บทที่ 12
ปัจจุบัน
ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ทว่าอากาศเย็นะเืยังคงเกาะแน่นอยู่ทั่วเมืองซั่งหลิน
ลมเหนือยังคงพัดกรรโชกเป็ระยะกลิ่นหิมะเก่าปะปนกับกลิ่นชื้นของแผ่นดินที่ยังไม่ทันฟื้นตัวจากความเหน็บหนาว
ในยามสายของวันหนึ่ง...
ภายในตรอกเงียบสงบท้ายเมืองซั่งหลิน
ใต้ร่มเงาต้นท้อสูงใหญ่ สตรีชุดขาวนางหนึ่งกำลังนั่งปักผ้าอยู่เงียบๆ
นางสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดทรงผมรวบเรียบร้อยด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย
นิ้วมือเรียวยาวหยิบจับเข็มปักอย่างสงบนิ่งด้ายไหมสีแดงอ่อนปลายเข็มสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็ประกายละเอียดประณีต
แต่บัดนี้...
บรรยากาศสงบในตรอกเก่าถูกทำลายลงในชั่วพริบตา
เสียงฝีเท้าก้าวย่ำเข้ามาเงียบ ๆ ทว่าหนักแน่น
ร่างของชายหนุ่มในชุดขาวปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูเรือน
อาภรณ์สีขาวสะอาดบริสุทธิ์ของเขาปราศจากริ้วรอยเปื้อนเพียงละอองโลหิตจาง ๆ บนชายแขนเสื้อ
เขายืนอยู่ในความเงียบ เส้นผมดำขลับถูกรวบไว้ด้วยปิ่นเงินประณีตดวงตาคมเข้มจับจ้องมายังสตรีใต้ต้นท้อ
ดาบยาวที่ข้างเอวเงียบสงัด ไม่มีแม้กลิ่นไอปราณที่ฟุ้งกระจาย
ทว่าบรรยากาศรอบกายของเขา...แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่บีบคั้นจนหายใจติดขัดได้โดยไม่รู้ตัว
เขาเป็คนปรากฏตัวออกมาสังหารพวกคนเ่าั้ทั้งหมด
และเป็คนที่ไป๋ซือเหนียงหรือฉือเยียนเรียกว่าเหยียนหลงซื่อจื่อ
เขาคือ"เหยียนไป๋เฉิน"
ซื่อจื่อคนรองแห่งจวนเหยียนหลงอ๋อง
ทายาทผู้สืบทอดสายเืของราชวงศ์เหยียนโดยตรงและเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขต์คนล่าสุดของแผ่นดินนี้
เหยียนไป๋เฉินขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมกริบคล้ายจะฉายประกายไม่ไว้วางใจ
เขาเพียงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น มือข้างหนึ่งแตะเบา ๆ อยู่บนด้ามดาบทว่ากลับคล้ายสายตะขาบเหล็กที่พร้อมจะสะบั้นคอศัตรูได้ทุกเมื่อ
เสียงของเขาเอ่ยออกมาในที่สุด
ทุ้มต่ำ เคร่งขรึม และเยียบเย็น
“เ้าคือไป๋ซือเหนียง... จริงๆหรือ?”
สตรีใต้ต้นท้อเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ใบหน้าของนางอ่อนโยน สงบเงียบ ริมฝีปากยกยิ้มบางเบาราวกับคำถามเมื่อครู่เป็เพียงลมผ่านหู
นางหยุดมือที่ปักผ้าลงเพียงชั่วครู่แล้วปักเข็มสุดท้ายลงในผืนผ้าอย่างสงบนิ่ง
นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ชัดถ้อยชัดคำ
“ข้าคือไป๋ซือเหนียง”
ทว่า... ในใจของฉือเยียน นางย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่
ไป๋ซือเหนียง... ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว
เหลือเพียงฉือเยียน ผู้สวมร่างของนาง ใช้ชีวิตในฐานะของนางต่อไป
เหยียนไป๋เฉินเงียบไปเพียงอึดใจเดียว
มือที่วางอยู่บนด้ามดาบขยับเล็กน้อย แต่ยังคงไม่ชักอาวุธ
ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องสตรีตรงหน้าไม่วางตา
เสียงของเขาทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่ว่า... ข้าคิดว่า เ้าไม่ใช่ไป๋ซือเหนียง”
คำพูดของเขาเรียบง่าย ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา ไม่คลอนแคลนแม้แต่น้อย
ฉือเยียนหรือไป๋ซือเหนียงในยามนี้ ยิ้มบาง ๆ คล้ายจะขำขันในอก
นางเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงอ่อนคล้ายแสงตะวันยามสายของวัน
“เหยียนหลงซื่อจื่อ เคยพบข้ามาก่อนกระนั้นหรือ ถึงกล้าพูดว่า ข้าไม่ใช่?”
เหยียนไป๋เฉินยังคงนิ่งสงบ
เขาตอบเพียงถ้อยคำสั้น ๆ “สัญชาตญาณ!”
ฉือเยียนหัวเราะเสียงเบา
เสียงนั้นคล้ายระลอกน้ำบนผิวน้ำแข็ง แ่เบาแต่เยียบเย็น “เป็สัญชาตญาณของนักรบในสนามรบหรือของแม่ทัพกันเล่า?”
นางยังคงหัวเราะ ดวงตาเยือกเย็นทอแววครุ่นคิด
“ไม่คิดเลยว่า... ซื่อจื่อผู้เคร่งขรึมเช่นท่านจะมีอารมณ์ขันได้ถึงเพียงนี้”
“ใช้สัญชาตญาณในสนามรบ... มาตัดสินความจริงเื่เล็กน้อยเช่นนี้” ถ้อยคำของนางเบาและงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมเช่นคมกระบี่
น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยน ทว่าไม่ต่างจากกระบี่ที่เพียงวางไว้บนลำคอเบา ๆแต่ก็ทำให้เยือกเย็นไปทั้งหัวใจ
เหยียนไป๋เฉินยังคงเงียบ
ทว่าแววตาของเขากลับกดลึกลงไปเรื่อย ๆ
สายตาของเขาไม่เคยหยุดวิเคราะห์ ไม่เคยหยุดตั้งข้อสงสัย
...และนั่น ทำให้ฉือเยียนในร่างไป๋ซือเหนียง เริ่มยิ้มเย็นในใจ
นางรู้ว่าอีกฝ่ายคนผู้ใด
‘เหยียนไป๋เฉิน’
ซื่อจื่อผู้สืบทอดตำแหน่งจากเหยียนหลงอ๋องโดยตรง
แต่เดิม... เขาคือบุตรรองที่ไม่มีวันแตะต้องตำแหน่งซื่อจื่อ
หากไม่ใช่เพราะพี่ชายของเขาเจิ้งหลงตายไปอีกฝ่ายก็ไม่มีทางได้รับตำแหน่งนี้
เจิ้งหลง... ชายที่เคยเป็สามีของไป๋เสวี่ย ผู้ให้กำเนิดเถาเถา
ทว่าที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น
เหยียนไป๋เฉินเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขต์คนล่าสุดของราชวงศ์เหยียน
การทะลวงขอบเขตของเขา ณ ชายแดนทางเหนือทำให้แผ่นดินเหยียนสั่นะเื
เหตุการณ์นั้นยังคงเป็ที่กล่าวขานและทำให้สายตาของทั้งราชวงศ์จับจ้องไปยังชายแดน
...และนี่เองคือเงื่อนงำที่เชื่อมโยงกับคำพูดของกลุ่มคนที่พยายามลอบสังหารไป๋ซือเหนียงและจับตัวเถาเถาเมื่อคราวก่อน
พวกมันพูดว่าที่มีโอกาสลงมือ เพราะทุกสายตาในตอนนี้...จับจ้องไปยังชายแดน
เพราะผู้ที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวนี้
คือบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า เหยียนไป๋เฉิน
ฉือเยียนหลุบตาลงเล็กน้อย ในใจของนาง มีเพียงความสงบนิ่ง
สายลมเย็นพัดเอื่อย แม้ฤดูหนาวจะผ่านพ้นไปแล้วแต่ความหนาวเย็นยังไม่จางหาย
ภายใต้ต้นท้อที่กำลังผลิดอกบางเบา สตรีในชุดขาวสะอาดยังคงสงบนิ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้เรียบง่าย ผืนผ้าปักสีอ่อนยังคงอยู่ในมือของนาง
แม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันที่หนักอึ้งจากชายหนุ่มเบื้องหน้าแต่สีหน้าของนางกลับยังคงเรียบเฉย ดวงตาอ่อนโยนเช่นเคย
ฉือเยียน หรือ 'ไป๋ซือเหนียง' ในยามนี้ ค่อย ๆวางผืนผ้าปักลงบนตัก มือเรียวบางยกขึ้นเช็ดปลายนิ้วเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
เสียงของนางแ่เบา ดั่งสายลมพัดผ่านอ่อนโยน “บอกมาเถิด...ซื่อจื่อ ท่าน้าสิ่งใดกันแน่?”
เหยียนไป๋เฉินยืนตรงกลางลาน ดวงตาคมกริบยังคงสงบนิ่งไม่แปรเปลี่ยน
เขามองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบง่าย
“ข้ามา... เพื่อนำเ้ากับเถาเถา กลับเมืองหลวง”
คำตอบนั้น ทำให้คิ้วเรียวของไป๋ซือเหนียงเลิกขึ้นเล็กน้อยริมฝีปากบางโค้งรับด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
นางหัวเราะในลำคออย่างเบา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแฝงความเย้ยหยัน
“กลับเมืองหลวง... ในฐานะอันใดเล่า?”
นางขยับตัวเล็กน้อย ท่วงท่าคล้ายสตรีกำลังหยอกล้อในบทสนทนา
“เถาเถาไม่มีบิดาแล้ว นางเป็คนของตระกูลไป๋ไม่ใช่คนของราชวงศ์เหยียนเสียหน่อย”
ดวงตาของนางฉายแววลุ่มลึก พลางเอ่ยย้ำ
“ซื่อจื่อย่อมรู้ดี... ว่าการพานางกลับไปในฐานะเช่นนั้นมันไม่ฉลาดเลยสักนิด”
เหยียนไป๋เฉินยังคงยืนนิ่งดวงตาของเขามีเพียงเงาสะท้อนของหญิงสาวเบื้องหน้า
เขาตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะลังเล
“นางจะกลับไปในฐานะบุตรสาวของข้า และเ้า... จะกลับไปในฐานะฮูหยินของข้า”