หุบเขาไผ่เขียว
ณ หุบเขาแดนเหนืออันมีแนวเขาทอดตัวยาวสูงตระหง่านเป็ชั้น พายุเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่แล้ว ทำให้อากาศเย็นชื้นเกิดหยดน้ำค้างใสๆเกาะอยู่ตามใบไม้ส่องประกายระยับ
กองกำลังขนาดเล็กราวร้อยนายกำลังมุ่งหน้าไปตามทางสายหลัก อาชาแต่และตัวถุกควบทะยานด้วยความเร็วปานพายุ กีบเท้าของพวกมันเหยียบย่ำลงไปตามพื้นดินที่เฉอะแฉะ ขณะสองข้างทางเป็ป่าไผ่ที่ชูลำต้นเขียวขจีเรียงราย
ผู้นำทัพครั้งนี้คือบุรุษผู้หนึ่งอายุราวสามสิบเศษ รูปร่างกำยำ ใบหน้าคมเข้มแฝงด้วยความหยาบกร้านผมดำยาวสยาย เขาสวมเกราะเหล็กสีดำอย่างหทาร ที่เอวเหน็บกระบี่ไว้เล่มหนึ่ง
นามของคนผู้นี้คือ “จ้าวฉิน” มีตำแหน่งเป็หัวหน้าของหน่วยรบพิเศษแค้วนเจี้ยง คนผู้นี้หาใช่ชนชั้นสามัญไม่ ทว่ามีเชื้อสายเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เขาคือองค์ชายใหญ่ของแคว้นมีศักดืเป็ถึงองค์รัชทายาท ด้วยความที่เป็ผู้ที่ปราดเปรื่องทั้งสติปัญญาอีกทั้งยังสูงส่งด้วยวรยุทธ์และชอบการสู้รบออกศึกทำให้เขา้าเป็ผู้นำทัพเอง แม้จะถูกทัดทานจากบรรดาเหล่าพี่น้องแลขุนนาแต่เขาก็หาได้ใส่ใจ
หน่วยพิฆาต คือชื่อของหน่วยรบพิเศษที่เขาก่อตั้งขึ้นเองผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ล้วนเป็ยอดฝีมือที่ถูกคัดสรรและฝึกปรือมาอย่างดีทั้งสิ้น ภาระกิจของหน่วยนี้มีทั้งการจู่โจมทั้งในที่มืดและที่แจ้งการลอบสังหาร การเคลื่อนที่เร็วโดยการสั่งการจะมีลักษณะเป็เอกเทศมิได้ขึ้นตรงต่อสถาขุนนางของแคว้นแต่จะขึ้นตรงต่อเ้าวฉินเพียงผู้เดียวการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ขุนนางรวมทั้งแม่ทัพหลายคนไม่พอใจบ้างแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำการทัดทานใดๆได้
สาเหตุที่เขามาอยู่ที่นี่เพราะมีข่าวจากนกพิราบสื่อสารของ หลิงอันแจ้งมาว่า ณ บริเวณหุบเขาด้านเหนือของ เมืองเหลียง ได้ถูกค้นพบว่ามีการซ่องสุมกำลังคล้ายเตรียมการกระทำบางอย่าง และอาจจะเป็สถานที่ ที่ได้ชื่อว่าขุนเขาไผ่เขียวตามที่ได้เห็นจากในสารลับของพรรคเมฆา
ก่อนหน้านี้จ้าวฉินได้ส่งสายลับไปตรวจสอบแล้วหลายครั้งเพื่อสืบหาขข้อมูลเพิ่มเติมทว่ากลับไร้วี่แววทุกครั้งไป มิหนำซ้ำทหารที่เขาส่งไปกลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกเมื่อสายสืบผู้หนึ่งที่เขาส่งสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย สร้างความปิติให้เขาเป็อย่างยิ่งแต่เคราะห์ร้ายเมื่อเขาพบว่าสายสืบผู้นั้นกลับมีอาการประหลาด สติของเขาเลื่อนลอยอีกทั้งยังพูดจาไม่รุ้ความคล้ายคนบ้า
เวลาล่วงเข้าสุ่ยาม โหย่ว (17.00 น) หน่วยพพิฆาตเคลื่อนที่ใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกขณะเบื้องหน้าปรากฎหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถัดจากหมู่บ้านไปไม่ใกลก็เข้าเขตหุบเขาไผ่เขียว
“ข้างหน้าเป็หมู่บ้านชาวนาขอรับ มีผุ้อยู่อาศัยราวสี่สิบหลังคาเรือน” รองหัวหน้าหน่วยรายงานขณะควบอาชาตามติดมาข้างหลังเขาผ่อนความเร็วม้าลง เว้นระยะห่างเล็กน้อยพอได้ยินเสียง
“น่าแปลก เหตุใดหมู่บ้านแห่งนี้ถึงเงียบพิกล” เขานึกในใจ
จ้าวฉินกวาดสายตามองไปรอบหมู่บ้านอย่างพิเคราะห์ เขารู้สึกถึงกลิ่นของความผิดปกติบางอย่างตามสัญชาตญาณแต่บอกไม่ได้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติพยามจะกล่าวคำออกมาแต่ก็กลืนลงคอไป หรือว่าเขาจะคิดมากเกินไป
“เฉียวเองแล้ว สถานการณ์เื้ัเป็เช่นไรบ้าง”
“ทุกอย่างเรียบร้อยขอรับ แม่ทัพหวังตั้งค่ายทัพหลักทหารจำนวนห้าร้อยไว้ที่เนินราบเบื้องล่างแล้ว”
“หือ... แม่ทัพหวัง รึ”
“ขอรับ พื้นที่แห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของท่านแม่ทัพหวัง เพียงแค่ข้าแจ้งข่าวการมาของท่านหัวหน้าแม่ทัพก็จัดกำลังพลมาให้เพื่อเป็การคอยระวังหลังให้ หากเกิดการผิดแผนขึ้นมาขอรับ”
จ้าวฉินส่ายหน้าไปมา “เฮ้อ เื่เล็กน้อยเช่นนี้หน่วยของข้าสามารถจัดการเองได้แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อแม่ทัพหวังมีเจตนาดีเป็ห่วงความปลอดภัยของข้า ก็ไม่เป็ไร”
“ขอรับ”
ระหว่างทางเล็กๆในชนบท จ้าวฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ บรรยากาศยามนี้ช่างเงียบงันไร้แม้กระทั่งซึ่งควันจากการหุงหาอาหารของชาวบ้านซึ่งลักษณะของ บ้านส่วนใหญ่จะเป็บ้านชั้นเดียวสร้างขึ้นจากไม้ หลังคามุงหญ้าคาบ้าง บางหลังทำจากอิฐดินเผาหน้าหมู่บ้านจะมีรั้วที่ทำจากไม้อย่างหยาบๆ เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่เป็ที่สูงด้านหลังจึงเป็ร่องน้ำใหลผ่าน และมีการทำนาแบบขั้นบันไดสลับเหลื่อมเป็ชั้นๆ
“น่าแปลก น่าแปลก” เขาพึมพำอยู่คนเดียว
วสันตฤดูยามนี้ ต้นข้าวเริ่มเขียวขจี ใบยาวเรียวพริ้วต้องสายลมเบาๆ
แต่ก็หาใช่เวาสำหรับการชื่นชมธรรมชาติไม่
ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงเชิงเขาลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างรกทึบและขรุขณะอีกทั้งยังมีความชันของชะง่อนหินกอรปไปด้วยสายหมอกบางๆห่มคลุมเป็ทางยาว เฉียวเองโบกมือส่งสัญญาณให้ทหารทุกคนลงจากหลังม้าหนทางข้างหน้าจำเป็ต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น
ทันทีที่จ้าวฉินลงจากหลังม้าก็พลันมีหน่วยสายสืบที่ล่วงหน้ามาก่อนแล้ววิ่งเข้ามารายงาน
“เรียนท่านหัวหน้า ด้านในสุดทางเดินจะเป็โถงอุโมงโล่งแสงสามารถส่องเข้าถึงหากท่านหัวหน้า้าเข้าไปพวกข้าขอแนะนำให้กลับออกมาก่อนที่จะมืด นอกจากนี้พวกเรายังพบร่องรอยคล้ายร่องรอยของคนแต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดกลับ แต่ไม่พบเจอผู้ใดขอรับครับ”
จ้าวฉินพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะเข้าไปดูเอง “
“ตามข้ามาสิบคน ส่วนที่เหลือให้รออยู่ที่นี่” เขาหันกลับไปออกคำสั่ง
“ขอรับ ท่านหัวหน้า”
ท้องฟ้าเริ่มมัวลง ดวงตะวันใกล้จะลาลับไป ประกายแสงแดดเหลือน้อยลงเต็มที
จ้าวฉินเดินนำหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว ที่เอวของเขายังคงเหน็บกระบี่โดยมีทหารที่เหลือเดินตามหลังไปติดๆ การเดินทางค่อยข้างลำบากอีกทั้งยังมีสายฝนปรอยๆลงมาอีกครั้งแม้หนทางจะมีความต่างระดับของพื้นหิน แต่เขาก็ทรงตัวอย่างคล่องแคล่วกลุ่มหน่วยพิฆาตเดินเพียงอึดใจเดียวก็มาถึงยังโพลงชั้นในของถ้ำ ตามที่หน่วยหน้าได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้
“โอ๊ะ !”
จ้าวฉินกัดฟันแน่นพลางใช้มือขวากุมขมับ สาเหตุเนื่องมาจากอยู่ๆเขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างกระทันหันความเ็ปราวกับเข็มนับร้อยเล่มทิ่มแทงเข้าไปได้แผ่กระจายเต็มศีรษะ ทำให้เขาถึงกับเข่าทรุดนั่งลงไปกับพื้น ความทรมาณค่อยๆพรากเอาสติของเขาออกไปทีละน้อย
“เกิดอะไรขึ้นกับเขาตอนนี้” เขามีอาการตื่นตระหนก พยายามคิดหาสาเหตุทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังคงเป็ปกติอยู่
“บัดซบ ! เกิดอะไรขึ้นกับตัวข้าในตอนนี้” เขาสบถออกมาเสียงก้องด้วยความทุรนทุราย
นับว่าน่าประหลาดโดยแท้เพราะผ่านไปไม่นานอาการของเขาก็ค่อยๆทุเลาขึ้น
เขาพยายามหายใจเข้าปอดอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆตั้งสติ ขณะที่ภายในใจพลางรู้สึกโล่งอกขึ้นมา