กลุ่มจากสำนักอื่น ๆ ทยอยมากันทีละกลุ่ม ไม่นานนัก ทั้งแปดกลุ่มก็มารวมตัวกันในหอห้วงนภา
ในมุมหนึ่งที่กลุ่มจากสำนักสุริยันมรกตของหลงเฉินยืนอยู่ เขาเริ่มกวาดตามองไปยังสมาชิกในกลุ่มอื่น ๆ
หลงเฉินตระหนักว่ามีสำนักขนาดใหญ่มากมายในเหล่ามรกต แม้พลังของสำนักสุริยันมรกตนั้นอยู่ในอันดับรั้งท้าย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเฟิงอู่เทียนอยู่ด้วยพวกเขาก็มีโอกาสชนะ
น่าเสียดาย เพราะใช่ว่าจะไม่มียอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ในสำนักอื่น ๆ และเด็กสาวจากสำนักจักรพรรดิมรกตก็ดึงดูดสายตาและความสนใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่นตั้งแต่ที่นางเดินเข้ามา
สำนักจักรพรรดิมรกตเป็นสำนักที่ทรงพลังที่สุดในเหล่ามรกต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังหรือศักยภาพ นับได้ว่าเป็นสำนักที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง
“นั่นฉู่ยวิ๋นเหยาจากสำนักจักรพรรดิมรกตมิใช่รึ?”
หลิวหลิงสงสัยพลางกัดฟัน เด็กสาวผู้นั้นสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลือง ใบหน้างดงามหมดจดแม้จะดูเย็นชา และยังมีความสง่างามที่ยากจะอธิบายได้ในตัวเด็กสาวผู้นี้
ความริษยาปรากฏชัดเจนในน้ำเสียงของนาง แม้ว่านางก็เป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสใหญ่เช่นกัน ทว่าความแตกต่างระหว่างเด็กสาวทั้งสองนั้นช่างมากมายนัก
หลิวหลิงบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น ทว่าฉู่ยวิ๋นเหยานั้นใกล้จะบรรลุระดับแก่นปฐพีแล้ว
นอกจากนี้ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ฉู่ยวิ๋นเหยา ในขณะที่หลิวหลิงเองซึ่งมักจะติดสอยห้อยตามเคียงข้างเฟิงอู่เทียนก็ได้รับคำชมบ้างเพียงบางครั้งคราวเท่านั้น
แม้แต่เฟิงอู่เทียนเองก็มองพินิจพิจารณาฉู่ยวิ๋นเหยา หลิวหลิงกัดฟันแน่นขณะที่นางเดือดดาลด้วยความโกรธและอยากจะบังคับพี่อู่เทียนของนางให้หันกลับมามองตนเองดังเดิม
หลงเฉินเองก็จ้องมองเด็กสาวผู้นี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ความแข็งแกร่งของนางอยู่ในระดับเดียวกับเฟิงอู่เทียนและยังอายุน้อยกว่าเขาอีกด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือรูปร่างหน้าตาที่ไม่ธรรมดาของนาง แม้ว่านางจะไม่ได้มีเสน่ห์ของความเจริญวัยเช่นเดียวกับที่หลิวหลานมี แต่นางก็เหนือกว่ามากหากเทียบกับหลิวหลิง
เวลานี้ หลิวหลานและผู้นำคนอื่น ๆ จากอีกเจ็ดสำนักได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว
แม้ว่าสำนักสุริยันมรกตจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก ทว่าความงามของหลิวหลานนั้นเป็นที่เลื่องลือในเหล่ามรกตเช่นกัน
ขณะที่เหล่าผู้นำกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สายตาของพวกเขามักจะเหลือบมาเชยชมความน่าเย้ายวนของนางเป็นระยะ
“ในเมื่อทุกคนมาถึงแล้ว เราเริ่มการแข่งขันของมิติห้วงนภากันเลยดีไหม?”
“อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย พาพวกเขาเข้าไปในมิติห้วงนภาได้แล้ว ก่อนจะมาที่นี่พวกเจ้าทุกคนได้แจ้งพวกผู้น้อยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“แน่นอน”
หลังจากหารือกันเล็กน้อย หลิวหลานก็เดินกลับมายังจุดที่คนของสำนักสุริยันมรกตยืนอยู่
ใครบางคนได้เรียกให้เหล่าผู้น้อยจากสำนักต่างๆ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ไม่ไกลจากหลงเฉินนัก ทางเดินนั้นกว้างราวสามสิบเชียะและมีม่านแสงตรงปลายทางเดิน ม่านแสงนั้นพลิ้วไหวราวกับระลอกน้ำ ทำให้เกิดเงาสะท้อนเป็นประกายดูสวยงามยิ่งนัก
คลื่นพลังลึกลับแผ่ออกมาจากเงาสะท้อนเหล่านั้น
‘นี่คือทางเข้าห้วงมิติขนาดเล็กสินะ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือบางคนเคยสร้างเอาไว้’
ภายในกระบี่ หลิงซีร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
“แสดงว่ามีอะไรน่าสนใจอยู่ในนั้นแน่ ๆ เลย!”
“ข้าก็สงสัยอย่างนั้น แต่ตระกูลหลิงอู่อยู่ที่นี่มานานหลายปี และที่นี่ก็ไม่ได้กว้างใหญ่นัก มันน่าจะอยู่มานานตั้งแต่แรกเมื่อที่นี่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา ป่านนี้พวกของล้ำค่าคงหมดเกลี้ยงแล้วกระมัง”
หลงเฉินจึงเลิกสนใจสถานที่แห่งนี้
การแข่งขันของมิติห้วงนภาเป็นการแข่งขันที่เขาถูกบังคับให้เข้าร่วม สิ่งที่เขาต้องการก็คือการฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น ขณะนั้นเอง แต่ละกลุ่มเดินผ่านหลงเฉินไปและมุ่งหน้าเข้าไปในมิติห้วงนภา
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สำนักจักรพรรดิมรกตที่มีจำนวนคนราวยี่สิบคนก็เดินเข้ามา สถานะของผู้นำกลุ่มไม่ได้สูงส่งเท่าสถานะของฉู่ยวิ๋นเหยา ดังนั้นนางจึงเป็นผู้ที่เดินนำหน้า
เมื่อพวกเขาเดินมาใกล้มากขึ้น ฉู่ยวิ๋นเหยาก็เดินเข้ามาหาหลิวหลานในทันที
“ยวิ๋นเหยาคารวะพี่หลาน พี่ชายของข้าต้องการให้ข้านำข้อความมาบอกท่านว่าเขามีธุระบางอย่างซึ่งไม่สามารถปลีกตัวมาได้ จึงเป็นเหตุให้เขาไม่ได้มาที่นี่ เขาบอกว่าเขาคิดถึงท่านมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวหลานก็มีท่าทีแปลกไป
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ยวิ๋นเหยา ระวังตัวในการแข่งขันของมิติห้วงนภาด้วยล่ะ”
ยวิ๋นเหยาพยักหน้าและจากไป
เด็กสาวผู้นี้เย็นชากับทุกคน แต่เมื่อนางพูดกับหลิวหลานกลับมีความเคารพยำเกรงแฝงอยู่ในแววตา
‘พี่ชายรึ? ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าหลิวหลานผู้นี้และพี่ชายของนางกำลังคบหากันอยู่น่ะสิ?’
แม้ว่าหญิงงามทรงเสน่ห์ผู้นี้จะคบหากับผู้อื่นแล้ว หลงเฉินกลับรู้สึกว่าสิ่งดี ๆ ในโลกหล้าล้วนตกเป็นของผู้ที่ไม่สมควรได้รับมัน
ทันใดนั้น หลิวหลานก็หันกลับมาและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเจ้าต้องมองภาพรวมในการแข่งขันเอาไว้ ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นี่ ขอให้โชคดี”
เฟิงอู่เทียนและคนอื่น ๆ ตอบรับอย่างเชื่อฟัง จากนั้นเขาก็พาทุกคนไปยังทางเข้า ขณะที่หลงเฉินเดินผ่านหลิวหลาน เขาก็จ้องเขม็งไปที่นาง และนางก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าและมองตรงมาที่หลงเฉินราวกับว่าไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อยที่นางจัดการให้หลงเฉินเข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขันที่แสนอันตรายถึงเพียงนี้
หลังจากที่หลงเฉินจากไป หลิวหลานก็ส่ายศีรษะและคิดในใจ
‘เขาเพิ่งจะบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์เท่านั้น ภายใต้แรงกดดันจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นสวรรค์ขั้นสมบูรณ์ เขาจะรอดชีวิตได้อย่างไรกัน? วิธีการฝึกฝนของข้าโหดร้ายเกิดไปหรือไม่นะ?’
เมื่อคิดถึงคนผู้นั้น หลิวหลานก็นิ่วหน้า
‘หากไม่มีใครสามารถขัดขวางได้ ชะตากรรมของข้าก็คงไม่เปลี่ยนแปลง หรือนี่จะเป็นเคราะห์กรรมของข้ากันแน่นะ?’
ขณะที่นางกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด หลงเฉินก็ติดตามคนอื่น ๆ และเข้าไปในม่านแสง
สัมผัสอันสดชื่นโอบอุ้มรอบตัวเขา หลงเฉินรู้สึกราวกับตกลงไปในสระน้ำและถลำลึกลงไปอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งร่างของเขาก็ถูกหยุดเอาไว้และพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนผืนดิน
เขามองไปรอบ ๆ ภายในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้ สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงผืนดินสีเหลือง ต้นไม้และพุ่มไม้เตี้ย ๆ แต่งแต้มผืนดินเป็นระยะ ภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏต่อสายตานั้นใช่ว่าจะงดงาม แต่ก็ใช่ว่าจะน่าเกลียดเช่นกัน
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าและพบว่ามันเป็นสีเหลือง มีเมฆสีเหลืองนวลลอยตัวปกคลุมผืนฟ้าพร้อมกับความรู้สึกอ้างว้างอบอวลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ หลงเฉินตระหนักว่าในเวลานี้ตัวเขาเองกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
‘นี่คือ... มิติห้วงนภางั้นรึ?’
หากเทียบกับผู้อื่นที่เคยเข้ามาในมิติห้วงนภาแล้ว ผู้ที่รู้สึกตะลึงพรึงเพริดกับสถานการณ์นี้ก็คือหลงเฉินเพียงคนเดียว
เขาดูเหมือนเด็กบ้านนอกจนคนอื่น ๆ หัวเราะเยาะเขา
ในเหล่ามรกต ทุกกลุ่มที่มาถึงมิติห้วงนภาก่อนหน้านี้จากไปแล้ว เฟิงอู่เทียนพาพวกเขาทั้งหมดไปยังบริเวณที่เป็นพุ่มไม้เตี้ยแห่งหนึ่ง การตามหาสัตว์อสูรกร่อนจิตต้องอาศัยโชคช่วยพอสมควร
เฟิงอู่เทียนมองไปรอบ ๆ และชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ตามข้ามา พวกเจ้าทุกคนห้ามเตร็ดเตร่ไปทั่วเด็ดขาด”
เมื่อพูดจบเขาก็มองมาที่หลงเฉินราวกับจะเป็นการเตือน แต่ถึงกระนั้นหลงเฉินก็ไม่ได้คิดจะไปกับพวกเขาอยู่แล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าคงต้องพึ่งพวกท่านเพื่อตามหากระบี่แก้วสิขรแล้วล่ะ! แต่ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”
เขาไม่ได้ญาติดีกับเฟิงอู่เทียนนัก และกับคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่ และเขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
หลงเฉินตระหนักดีว่าขณะที่เฟิงอู่เทียนมีท่าทีสงบเยือกเย็น เขาต้องการกำจัดหลงเฉินมานานแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเฟิงอู่เทียนจึงเย็นชายิ่งขึ้น
“ผู้อาวุโสใหญ่บอกแล้วว่าทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้าในการแข่งขันครั้งนี้ เจ้าจะไม่เชื่อฟังข้างั้นรึ?”
“ไม่เชื่อฟัง? ข้าไม่กล้าหรอก ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้มีพลังมากมายและจะเป็นตัวถ่วงคนเก่ง ๆ อย่างพวกท่านเสียเปล่า ๆ ตามความเห็นข้านะ ท่านน่าจะปล่อยข้าไปตามยถากรรมและสนใจแต่เรื่องช่วงชิงกระบี่แก้วสิขร น่าจะมีประโยชน์กว่ามากทีเดียว”
น้ำเสียงของหลงเฉินนั้นแฝงไปด้วยการเสียดสี
ตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกคนไม่ได้มองหลงเฉินในแง่ดีนัก เมื่อจู่ ๆ เขากลับกลายเป็นหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกสนใจและพร้อมที่จะกลั่นแกล้งเขา เพราะทุกคนมองเขาเป็นตัวตลกอยู่แล้ว
หลิวหลิงจงเกลียดจงชังหลงเฉินที่สุด ในเมื่อตอนนี้ไม่มีพวกผู้ใหญ่คอยจับตามองและหลงเฉินก็กล้าท้าทายกับสถานการณ์ตรงหน้า นางจึงเอ่ยวาจาเยาะเย้ย
“พี่อู่เทียนเป็นผู้นำ คำพูดของเขาก็คือคำสั่ง หากเขาต้องการให้เจ้าตาย เจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตายไปตามนั้น เจ้ายังอยากจะโต้แย้งเขาอีกไหม?”
หลงเฉินประเมินสถานการณ์พลางจ้องมองไปที่พวกเขา
‘หากเฟิงอู่เทียนจัดลำดับความสำคัญของกระบี่แก้วสิขรเป็นสิ่งแรก เขาคงจะไม่วุ่นวายกับข้าและยอมปล่อยข้าไป แต่หากเขาพูดอะไรบางอย่างเพื่อหยุดข้า นั่นก็หมายความว่าเขาคิดวิธีกำจัดข้าไว้แล้ว เพราะถ้าเป็นข้า ข้าก็คงจะไม่ปล่อยให้เสี้ยนหนามมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้อย่างแน่นอน’
เฟิงอู่เทียนเอ่ยขึ้นตามคาด
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้สิทธิ์ขาดแก่ข้าในการสำรวจมิติห้วงนภาแห่งนี้ ข้าเป็นผู้รับผิดชอบ หลงเฉิน หากเจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดีและทำให้ข้าต้องเจอกับปัญหา ข้าได้รับอนุญาตให้ฆ่าเจ้าได้นะ!”
“ข้าเกรงว่าหากข้าติดตามท่านไป ข้าคงตายด้วยน้ำมือท่านเสียมากกว่า เฟิงอู่เทียน”
หลงเฉินเย้ยหยันขณะที่เขาพูดบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้สีหน้าของเฟิงอู่เทียนเปลี่ยนไป แม้แต่หลิวหลิงก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตะโกนออกมา
“เจ้าอยากตายนักรึ?”
เมื่อเห็นว่านางกำลังจะลงมือ เฟิงอู่เทียนจึงรั้งนางไว้ ความอาฆาตแค้นในแววตาของนางปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อเฟิงอู่เทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเย็นชาอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ทุกคน หลงเฉินปฏิเสธที่จะเชื่อฟังคำสั่งของข้าและทำให้เกิดอุปสรรคต่อแผนการของพวกเรา ในนามของท่านผู้อาวุโส ข้าจะลงโทษเขาด้วยความตาย มีใครในที่นี้คัดค้านหรือไม่?”
อีกแปดคนนั้นเคารพนับถือเฟิงอู่เทียนอย่างมาก ในสายตาของพวกเขา หลงเฉินเป็นเพียงตัวปัญหาเท่านั้น
ทุกคนหัวเราะร่า
“จัดการได้เลย ท่านพี่ หากมีใครถาม พวกเราจะเป็นพยานให้เอง!”
พวกเขาล้วนยโสโอหัง ทว่าหลงเฉินก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวเลยสักนิด
‘เฟิงอู่เทียนมักจะแสร้งทำเป็นใจกว้าง ในที่สุดเขาก็เผยความเจ้าเล่ห์ของเขาออกมาให้เห็นแล้วสินะ?’
เฟิงอู่เทียนซึ่งได้รับความไว้วางใจจากเหล่าผู้อาวุโสเดินออกมาจากกลุ่มคนและตรงมาหาหลงเฉินทีละก้าว...
*********************