้าด้วยท่วงท่าเชื้อเชิญ
และแล้ว... ศีรษะของพวกนางก็โน้มลง...
“ทั้งชื้น ทั้งลื่น...”
จูโฮ่วจ้าวสูดลมหายใจลึก ความรู้สึกวาบหวิวแล่นพล่านไปทั่วร่างในพริบตา
“ถึงแม้ว่าราชวงศ์ที่ใช้ระบอบศักดินานี่มันช่างชั่วร้าย... แต่โคตรรู้สึกดีเลยเว้ย!”
เขาบ่นในใจอย่างกลั้วหัวเราะ
...
หลังผ่าน ‘ศึกใหญ่’ อีกรอบ จูโฮ่วจ้าวก็สั่งให้เตรียมน้ำอุ่น สามคนอาบน้ำร่วมกันจนสะอาด แล้วแต่งกายอย่างเรียบร้อยก่อนนั่งพักด้วยท่วงท่าสบายใจ
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง?” จูโฮ่วจ้าวร้องเรียกออกไป
“กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีน้อยคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ค้อมตัวคารวะ
“จงประกาศราชโองการ... สองแม่นางจ้าวเปี่ยมด้วยคุณธรรมและความงาม เหมาะแก่ตำแหน่ง ‘เจี๋ยอวี่’ ”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีรับคำก่อนจะถอยออกไปเงียบ ๆ
เมื่อเหลือเพียงสามคนในห้อง จ้าวเฟยเยี่ยนกับจ้าวเหอเต๋อก็คุกเข่าลงอีกครั้งด้วยความปลาบปลื้ม
“ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ!”