เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 104 มิติห้วงนภา

    กลุ่มจากสำนักอื่น ๆ ทยอยมากันทีละกลุ่ม  ไม่นานนัก ทั้งแปดกลุ่มก็มารวมตัวกันในหอห้วงนภา


    ในมุมหนึ่งที่กลุ่มจากสำนักสุริยันมรกตของหลงเฉินยืนอยู่  เขาเริ่มกวาดตามองไปยังสมาชิกในกลุ่มอื่น ๆ 


    หลงเฉินตระหนักว่ามีสำนักขนาดใหญ่มากมายในเหล่ามรกต  แม้พลังของสำนักสุริยันมรกตนั้นอยู่ในอันดับรั้งท้าย แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อมีเฟิงอู่เทียนอยู่ด้วยพวกเขาก็มีโอกาสชนะ


    น่าเสียดาย  เพราะใช่ว่าจะไม่มียอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ในสำนักอื่น ๆ  และเด็กสาวจากสำนักจักรพรรดิมรกตก็ดึงดูดสายตาและความสนใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่นตั้งแต่ที่นางเดินเข้ามา


    สำนักจักรพรรดิมรกตเป็นสำนักที่ทรงพลังที่สุดในเหล่ามรกต  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังหรือศักยภาพ  นับได้ว่าเป็นสำนักที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง


    “นั่นฉู่ยวิ๋นเหยาจากสำนักจักรพรรดิมรกตมิใช่รึ?”


    หลิวหลิงสงสัยพลางกัดฟัน  เด็กสาวผู้นั้นสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลือง  ใบหน้างดงามหมดจดแม้จะดูเย็นชา และยังมีความสง่างามที่ยากจะอธิบายได้ในตัวเด็กสาวผู้นี้


    ความริษยาปรากฏชัดเจนในน้ำเสียงของนาง  แม้ว่านางก็เป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสใหญ่เช่นกัน  ทว่าความแตกต่างระหว่างเด็กสาวทั้งสองนั้นช่างมากมายนัก


    หลิวหลิงบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น ทว่าฉู่ยวิ๋นเหยานั้นใกล้จะบรรลุระดับแก่นปฐพีแล้ว


    นอกจากนี้  ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ฉู่ยวิ๋นเหยา ในขณะที่หลิวหลิงเองซึ่งมักจะติดสอยห้อยตามเคียงข้างเฟิงอู่เทียนก็ได้รับคำชมบ้างเพียงบางครั้งคราวเท่านั้น


    แม้แต่เฟิงอู่เทียนเองก็มองพินิจพิจารณาฉู่ยวิ๋นเหยา  หลิวหลิงกัดฟันแน่นขณะที่นางเดือดดาลด้วยความโกรธและอยากจะบังคับพี่อู่เทียนของนางให้หันกลับมามองตนเองดังเดิม


    หลงเฉินเองก็จ้องมองเด็กสาวผู้นี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้  ความแข็งแกร่งของนางอยู่ในระดับเดียวกับเฟิงอู่เทียนและยังอายุน้อยกว่าเขาอีกด้วย  ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือรูปร่างหน้าตาที่ไม่ธรรมดาของนาง  แม้ว่านางจะไม่ได้มีเสน่ห์ของความเจริญวัยเช่นเดียวกับที่หลิวหลานมี  แต่นางก็เหนือกว่ามากหากเทียบกับหลิวหลิง


    เวลานี้ หลิวหลานและผู้นำคนอื่น ๆ จากอีกเจ็ดสำนักได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว


    แม้ว่าสำนักสุริยันมรกตจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก  ทว่าความงามของหลิวหลานนั้นเป็นที่เลื่องลือในเหล่ามรกตเช่นกัน


    ขณะที่เหล่าผู้นำกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น  สายตาของพวกเขามักจะเหลือบมาเชยชมความน่าเย้ายวนของนางเป็นระยะ


    “ในเมื่อทุกคนมาถึงแล้ว  เราเริ่มการแข่งขันของมิติห้วงนภากันเลยดีไหม?”


    “อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย  พาพวกเขาเข้าไปในมิติห้วงนภาได้แล้ว  ก่อนจะมาที่นี่พวกเจ้าทุกคนได้แจ้งพวกผู้น้อยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่?”


    “แน่นอน”


    หลังจากหารือกันเล็กน้อย  หลิวหลานก็เดินกลับมายังจุดที่คนของสำนักสุริยันมรกตยืนอยู่


    ใครบางคนได้เรียกให้เหล่าผู้น้อยจากสำนักต่างๆ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ไม่ไกลจากหลงเฉินนัก  ทางเดินนั้นกว้างราวสามสิบเชียะและมีม่านแสงตรงปลายทางเดิน ม่านแสงนั้นพลิ้วไหวราวกับระลอกน้ำ  ทำให้เกิดเงาสะท้อนเป็นประกายดูสวยงามยิ่งนัก


    คลื่นพลังลึกลับแผ่ออกมาจากเงาสะท้อนเหล่านั้น


    ‘นี่คือทางเข้าห้วงมิติขนาดเล็กสินะ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือบางคนเคยสร้างเอาไว้’


    ภายในกระบี่  หลิงซีร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ


    “แสดงว่ามีอะไรน่าสนใจอยู่ในนั้นแน่ ๆ เลย!”


    “ข้าก็สงสัยอย่างนั้น  แต่ตระกูลหลิงอู่อยู่ที่นี่มานานหลายปี  และที่นี่ก็ไม่ได้กว้างใหญ่นัก มันน่าจะอยู่มานานตั้งแต่แรกเมื่อที่นี่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา  ป่านนี้พวกของล้ำค่าคงหมดเกลี้ยงแล้วกระมัง”


    หลงเฉินจึงเลิกสนใจสถานที่แห่งนี้


    การแข่งขันของมิติห้วงนภาเป็นการแข่งขันที่เขาถูกบังคับให้เข้าร่วม   สิ่งที่เขาต้องการก็คือการฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น  ขณะนั้นเอง แต่ละกลุ่มเดินผ่านหลงเฉินไปและมุ่งหน้าเข้าไปในมิติห้วงนภา


    หลังจากนั้นครู่หนึ่ง  สำนักจักรพรรดิมรกตที่มีจำนวนคนราวยี่สิบคนก็เดินเข้ามา  สถานะของผู้นำกลุ่มไม่ได้สูงส่งเท่าสถานะของฉู่ยวิ๋นเหยา  ดังนั้นนางจึงเป็นผู้ที่เดินนำหน้า


    เมื่อพวกเขาเดินมาใกล้มากขึ้น  ฉู่ยวิ๋นเหยาก็เดินเข้ามาหาหลิวหลานในทันที


    “ยวิ๋นเหยาคารวะพี่หลาน  พี่ชายของข้าต้องการให้ข้านำข้อความมาบอกท่านว่าเขามีธุระบางอย่างซึ่งไม่สามารถปลีกตัวมาได้  จึงเป็นเหตุให้เขาไม่ได้มาที่นี่ เขาบอกว่าเขาคิดถึงท่านมาก”


    เมื่อได้ยินดังนั้น  หลิวหลานก็มีท่าทีแปลกไป


    “เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ยวิ๋นเหยา ระวังตัวในการแข่งขันของมิติห้วงนภาด้วยล่ะ”


    ยวิ๋นเหยาพยักหน้าและจากไป


    เด็กสาวผู้นี้เย็นชากับทุกคน แต่เมื่อนางพูดกับหลิวหลานกลับมีความเคารพยำเกรงแฝงอยู่ในแววตา


    ‘พี่ชายรึ?  ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าหลิวหลานผู้นี้และพี่ชายของนางกำลังคบหากันอยู่น่ะสิ?’


    แม้ว่าหญิงงามทรงเสน่ห์ผู้นี้จะคบหากับผู้อื่นแล้ว  หลงเฉินกลับรู้สึกว่าสิ่งดี ๆ ในโลกหล้าล้วนตกเป็นของผู้ที่ไม่สมควรได้รับมัน


    ทันใดนั้น หลิวหลานก็หันกลับมาและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “พวกเจ้าต้องมองภาพรวมในการแข่งขันเอาไว้  ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นี่  ขอให้โชคดี”


    เฟิงอู่เทียนและคนอื่น ๆ ตอบรับอย่างเชื่อฟัง  จากนั้นเขาก็พาทุกคนไปยังทางเข้า  ขณะที่หลงเฉินเดินผ่านหลิวหลาน  เขาก็จ้องเขม็งไปที่นาง และนางก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าและมองตรงมาที่หลงเฉินราวกับว่าไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อยที่นางจัดการให้หลงเฉินเข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขันที่แสนอันตรายถึงเพียงนี้


    หลังจากที่หลงเฉินจากไป  หลิวหลานก็ส่ายศีรษะและคิดในใจ


    ‘เขาเพิ่งจะบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์เท่านั้น  ภายใต้แรงกดดันจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นสวรรค์ขั้นสมบูรณ์  เขาจะรอดชีวิตได้อย่างไรกัน? วิธีการฝึกฝนของข้าโหดร้ายเกิดไปหรือไม่นะ?’


    เมื่อคิดถึงคนผู้นั้น  หลิวหลานก็นิ่วหน้า


    ‘หากไม่มีใครสามารถขัดขวางได้  ชะตากรรมของข้าก็คงไม่เปลี่ยนแปลง  หรือนี่จะเป็นเคราะห์กรรมของข้ากันแน่นะ?’


    ขณะที่นางกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด  หลงเฉินก็ติดตามคนอื่น ๆ และเข้าไปในม่านแสง


    สัมผัสอันสดชื่นโอบอุ้มรอบตัวเขา  หลงเฉินรู้สึกราวกับตกลงไปในสระน้ำและถลำลึกลงไปอย่างรวดเร็ว  ครู่หนึ่งร่างของเขาก็ถูกหยุดเอาไว้และพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนผืนดิน


    เขามองไปรอบ ๆ ภายในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้  สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงผืนดินสีเหลือง  ต้นไม้และพุ่มไม้เตี้ย ๆ  แต่งแต้มผืนดินเป็นระยะ ภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏต่อสายตานั้นใช่ว่าจะงดงาม  แต่ก็ใช่ว่าจะน่าเกลียดเช่นกัน


    เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าและพบว่ามันเป็นสีเหลือง  มีเมฆสีเหลืองนวลลอยตัวปกคลุมผืนฟ้าพร้อมกับความรู้สึกอ้างว้างอบอวลอยู่ในสถานที่แห่งนี้  หลงเฉินตระหนักว่าในเวลานี้ตัวเขาเองกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง


    ‘นี่คือ... มิติห้วงนภางั้นรึ?’


    หากเทียบกับผู้อื่นที่เคยเข้ามาในมิติห้วงนภาแล้ว ผู้ที่รู้สึกตะลึงพรึงเพริดกับสถานการณ์นี้ก็คือหลงเฉินเพียงคนเดียว  


    เขาดูเหมือนเด็กบ้านนอกจนคนอื่น ๆ หัวเราะเยาะเขา


    ในเหล่ามรกต  ทุกกลุ่มที่มาถึงมิติห้วงนภาก่อนหน้านี้จากไปแล้ว  เฟิงอู่เทียนพาพวกเขาทั้งหมดไปยังบริเวณที่เป็นพุ่มไม้เตี้ยแห่งหนึ่ง  การตามหาสัตว์อสูรกร่อนจิตต้องอาศัยโชคช่วยพอสมควร


    เฟิงอู่เทียนมองไปรอบ ๆ และชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง


    “ตามข้ามา พวกเจ้าทุกคนห้ามเตร็ดเตร่ไปทั่วเด็ดขาด”


    เมื่อพูดจบเขาก็มองมาที่หลงเฉินราวกับจะเป็นการเตือน  แต่ถึงกระนั้นหลงเฉินก็ไม่ได้คิดจะไปกับพวกเขาอยู่แล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้น


    “ข้าคงต้องพึ่งพวกท่านเพื่อตามหากระบี่แก้วสิขรแล้วล่ะ!  แต่ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”


    เขาไม่ได้ญาติดีกับเฟิงอู่เทียนนัก  และกับคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน  ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่ และเขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์


    หลงเฉินตระหนักดีว่าขณะที่เฟิงอู่เทียนมีท่าทีสงบเยือกเย็น เขาต้องการกำจัดหลงเฉินมานานแล้ว และแน่นอนว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเฟิงอู่เทียนจึงเย็นชายิ่งขึ้น


    “ผู้อาวุโสใหญ่บอกแล้วว่าทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้าในการแข่งขันครั้งนี้  เจ้าจะไม่เชื่อฟังข้างั้นรึ?”


    “ไม่เชื่อฟัง? ข้าไม่กล้าหรอก ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้มีพลังมากมายและจะเป็นตัวถ่วงคนเก่ง ๆ อย่างพวกท่านเสียเปล่า ๆ ตามความเห็นข้านะ ท่านน่าจะปล่อยข้าไปตามยถากรรมและสนใจแต่เรื่องช่วงชิงกระบี่แก้วสิขร น่าจะมีประโยชน์กว่ามากทีเดียว”


    น้ำเสียงของหลงเฉินนั้นแฝงไปด้วยการเสียดสี


    ตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกคนไม่ได้มองหลงเฉินในแง่ดีนัก  เมื่อจู่ ๆ เขากลับกลายเป็นหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกสนใจและพร้อมที่จะกลั่นแกล้งเขา  เพราะทุกคนมองเขาเป็นตัวตลกอยู่แล้ว


    หลิวหลิงจงเกลียดจงชังหลงเฉินที่สุด  ในเมื่อตอนนี้ไม่มีพวกผู้ใหญ่คอยจับตามองและหลงเฉินก็กล้าท้าทายกับสถานการณ์ตรงหน้า  นางจึงเอ่ยวาจาเยาะเย้ย


    “พี่อู่เทียนเป็นผู้นำ คำพูดของเขาก็คือคำสั่ง  หากเขาต้องการให้เจ้าตาย เจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตายไปตามนั้น เจ้ายังอยากจะโต้แย้งเขาอีกไหม?”


    หลงเฉินประเมินสถานการณ์พลางจ้องมองไปที่พวกเขา


    ‘หากเฟิงอู่เทียนจัดลำดับความสำคัญของกระบี่แก้วสิขรเป็นสิ่งแรก เขาคงจะไม่วุ่นวายกับข้าและยอมปล่อยข้าไป แต่หากเขาพูดอะไรบางอย่างเพื่อหยุดข้า  นั่นก็หมายความว่าเขาคิดวิธีกำจัดข้าไว้แล้ว  เพราะถ้าเป็นข้า  ข้าก็คงจะไม่ปล่อยให้เสี้ยนหนามมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้อย่างแน่นอน’


    เฟิงอู่เทียนเอ่ยขึ้นตามคาด


    “ท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้สิทธิ์ขาดแก่ข้าในการสำรวจมิติห้วงนภาแห่งนี้ ข้าเป็นผู้รับผิดชอบ  หลงเฉิน  หากเจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดีและทำให้ข้าต้องเจอกับปัญหา  ข้าได้รับอนุญาตให้ฆ่าเจ้าได้นะ!”


    “ข้าเกรงว่าหากข้าติดตามท่านไป  ข้าคงตายด้วยน้ำมือท่านเสียมากกว่า เฟิงอู่เทียน”


    หลงเฉินเย้ยหยันขณะที่เขาพูดบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้สีหน้าของเฟิงอู่เทียนเปลี่ยนไป  แม้แต่หลิวหลิงก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตะโกนออกมา


    “เจ้าอยากตายนักรึ?”


    เมื่อเห็นว่านางกำลังจะลงมือ  เฟิงอู่เทียนจึงรั้งนางไว้  ความอาฆาตแค้นในแววตาของนางปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน  เมื่อเฟิงอู่เทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเย็นชาอย่างน่าเหลือเชื่อ


    “ทุกคน หลงเฉินปฏิเสธที่จะเชื่อฟังคำสั่งของข้าและทำให้เกิดอุปสรรคต่อแผนการของพวกเรา  ในนามของท่านผู้อาวุโส  ข้าจะลงโทษเขาด้วยความตาย  มีใครในที่นี้คัดค้านหรือไม่?”


    อีกแปดคนนั้นเคารพนับถือเฟิงอู่เทียนอย่างมาก  ในสายตาของพวกเขา  หลงเฉินเป็นเพียงตัวปัญหาเท่านั้น


    ทุกคนหัวเราะร่า


    “จัดการได้เลย ท่านพี่ หากมีใครถาม พวกเราจะเป็นพยานให้เอง!”


    พวกเขาล้วนยโสโอหัง  ทว่าหลงเฉินก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวเลยสักนิด


    ‘เฟิงอู่เทียนมักจะแสร้งทำเป็นใจกว้าง  ในที่สุดเขาก็เผยความเจ้าเล่ห์ของเขาออกมาให้เห็นแล้วสินะ?’                                  

                                                              

    เฟิงอู่เทียนซึ่งได้รับความไว้วางใจจากเหล่าผู้อาวุโสเดินออกมาจากกลุ่มคนและตรงมาหาหลงเฉินทีละก้าว...


    *********************

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน