ตอนที่27 : รอยที่ยังอยู่หน้าบ้าน
เช้าวันถัดมาหลินซูเหยาตื่นก่อนเสียงฆ้องดังเหมือนเคย
ไฟในคั่งเหลือเพียงถ่านแดงบางๆ ความอุ่นยังเก็บอยู่ใต้แผ่นอิฐมากพอให้เธอไม่ต้องรีบลุกไปเติมฟืนั้แ่ลืมตา
บ้านเงียบ
ไม่มีเสียงไอจากห้องข้างๆ ไม่มีเสียงคนผลักประตูเข้ามาโดยไม่ขออนุญาตและไม่มีใครยืนคุยเื่เสบียงของเธออยู่หลังรั้ว
ตลอดหลายคืนที่ผ่านมาความเงียบแบบนี้ค่อย ๆ กลายเป็สิ่งที่หลินซูเหยาเริ่มคุ้นเคย
เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนความคิดเมื่อคืนจะย้อนกลับมา
“อย่าเชื่อทุกอย่างที่จิ้นกั๋วเขียน”
ประโยคของหลินต้าจวงยังชัดอยู่ในหัว
เขาไม่ได้ถามถึงเงินไม่ได้ถามถึงของมีค่า และไม่ได้ถามถึงเอกสารสิทธิ์
แต่เขาถามถึงสมุด
ทั้งที่เธอไม่เคยบอกใครว่ามีสมุดอยู่จริง
หลินซูเหยาลุกขึ้นหยิบเสื้อฝ้ายคลุมไหล่แล้วเปิดประตูห้องด้านใน ก่อนตรวจกลอนประตูใหญ่ตามความเคยชิน
ทุกอย่างยังอยู่ตำแหน่งเดิม
เธอไม่ได้เดินวนตรวจบ้านราวกับกำลังตามหาคนแอบซ่อน
หลินต้าจวงมีคำถามของเขาเธอก็มีคำถามของเธอ
แต่เช้านี้ยังต้องกินข้าวต้องไปลงงานและต้องเอาร่างกายที่เพิ่งเริ่มกลับมาเป็ปกติไปใช้ให้คุ้มกว่าการนั่งเดาว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงถามเื่นั้นทั้งวัน
หลินซูเหยาปิดตาลง
เพียงพริบตาเดียวแสงสีขาวของห้างก็แทนที่ผนังอิฐเก่า
เธอเดินตรงไปยังห้องน้ำล้างหน้า แปรงฟัน แล้วหยุดหน้ากระจกเพียงครู่เดียว
คนในกระจกยังผอม
แก้มยังตอบข้อมือยังเล็ก และเสื้อที่เคยพอดีกับเด็กวัยสิบเจ็ดกลับดูหลวมอยู่เล็กน้อย
แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดไม่ใช่ความสวย
เป็ความมีชีวิต
ริมฝีปากไม่แตกเป็แผลแล้วใต้ตาไม่คล้ำเท่าวันแรก และสีผิวที่เคยซีดจนแทบไม่มีเืเริ่มมีสีขึ้นทีละน้อย
หลินซูเหยายกแขนขึ้นหมุนข้อมือ
ไม่มีอาการเจ็บแปลบเหมือน่แรก
“พอใช้ได้”
เธอพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปยังโซนอาหาร
วันนี้ไม่ได้เลือกโจ๊กสำหรับผู้ป่วย
เธอหยิบข้าวต้มเนื้อนุ่มหนึ่งถ้วยเพิ่มไข่ตุ๋นครึ่งถ้วยกับฟักทองนึ่งชิ้นเล็ก กินช้า ๆจนหมดโดยไม่รู้สึกแน่นท้องเหมือนก่อน
ความจริงง่ายๆ ทำให้อารมณ์ดีขึ้นอย่างเงียบ ๆ
เธอกินได้มากขึ้นแล้ว
ยังไม่ถึงขั้นกินหม้อไฟหรือของทอดตามใจแต่จากคนที่ต้องแบ่งไข่ต้มครึ่งฟองกินทีละคำตอนนี้อาหารหนึ่งมื้อเริ่มเหมือนมื้ออาหารจริง ๆ
ก่อนออกจากห้างหลินซูเหยาหยิบกล่องเหล็กที่ใส่สมุดพ่อผ้าเช็ดหน้าลายจื่อหลัน และเสื้อเด็กตัวเล็กตรวจอีกครั้ง
ของทั้งสามยังอยู่ครบ
เธอไม่ได้เปิดสมุด
เพียงมองปกสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่งแล้วปิดกล่องกลับ
เมื่อหลินต้าจวงถึงกับถามว่าพ่อเคยทิ้งสมุดหรือกระดาษไว้หรือไม่ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลให้สมุดเล่มนี้อยู่ในบ้าน หรืออยู่ภายนอกมิติของเธอ
เมื่อกลับออกมาเสียงฆ้องแรกก็ดังขึ้นพอดี
หลินซูเหยากินข้าวฟ่างอุ่นอีกเล็กน้อยจากหม้อบนเตาเพื่อให้คนในบ้านยุคนี้ยังมีร่องรอยอาหารตามปกติ จากนั้นจึงสะพายตะกร้าและออกไป
ก่อนปิดประตูสายตาของเธอหยุดตรงหน้าต่างด้านตะวันตก
บานนั้นยังปิดไม่สนิท
คืนก่อนลมแรงจนกรอบไม้สั่นอยู่สองครั้งเธอใช้ผ้าพับอุดช่องไว้ชั่วคราว แต่ถ้าปล่อยนานกว่านี้ ต่อให้ไม่มีใครคิดเข้าบ้านฝุ่นกับความเย็นก็จะเข้ามาก่อน
หลินซูเหยาถอนหายใจเบาๆ
บ้านของตัวเองมีข้อดีมาก
แต่ข้อเสียก็คือทุกอย่างที่เสียเป็เื่ของตัวเองเช่นกัน
ระหว่างทางไปลานงานเธอแวะหยิบเศษไม้เนื้อแข็งจากกองวัสดุที่หน่วยผลิตอนุญาตให้ชาวบ้านนำชิ้นเล็กไปซ่อมเครื่องใช้ส่วนตัวได้หลังเลิกงานค่อยเอากลับมาทำลิ่ม
เช้านี้คนหนุ่มสาวถูกแบ่งไปช่วยลานตากของจากูเา
กองสมุนไพรและพืชแห้งที่ชาวบ้านเก็บมาส่งถูกเทรวมกันอยู่ใต้ชายคากลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นรากสดปะปนจนแยกแทบไม่ออก
หลินซูเหยาวางตะกร้าแล้วเข้าแถวรับงาน
หญิงวัยกลางคนที่ทำงานข้างเธอเมื่อวานยื่นเชือกมาให้
“วันนี้ดูมีแรงกว่าเดิมนะ”
“นอนเต็มคืนค่ะ”
“บ้านอิฐก็ดีกว่ากระท่อมอยู่แล้ว”
คนข้างๆ หัวเราะ “อย่างน้อยลมไม่ลอดทุกด้าน”
หลินซูเหยายิ้มรับ
คำอธิบายแบบนี้ดีที่สุด
เธอไม่ต้องบอกใครว่าเมื่อคืนอาบน้ำอุ่นไม่ต้องบอกว่ามื้อเช้ามีไข่ตุ๋นและไม่ต้องอธิบายว่าทำไมแผลแตกบนมือจึงหายเร็วกว่า่ที่ยังอดอาหาร
ทุกคนเห็นเพียงเด็กสาวได้บ้านคืนกินเป็เวลา และนอนอุ่นขึ้น
เท่านี้ก็พอ
่สายหลินซูเหยาช่วยแยกพืชที่เปียกจากกองแห้งตามเกณฑ์ที่ลองไว้ก่อนหน้า
คราวนี้ไม่ต้องอธิบายทุกครั้ง
หญิงสองคนซึ่งทำงานด้วยกันเริ่มหยิบก้านชื้นไปกองหนึ่งส่วนของที่มีดินติดมากก็วางแยกเอง
“แบบนี้ใช่ไหม”
“ค่ะถ้าก้านยังเย็นชื้นวางกองนี้ก่อน”
“แล้วอันนี้?”
หลินซูเหยาหยิบขึ้นมาดู“ส่วนเสียเยอะ เอาไว้อีกกองค่ะ เดี๋ยวค่อยตัด”
คนถามพยักหน้าแล้วทำต่อ
เธอไม่ได้เป็หัวหน้า
ไม่มีใครแต่งตั้งให้สั่งงาน
แต่เมื่อวิธีหนึ่งทำให้คนทำงานง่ายขึ้นคนก็เริ่มทำตามโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
หลินซูเหยากำลังยกตะกร้าไปอีกฝั่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินข้างลาน
“ซูเหยา”
เธอหันไป
ชายหนุ่มร่างสูงกว่าคนในหมู่บ้านเล็กน้อยยืนอยู่ข้างรั้วเสื้อฝ้ายสีเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ใบหน้ามีส่วนคล้ายหลินต้าจวงอย่างชัดเจน
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมบอกชื่อขึ้นมาก่อนที่เขาจะเดินเข้ามา
หลินเทียนโย่ว
ลูกชายคนโตของหลินต้าจวง
่ที่พ่อของร่างเดิมยังมีชีวิตเขากับซูเหยาแทบไม่ได้เล่นด้วยกัน หลังหลินจิ้นกั๋วตาย ความสัมพันธ์ยิ่งห่างจนสามปีที่ผ่านมาแทบเหลือเพียงชื่อญาติบนสายเื
นี่เป็ครั้งแรกั้แ่เธอฟื้นขึ้นมาที่เขาเดินมาพูดตรงๆ
“มีอะไรหรือคะ”
เทียนโย่วมองคนรอบข้างก่อน
“พ่อบอกว่าของบางอย่างที่คืนให้เธอ ถ้าไม่ใช่ของสำคัญก็อย่าเอาไปพูดข้างนอก”
หลินซูเหยามองเขา
“ของอะไรคะ”
ชายหนุ่มชะงัก
“ก็ของเก่า”
“โต๊ะตู้ หรือเสื้อผ้าของแม่ฉัน?”
“ฉันไม่ได้หมายถึงอันนั้น”
“แล้วหมายถึงอะไรคะ”
คิ้วของเทียนโย่วขมวดขึ้นทันที
“เธอรู้อยู่แล้ว”
หลินซูเหยาหัวเราะเบาๆ
“ถ้าฉันรู้คงไม่ถามค่ะ”
คนข้างลานเริ่มหันมองเทียนโย่วจึงลดเสียง
“อย่าทำให้เื่มันใหญ่กว่าเดิมบ้านก็ได้คืนแล้ว จะขุดอะไรนักหนา”
ประโยคคล้ายพ่อจนน่าประหลาด
หลินซูเหยาไม่ได้ตอบโต้
เพียงพยักหน้าไปทางกองงาน
“ฉันต้องทำงานค่ะ”
เทียนโย่วเหมือนยังอยากพูดแต่สุดท้ายก็หันกลับ
เขาเดินออกจากลานไปทางถนนฝั่งบ้านของตัวเอง
หลินซูเหยามองตามเพียงครู่เดียวแล้วก้มทำงานต่อ
ตอนเที่ยงเธอกลับบ้านเพื่อกินข้าวและพักขา
ระหว่างเดินเข้าตรอกเธอเห็นเทียนโย่วยืนคุยกับชายคนหนึ่งตรงหัวมุม
เมื่อเห็นเธอเขาหยุดพูดทันที
หลินซูเหยาไม่ได้ชะลอฝีเท้า
เธอเดินผ่านเหมือนไม่เห็น
แต่เมื่อเลี้ยวเข้ารั้วบ้านสายตาก็เหลือบมองพื้นโดยอัตโนมัติ
ดินหน้าบ้านมีรอยรองเท้าหลายรอยจากคนผ่านไปมาไม่มีรอยไหนบอกได้ว่าใครเข้ามา
เธอไม่ได้สนใจ
หลังมื้อกลางวันหลินซูเหยาหยิบเศษไม้ที่นำกลับมา วัดกับกรอบหน้าต่างแล้วใช้มีดเหลาเป็ลิ่มขนาดพอดี
เธอกดมันเข้าไปตรงร่องจนบานไม้แน่น
ลองดึงสองครั้ง
ไม่ขยับ
จากนั้นใช้ถ่านขีดเส้นเล็กๆ ตรงปลายลิ่มกับกรอบไม้ให้ตรงกัน
ไม่ใช่กับดัก
เป็เพียงวิธีง่ายที่สุดที่จะรู้ว่าของชิ้นนี้ถูกขยับหรือไม่
ทำเสร็จเธอปัดเศษไม้ออกจากพื้นแล้วกลับไปทำงาน่บ่ายตามปกติ
ตอนเย็นระหว่างเดินกลับบ้าน เสียงเด็กวิ่งดังมาจากข้างทาง
หลินเสี่ยวเป่ากำลังวิ่งไล่ลูกข่างไม้กับเด็กอีกสองคน
พอเห็นเธอเด็กชายชะงัก
สายตาเหลือบซ้ายขวาเหมือนลังเลว่าจะทักหรือไม่
สุดท้ายก็ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง
“พี่ซูเหยา”
“กลับบ้านก่อนมืดนะคะ”
เสี่ยวเป่าพยักหน้าก่อนจะวิ่งต่อไปสองก้าว แล้วหันกลับมา
“พี่...”
“คะ?”
เด็กชายเม้มปาก
“พ่อบอกว่าถ้าเห็นพี่ถือสมุดเก่า อย่าถาม”
เสียงเพื่อนเรียกจากอีกฝั่ง
เสี่ยวเป่าหันไปทันทีแล้ววิ่งตามไปเหมือนไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่มีน้ำหนักแค่ไหน
หลินซูเหยายืนอยู่ข้างรั้ว
ไม่ได้เรียกกลับ
ไม่ได้ถามว่าสมุดอะไร
ไม่ได้ถามว่าพ่อของเขาพูดเมื่อไร
เพียงมองแผ่นหลังเล็กที่วิ่งหายไปตามตรอก
หลินต้าจวงไม่ได้แค่ถามเธอเมื่อคืน
เขากลับไปพูดเื่นี้ในบ้านแล้ว
และถ้าถึงขั้นกำชับเด็กว่าอย่าถาม—
เื่สมุดคงมีความหมายกับเขามากกว่าความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา
อย่างน้อยปฏิกิริยาของเขาก็มากพอให้เธอจำเื่นี้ไว้