่เวลาประมาณพลบค่ำ ณ วันที่พระจันทร์เต็มดวงในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟแห่งบนตึกมากมายในกรุงเทพมหานครเมืองที่แสนศิวิไลซเต็มไปด้วยแสงสีตระการตาเสียงอึกทึกของแตรรถและเสียงล้อรถที่เคลื่อนที่ไปทั่วดังเป็จุด ๆ สลับกันไปทั่วเป็่เวลาต้นของค่ำคืนคืนหนึ่ง ได้มีเด็กชายคนหนึ่งถือตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเดินอยู่เตร็ดเตร่ไปมาดูเหมือนเขากำลังจะเดินตรงเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายบางที่อาจเป็บ้านหรือไปหาผู้ปกครองก็เป็ได้
“จะกลับบ้านทันฝนตกไหมเนี่ย......”พลางแหงนมองดูพระจันทร์ที่เต็มดวงด้วยสายตาอันไร้เดียงสา
“สวยจังเลย......”
พรึ่บ!!
เสียงลอยมาเบาที่เกือบจะไม่ได้ยินเหมือนกับนกที่กระพือปีกอย่างรวดเร็วพร้อมกับลมที่พัดเข้าโดยตรงมาที่หน้าและลำตัวจนรู้สึกได้ เงาดำลอยผ่านไปเหนือหัวไม่อาจทราบได้เลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร
พอหันหน้าไปมองก็พบกับ......
สิ่งมีชีวิตที่เด็กคนนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตตาของมันมีสีแดงก่ำราวกับเมล็ดทับทิมสุก เข้มคลั่กราวกับเืสีผิวอันซีดขาวเป็สีดั้งเดิมของบุคคลผสมปนเปไปกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นบุคคลนี้น่าจะขาดเืหรือเป็โรคเกี่ยวกับเือยู่เป็แน่แท้หากวิเคราะห์ในแบบที่เคยเห็นบุคคลป่วยแบบนี้มาก่อน มือที่มีเล็บยาวดุจเล็บของอสูรเป็เล็บที่ยาวประมาณ 2 นิ้ว
กับความคมนั้นที่หากโดนข่วนน่าจะเกิดาแได้ใส่ชุดคลุมหนังสัตว์ที่ดูยาวจนลากถึงพื้น กางเกงหนังสีดำนั้นดูมีราคาผมสีทองที่ยาวและส่องประกายท่ามกลางแสงจันทร์ ดูไม่มีความเป็มิตรเลยแม้แต่น้อย
และนั่นก็คือแวมไพร์ตัวซีดเขี้ยวแหลมยาวที่มันกำลังมองจ้องหน้าเขาอยู่!!!
ณ บ้านหลังหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพฯโต๊ะอ่านหนังสือที่มีหนังสือกองพะเนินชายหนุ่มหน้าตาดีคิ้วเข้มในตาดำสีเข้มตาขาวสุกสกาวดังไข่ขาวสุกปอกเปลือกผิวขาวอมชมพู ตากลมโตสุกสกาว ปากสีชมพูอ่อนริมฝีปากบาง ๆ นั้น จมูกโด่ง ผมสีดำใส่ชุดนอนลายคาดสีเขียว
หุ่นดีไม่ท้วมไม่ผอมได้มาตรฐาน สูงราว 180 ซม.อายุของเขาคือ 20 ปี ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวดกำลังขะมักเขม้นก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเล่มสีแดงอ่อน หนังสือนั้นที่ปกได้เขียนว่าข้อสอบเข้าหน่วยปราบปรามแวมไพร์ ซึ่งเป็ของปีก่อน ๆ
“ยากจริง ๆ ...... ยากมาก ๆ ......โหย แล้วฉันจะสอบเข้าได้ไหมเนี่ย”
เขาคิดในใจในขณะเดียวกันนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“พายุ พายุแม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วนะลงมากินด้วยนะลูก” เสียงแม่ที่เรียกเขาเล็ดลอดผ่านบานประตูที่ขวางกั้นมาด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็ห่วง
“ครับครับเดี๋ยวผมลงไปกินเองครับแม่”
เขาตอบกลับแม่ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยที่เป็เสียงความเหนื่อยที่เกิดขึ้นจากข้อสอบกองสูงเบื้องหน้าของเขา
“มิน่าล่ะ......คัดแต่คนมีความสามารถนี่เองถึงได้รับน้อยขนาดนี้แถมยังแค่ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมเองยังเยอะขนาดนี้เราเองก็เสียเวลาไปเรียนเกี่ยวกับช่างซ่อมประกอบต่าง ๆ ตั้งเยอะเพื่องานนี้ถ้าแผนกอื่นคงยากกว่านี้แหง ๆ ”
พายุกล่าวหลังกล่าวจบเขาลุกขึ้นและเดินตรงไปเปิดประตูห้องเพื่อลงไปทานข้าวจากชั้นสอง
หากจะกล่าวถึงหน่วยปราบปรามแวมไพร์ก็ต้องกล่าวถึงแวมไพร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกแห่งนี้แวมไพร์มีตัวตนอยู่จริงไม่ได้มีในแต่หนังสือและผู้คนโดยทั่วไปก็รับรู้การมีอยู่ของแวมไพร์เหล่านี้แวมไพร์เหล่านี้แพ้แสงแดดและแร่เงินเป็อย่างมากหากโดนแดดก็จะสลายภายใน 1 นาทีหากโดนโลหะเงินก็จะเกิดอาการแพ้และอาจตายได้หากัันานเกินแวมไพร์ต้องดื่มเืเป็อาหารเท่านั้นไม่สามารถกินอย่างอื่นได้เลยจึงต้องพรากชีวิตผู้คนเพื่อเป็อาหารอยู่ร่ำไป
พายุคือบุคคลที่อยากจะเข้าหน่วยปราบปรามแวมไพร์อย่างจริงจัง
“แม่ครับวันนี้ก็......ข้าวผัดไข่เหรอ”
พายุถาม
“ใช่จ้า ของโปรดลูกนี่ เอ......ไม่ใช่นี่นา ลูกกินได้ทุกอย่างบนโลกที่กินได้ต่างหากล่ะ
ฮ่า ๆ ๆ ”
เธอพูดไปและหัวเราะไปขณะกำลังตักข้าวผัดไข่จากในกระทะก้นแบนให้ลูกชายของเธอ
“นี่...... หน่วยนี้มันอันตรายนะลูกจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ เปลี่ยนใจยังทันนะงานอื่นอีกเยอะแยะคะแนนลูกก็ไม่ได้ขี้เหร่ เห็นว่าพอเข้าก็ต้องปกปิดชื่อนามสกุลเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวแถมยังโอกาสเจอกับแม่ก็น้อยลงvud”
คุณแม่วัย 47 กล่าวกับลูกชาย
“ไม่หรอกครับแม่สุดท้ายผมก็แค่คนในแผนกไอทีซ่อมวงแผงจรกับอย่างอื่นนิดหน่อย ก็แค่นั้นเองไม่ได้ไปต่อสู้ล่าเเวมไพร์แบบหน่วยอื่นหรอกครับ แล้วเงินก็ดีด้วยถ้าทำงานนี้ผมก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้”
พายุกล่าว
“ลูกเข้ายิม ตลอดเลยนี่......แถมยังฝึกต่อยมวยอีก แม่เห็นในบิลรายจ่ายนะ” คุณแม่กล่าว
“เื่นั้นเพราะว่าหน่วยนี้ต้องวิ่งไปวิ่งมาล่ะมั้งครับเค้าก็เลยให้ฝึกร่างกายเพื่อให้วิ่งไปวิ่งมาสะดวกครับ”
พายุพูดติดตลกกลบเกลื่อนเพื่อลดความเป็ห่วงของมารดาที่แสดงออกมาราวกับเขียนไว้ที่สีหน้า
“เอาเถอะถ้าลูกชอบแม่ก็ไม่ขัดใจเรา แต่หากมันอันตรายก็ออกทันทีเลยนะเพื่อแม่.....”
แม่กล่าวปิดท้ายพร้อมกับทานอาหารร่วมกับลูกชายอย่างมีความสุขหลังจากนั้น
วันต่อมา หลังจากเสร็จกิจวัตรการแต่งตัวทานข้าวพายุเดินทางออกจากบ้านด้วยความตื่นเต้น พายุได้เดินทางโดยรถเมล์ไปสอบเข้าที่หน่วยปราบปรามแวมไพร์ บรรยากาศมีรถติดเป็่ ๆ พร้อมกับฝนตกโปรยปรายลงมาเรื่อย ๆมอบละอองความชื้นและไอเย็นให้กับกรุงเทพมหานครฯ แห่งนี้
“เห้อ...... ฝนตกแต่เช้าเลยแต่...... เราก็ชอบอากาศแบบนี้เหมือนกันน่านอนดี เห้อ.....แต่ต้องไปสอบนี่สิ”
พายุกล่าว
เมื่อถึงที่หมายรถเมล์ก็เบรกจอดเพื่อส่งผู้โดยสารพายุลงจากรถด้วยความระวังพร้อมกับแหงนหน้ามองไปที่ตึกที่สูงเละใหญ่โตตั้งทะมึนอยู่เบื้องหน้าของเขา
“ว้าว สูงชะมัดเลย ที่นี่เหรอดูแ่ารัดกุมจัง” พายุกล่าว
เบื้องหน้าเป็ตึกที่มีความสูงถึง 30 ชั้นเป็ตึกที่มีกระจกล้อมรอบเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ เต็มไปหมดในแต่ละชั้น
ดูทันสมัยและน่าเกรงขามอย่างมากยอดตึกมีสัญลักษณ์นักล่าแวมไพร์ เป็พระจันทร์เสี้ยวกับปืนไขว้กันอยู่ติดอยู่ตั้งตระหง่านสีทองอร่ามสะดุดตาใครอยู่แถวนี้ก็ต้องเห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุดเป็แน่แท้
ความกว้างของตึกอาจจะยาวราว 800 เมตร รอบ ๆบริเวณก็เป็สวยต้นไม้ที่ปลูกกันห่าง ๆ อย่างสวยงาม หน้าประตูทางเข้ามีการ์ด 2คน ตัวใหญ่สูงราว 190 ซม. ผิวดำกร้าน กล้ามเนื้อเด่นชัดทุกส่วนใส่แว่นดำยืนตรงอยู่ข้างประตูใหญ่พายุได้เดินเข้าไปในสถานที่นั้นอย่างตื่นตากับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้
“ไอ้หนุ่มมาทำอะไรรึ?”
การ์ดคนที่ 1 ถาม
“ผมมาสมัครงานครับ......”
พายุกล่าว
“เชิญ!”
การ์ดคนนั้นตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำอย่างน่ากลัว
พายุเดินเข้ามาพร้อมกับพบว่าข้างหน้าเป็เครื่องสแกนขนาดใหญ่ที่มีประตูให้ลอดผ่านไปได้ โดยที่รอบ ๆ มีหลอดไฟนีออนยาวล้อมห้องโถงไว้
พายุยังงุนงงกับสิ่งตรงหน้าโดยการแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจนพนักงานตรวจจึงกล่าวกับเขาว่า
“กรุณาเอาของที่เป็โลหะวางไว้ข้างนอกครับ......แล้วรบกวนเดินเข้าเครื่องรังสียูวีด้วยครับ สิ่งนี้จะช่วยกำจัดแวมไพร์ทันทีที่ผ่านเพื่อยืนยันตัวตนจึงต้องเดินผ่านครับ......แต่อย่าได้กังวลเครื่องนี้ออกแบบมาให้รังสีไม่ทำอันตรายต่อดวงตาและผิวแต่ยังมีรังสียูวีอยู่จึงปลอดภัยสำหรับมนุษย์”
“คะ...... ครับ”
พายุตอบกลับพร้อมเดินเข้าเครื่องไปอย่างช้า ๆหลังจากผ่านม่านรังสีเขาก็ได้รับอุปกรณ์ส่วนตัวคืน พร้อมใบสมัครงาน
“ยินดีต้อนรับครับนี่คือเอกสารที่ใช้ยื่นในการสอบ ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 10 เลี้ยวขวาเมื่อออกลิฟต์แล้ว......จะพบกรรมการคุมสอบโชคดีครับ”
พนักงานยิ้มกลับให้พายุ
เมื่อเข้าลิฟต์ในลิฟต์เป็ลิฟต์สีเงินประกายพร้อมปุ่มกดลิฟต์ที่ยาวเหยียดสายตาของพายุได้เหลือบไปเห็นเลข 10 พายุจึงกดลงไปที่ปุ่มชั้นที่ 10 เมื่อไฟติดที่ปุ่ม เขายืนรออย่างใจจดจ่อเมื่อประตูเปิดออกก็พบกับชายต่างชาติร่างใหญ่สูงประมาณ 2 เมตรหัวล้านไม่มีผมมีสิวขาวซีดดวงตามีสีฟ้ายืนจ้องมองมาที่พายุจากทางด้านขวามือ
พายุจึงถามเป็ภาษาอังกฤษว่า “คุณเป็กรรมการคุมสอบใช่ไหมครับ?”
ชายร่างใหญ่มองเขาแล้วจึงชี้ไปในห้องทางซ้ายมือตรงนั้นมีประตูบานใหญ่อยู่ เขาจึงเดินเข้าไปช้า ๆพร้อมเหลือบมองชายร่างใหญ่ไม่ให้คลาดสายตา หลังเปิดประตูออกพบกับชายตัวเล็กคนหนึ่งสูงประมาณ 160 ซม.ผมสีดำเป็คนไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ตากลมโต จมูกโด่ง ผิวขาวเหลืองผมทรงกะลาครอบสีดำนั้นสะดุดตาอย่างยิ่ง กลิ่นตัวเค้าเหมือนกับขนม อายุราว ๆ 30ปี เขายิ้มพร้อมกับมองหน้าพายุ แล้วพูดว่า
“ยินดีด้วย นายสอบผ่านบทที่ 1มานั่นคือทักษะภาษาและความช่างสังเกต......คนส่วนมากอาจตายจากการไม่ยอมระมัดระวังตัว นั่นถือเป็ความประมาท...บททดสอบหากคนที่เข้ามาหากเดินผ่านมาเลยโดยไม่ระวังอาจโดนโจมตีได้การที่นายระวังตัวถามชายคนนั้นพร้อมเหลือบมองระหว่างเปิดประตูเข้ามาถือว่าผ่านหากคนที่เข้ามาตรง ๆ ที่ประตูแล้วไม่มองชายคนนั้นจะปรับตกทันทีแวมไพร์น่ะร้ายกาจมันสามารถทำร้ายนายได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่บอกอะไรล่วงหน้า”
เขาพูดพร้อมกับแกะขนมเวเฟอร์รสช็อกโกแลต,ช็อกโกเลตซองสีแดงกินไปด้วย
“บทต่อไปเป็บทที่ฉันคุมว่าด้วยเื่สมรรถนะทางสมอง จึงจะทะลุไปบททดสอบความรู้ข้อเขียนได้”
ชายร่างเล็กกล่าว
พายุเกิดความงุนงงและมองหน้าเขาไปด้วย
“นายคิดว่าฉันเป็ใครแล้วชื่ออะไรถ้านายตอบถูกก็จะผ่านและได้รับอนุญาตให้ไปสอบข้อเขียนได้”
พายุยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีกและสีหน้าเริ่มเคร่งเครียดคิ้วขมวดเขาเริ่มคิดแบบจริงจังสักครู่หนึ่งและพูดออกไปว่า
“ผมไม่รู้ครับ......ช่วยบอกผมหน่อยสิครับ” พายุกล่าว
ชายร่างเล็กหัวเราะพร้อมกล่าวว่า
“ผิด......ถือว่าทุกคำที่พูดออกมาเป็คำตอบทั้งหมด จงคิดให้ดีก่อนจะกล่าวอะไรออกมานะ”
พายุตกอยู่ในความสับสนพร้อมใช้สมองของเขาคิดไตร่ตรอง
“ถ้าไม่รู้มาก่อนจะไปตอบได้อย่างไรในใบสมัครก็ไม่ได้บอกอะไร เราเคยหาข้อมูลองค์กรก็ไม่รู้จักใครซักชื่อทุกคนใช้ชื่อเป็หมายเลขหมด แล้วเราจะต้องตอบว่าอะไรล่ะ...... ไหวพริบรึทดสอบไหวพริบแน่นอน”
พายุจึงตัดสินใจพูดตอบไปว่า
“ผมไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรตำแหน่งอะไร ผม้าเข้าหน่วยที่นี่เพื่อช่วยเหลือผู้คนและความแน่วแน่นี้จะต้องไม่ถูกขัดขวางโดยคุณหรือใครได้มันคือความ้าจากจิตใจที่แท้จริงของผม ปัจจุบันมีกี่ชีวิตที่ต้องเสียไปกี่พ่อแม่กี่ลูกชายที่ต้องพลัดพรากจากกัน ผมไม่ได้อยากจะอยู่เฉย ๆอย่างน้อยถ้าผมเป็กำลังให้ที่นี่จากภายในได้ละก็...... อาจช่วยใครไว้ได้บ้างถึงจะเป็คนที่ไม่ชอบใช้กำลังก็คงทำบางอย่างได้คนอ่อนแอนั้นสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ต่อคนอื่นแตกต่างจากพวกมีกำลังจนเกินจะใช้แต่กลับใช้มันรังแกและทำร้ายผู้คน อะไรอย่างนั้นผมยอมไม่ได้เด็ดขาด!!”
เสียงนั้นดูเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวพร้อมตรงไปที่ประตูแล้วเปิดออกอย่างเต็มกำลังโดยไม่สนใจว่าตัวเขาเองจะถูกห้ามหรือไม่ จ่อยนั้นได้แต่นั่งดู
“ปิ๊งป่อง!! ผ่าน......”
“นายคิดว่ามันคือบทเรียนเกี่ยวกับอะไรกันล่ะเผื่อนายอยากรู้”
ชายร่างเล็กกล่าว
“ฉันชื่อ จ่อยชื่ออาจจะโบราณไปหน่อยนะแต่ตอนนี้ฉันเป็คนรับสมัครแผนกบุคคลและหัวหน้าใหญ่แห่งหน่วยชำระบาป”
“บททดสอบนี้......คือการที่นายไม่เล่นตามเกมของฝ่ายตรงข้ามยังไงล่ะหากมีตัวประกันใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาตามสถานการณ์ นายต้องพิจารณาถือภารกิจมาเป็ที่หนึ่งห้ามคล้อยตามเกมของฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาดมันคืออาวุธทำลายนายเองความลังเลจะกัดกินใจอาจทำให้ตายได้ ความแน่วแน่เท่านั้นจึงทำให้เป้าหมายลุล่วงสำหรับหน่วยชำระบาปนี้ จะเหลือแค่ข้อเขียนกับทดสอบการต่อสู้เท่านั้นแหละ”
พายุผละมือจากประตูพร้อมทั้งหันไป เงยหน้าขึ้นแล้วตอบว่า
“หน่วยชำระบาป......ผมมาสมัครหน่วยซ่อมบำรุงนะ ไม่ใช่หน่วยชำระบาปซะหน่อย”
จ่อยหัวเราะในใจเขารู้สึกถูกใจคนคนนี้และรู้สึกขำขันไปพร้อมกัน และได้กล่าวว่า
“ฮ่า ฮ่า ๆ ...... น่าสนใจดีนี่นายเข้าห้องผิดแล้ว คนต้อนรับบอกให้ขึ้นมาชั้นนี้เหรอ? ถ้าแผนกนั้นน่ะต้องอยู่ชั้น9 กำลังรับสมัครอยู่ ไม่ถือว่าการสอบสูญเปล่าหรอกนะถ้านายสนใจจะเข้าหน่วยชำระบาปล่ะก็”
พายุหันไปมองด้วยสายตาอัดแน่นไปด้วยความจริงจังแล้วตอบว่า
“ผมรู้นะว่าหน่วยนี้ต้องฝึกเป็หน่วยรบพิเศษก่อน......ถึงจะสมัครได้ นี่อาจจะเป็การทดสอบผมอีกครั้งใช่ไหมล่ะแต่ถ้าเป็เื่จริงผมขอปฏิเสธ ผมอยากจะสู้ด้วยวิธีของผมก่อน”
จ่อยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมแล้วตอบกลับว่า
“’ งั้นก็โชคดี ไอ้หนู”
การตอบของพายุนั้น
พายุลงมาชั้น 9 ผ่านทางบันไดด้วยความหัวเสียเนื่องจากไปผิดที่เมื่อเดินลงมาก็เห็นห้องที่มีประตูบานใหญ่ที่อยู่ทางด้านขวา พร้อมให้เปิดเข้าไปเขาได้พบผู้เข้าสอบนั่งรอสอบอยู่หลายสิบคน ทุกคนหน้าดำคร่ำเครียดคนคุมสอบที่ใส่สูทผูกเนกไทลายดอก ชายคนนี้มีแว่นกระจกทรงกลมหน้าตามีอายุ จมูกแฟบผิวสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นของน้ำหอมผู้ชายคละคลุ้งในตัวเขา
ชายคนนี้มองมาที่เขาพร้อมทั้งเรียกพายุให้เข้าไปนั่งสอบ
“นายมาสอบใช่ไหมกรอกใบสมัครแล้วมายื่นที่ฉันนะเสร็จแล้วไปนั่งตรงที่ว่างเดี๋ยวข้อสอบจะไปส่งที่นั่งเอง”
ครืด!!
เสียงลากเก้าอี้ออกมา พายุหย่อนก้นลงไปนั่งไม่นานคนคุมสอบก็เดินนำข้อสอบมาให้ เขาบรรจงเขียนข้อสอบอยู่ทั้งชั่วโมง
ข้อสอบเป็ข้อเขียนทั้งหมดเป็ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมทุกอย่างั้แ่อุปกรณ์ที่มีวงจรไฟฟ้าท่อน้ำไปถึงเก้าอี้กันเลยทีเดียวเมื่อสอบเสร็จพายุก็ลงไปทดสอบร่างกายและตรวจโรคที่ชั้น 1 ตามที่กรรมการบอก
เมื่อพายุทดสอบเสร็จทุกอย่าง พายุได้นั่งรอผลอย่างกระวนกระวาย
กริ๊ง!!!เสียงสัญญาณดังขึ้นพร้อมประกาศผู้เข้ารับสมัครว่าใครผ่านและใครที่ไม่ผ่านผู้เข้าสอบคนแล้วคนเล่าถูกประกาศออกมาว่าไม่ผ่านไม่แน่ว่าที่นี่คัดกรองคนอย่างเข้มข้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ก็เป็ได้และเมื่อประกาศถึงชื่อของพายุ ขาดีใจมากที่ผ่านแล้วในใจของเขาแทบอยากจะลุกขึ้นมาะโโลดเต้นแสดงความดีใจเสียด้วยซ้ำขณะที่พายุนั่งอยู่ทุกคนโดนเรียกเข้าไปทีละคนขณะนั้นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาของพายุก็เดินเข้ามา
จ่อยก็เดินเข้ามาตบไหล่เขา
“ทำดีมากนายเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว......ตามฉันมายังไม่ต้องถามอะไรนะถ้าไปแล้วจะรู้เอง”
พายุพยักหน้าตอบรับแล้วตามเข้าไปพบกับชายคุมสอบที่ใส่แว่นทรงกลม ชายคุมจึงเริ่มสอบแนะนำตัวเอง
“ผมชื่อ เอกเป็หัวหน้าแผนกที่คุณ้าเข้าร่วม สมรรถภาพทางร่างกายคุณดีกว่าที่จะมามาอยู่หน่วยของผมมาก คุณควรจะต่อสู้มากกว่า...... อีกอย่างคุณจ่อยรู้สึกชอบคุณเพราะว่าวันนี้มีคนผ่านหน่วยชำระบาปแค่3 คนพวกเขาเหล่านี้ต้องไปฝึกอีกค่อนปีถ้าคุณชอบละก็ไม่ยากที่เราจะส่งไปฝึกกับหน่วยรบพิเศษโดยไม่ต้องสอบอะไรเลยพร้อมกับทั้ง3 คนนั้นผมจะส่งตัวคุณให้กับคุณจ่อยเพื่อไปฝึกที่หน่วยรบพิเศษทันที และได้บรรจุเข้าหน่วยชำระบาปได้เลยไงล่ะถ้าคุณสนใจเราจะให้สิทธินี้แก่คุณ”
จ่อยยิ้มพร้อมคาดหวังให้หนุ่มคนนี้เข้ามาอยู่หน่วยเดียวกับเขาให้ได้เพื่อช่วยต่อสู้กับแวมไพร์
แต่พายุก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า
“ผมไม่ได้คิดเื่นี้เอาไว้เลย......หากผมอยู่หน่วยต่อสู้แม่ผมที่เหลือเพียงคนเดียวในตอนนี้อาจต้องอยู่ลำพังและไม่มีใครที่ยังอยู่พอที่จะดูแลแม่ผมได้ที่ผมสมัครงานภายในเพราะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตต่ำ มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัวมันเป็ความจริงที่ผมอยากช่วยเหลือสำนักงานนี้แต่ผมอยากทำงานอยู่เื้ัมากกว่า........ อาจจะเป็เื่ที่ดูเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดแต่อย่างน้อยมันก็เป็สิ่งที่เราพอทำได้เพื่อคนอื่น”
พายุยังยืนกรานจะเข้าหน่วยซ่อมบำรุงจ่อยจึงพูดว่า
“ฉันเข้าใจนะเด็กหนุ่มที่ไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง......ถ้านายสนใจมาได้ตลอดนะ ดูนายมีความสามารถทางความคิด แต่นายก็ดูอะไรในใจกับงานนี้เช่นกันทั้งที่ปากบอกอยากปกป้องคนอื่นแต่กลับกลัวการต่อสู้อย่างนี้ ดูขัดแย้งกันแต่เอาเถอะทุกคนมีความคิดเป็ของตัวเองนี่เราไม่ควรตัดสินใครจากความเชื่อของเราเอง”
พายุคิดในใจว่า
“ถ้าเราอยู่หน่วยซ่อมบำรุงก็จะสืบข้อมูลเื่นั้นได้เพราะเป็หน่วยในหากออกไปสู้ก็จะเสี่ยงกับความตายและอาจไม่ได้รู้อะไรเลย”
พายุกลืนน้ำลายพร้อมทั้งกล่าวออกไปว่า
“ขอโทษนะครับทั้ง ๆ ที่คุณจ่อยอยากจะสนับสนุนผมแท้ ๆ ”
จ่อยหันหน้ากลับมาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า
“พวกฉันที่นี่จะเป็ครอบครัวให้นายเองจะผนึกกำลังเพื่อสิ่งเดียวกัน สักวันนายจะอาจเปลี่ยนใจ...... ฉันจะรอนะ”
ตบไหล่ให้กับพายุ 1 ที พร้อมกับเดินออกไปอย่างยิ้มแย้มเมื่อพายุหันหน้ากลับมาหาเอกจึงยิ้มให้แล้วกล่าวว่า
“ต่อจากนี้ผมขอเรียกคุณเอกว่าหัวหน้านะครับผมจะทำทุกอย่าง อย่างสุดความสามารถ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
เอกพยักหน้าพร้อมทั้งบอกว่า
“ผมมีข้อมูลที่จะต้องบอกคุณไว้ก่อนนะเพื่อความเข้าใจ พวกเราทุกคนที่นี่จะใช้ชื่อปลอมทั้งหมดแม้กระทั่งชื่อของผมเองก็เป็ชื่อปลอมในทุกคนจะมีเซนเซอร์หน้าปลอมติดตัวไว้ที่ปกคอเสื้อฝังอยู่ในกระดุมเซนเซอร์นี้จะทำงานตอนออกไปข้างนอกเปลี่ยนหน้าตาคุณเป็หน้าอื่นที่ไม่มีในสารระบบของประเทศนี้ชื่อพวกระดับหัวหน้าจะเป็ชื่อปลอมแต่พนักงานจะเรียกเป็หมายเลข คุณอยู่หน่วย 22คุณจะถูกเรียกว่า 2206 เพราะคุณเป็คนที่ 6ของหน่วยผม และเลขจะขึ้นข้างไหล่เมื่อใส่ชุดปฏิบัติงานเป็ชุดไฮเทคที่จะมีโลหะผสมเงิน92.5กันการกัดจากแวมไพร์”
“ชุดโลหะงั้นเหรอ”
พายุกล่าว
“เป็ชุดปกคอติดกระดุมแบบมิดชิดน่ะคล้าย ๆ เสื้อโค้ต แต่ชุดจะกันะุและของคมได้ระดับหนึ่ง”
“เพราะแวมไพร์มีอาวุธหลากหลายตามสมัยถึงชุดจะป้องกันความเสียหายได้บ้างแต่ก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกแตกต่างจากชุดที่ผมใส่ตอนนี้แน่นอนก่อนบรรจุเต็มตัวนายต้องเข้าเครื่องจับเท็จก่อน...... ที่สำนักงานข้อมูลถ้าไม่ผ่านก็ไม่ต้องกังวลนะเพราะว่าหน้าที่นายไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแค่กับสำนักงานที่นี่อาจจะได้ไปทำที่อื่นแทนแค่นั้น แต่ก็ยังอยู่ในองค์กรเดียวกัน”
“ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานปราบปรามแวมไพร์นะ”
เอกพูด พร้อมกับผายมือเชิญพายุให้ออกจากห้อง
หลังจากพายุปิดประตูเดินออกมา ที่ชั้นหนึ่งเป็ห้องโถงกว้างมีประตูบานใหญ่หลายบาน สายตาเขารีบกวาดหาสำนักงานข้อมูลแล้วเขาก็พบห้องที่มีประตูสีน้ำเงินเข้มแล้วจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปเปิดประตูบานนั้นออกภายในห้องเป็ห้องใหญ่ที่มีชั้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และไดรฟ์คอมพิวเตอร์เรียงกันเป็ร้อยเครื่องมีกลิ่นของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ภายในห้องมีชายอยู่ 2 คนคนหนึ่งตัวสูงราว 170 ซม.สวมแว่นตาสีดำจมูกโด่งรูปหน้าเป็รูปไข่ริมฝีปากสีชมพู ผิวสีขาวเอิบอิ่มหน้าตาเด็กเสมือนว่าเขาเพิ่งอายุ 16 เมื่อวานนี้เองสวมชุดเ้าหน้าที่ของหน่วยปราบปรามที่เห็นเด่นชัดคือคอเสื้อปกล้อมคอที่ปิดมิดชิดถึงคางและกระดุมอีก 2 เม็ดที่คอเสื้อนั้นที่ริมของคอเสื้อเป็สีเขียวแก่เข้มถัดลงมาจากส่วนบนลงมาตรงไหล่มีสนับไหล่อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีเลขแสดงที่หน้าปัดว่า 0501ตรงหน้าอกมีสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยว ไคว้กับปืน ั้แ่คอลงมามีกระดุมอีก 8 เม็ดยาวลงถึงข้างล่างขาบุคคลผู้นี้ติดเพียง4 เม็ดเท่านั้นและกระดุมที่เหลือได้ถูกปล่อยไว้เปิดให้เห็นถึงท่อนขาที่มีกางเกงสีขาวอยู่ภายในพบหัวเข็มขัดที่มีตราสัญลักษณ์เช่นกันสายเข็มขัดเป็สีขาวรองเท้าเป็รองเท้าหุ้มจนถึงหน้าแข้งสีขาวเช่นกันเรียกได้ว่าราวกับชุดของนักบวชแบบร่วมสมัย บุคคลนี้มีกลิ่นตัวราวกับถั่วแมคคาเดเมี่ยอีกคนเป็ชาวต่างชาติผมสีทอง นัยย์ตาสีน้ำตาล ผิวขาวซีดได้ยกหนังสือและบ่นกับชายที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ว่า
“หนังสือแนะนำพวกบรรจุใหม่นี่มันเยอะดีจังแค่10 คนยังหนาขนาดนี้ สงสารจริง ๆ ”
หลังพูดจบชายต่างชาติได้มองและยิ้มมาให้พายุ
“นี่เด็กใหม่นายต้องไปเข้าเครื่องจับเท็จก่อนนะเก้าอี้น่ะ ตรงนั้นแล้วมารับหนังสือตรงนี้”
ชายไทยใส่แว่นกล่าว
พายุหันไปมองเก้าอี้ที่อยู่กลางห้องเป็เก้าอี้ที่ดูใหญ่โตลักษณะของเก้าอี้เป็เก้าอี้ที่มีหน้าปัดอยู่ตรงที่พักเท้าเป็อิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงภาษาอังกฤษที่อ่านว่าพร้อมแล้วส่วนบนมีหมวกวางอยู่บนเก้าอี้สีแดงตัวนี้หมวกมีสายเชื่อมโยงเต็มไปหมดพายุกำลังสงสัยว่าเหตุใดเก้าอี้ตัวนี้จึงไม่อยู่ในห้องอื่นทั้ง ๆที่เป็ห้องข้อมูล มันไม่สมเหตุสมผลเลย
“หรือว่าจะทดสอบผู้บรรจุว่ามีอาการอยากรู้อยากเห็นข้อมูลในห้องนี้แน่ๆ หากเป็สปายการเต้นของหัวใจต้องไม่เหมือนคนธรรมดา ถ้าเรา้าข้อมูลถึงจะไม่ใช่สปายแต่ก็ต้องตั้งสมาธิและทำตัวให้ปกติที่สุด”
พายุคิดในใจ
ชายใส่แว่นกล่าวว่า
“เรียกฉันว่า เล็ก และข้างหลังว่าใหญ่ละกันสองแสบหน่วยข้อมูล ไม่ใช่ชื่อปลอมนะเอาไว้เรียกกันเฉพาะตอนนี้แหละจะได้ไม่เขินฉันตัวเล็กกว่ามันแต่สมองไม่เล็กหรอกนะ รีบเข้าเครื่องเถอะ จะได้จบ ๆ งานนั่งและสวมหมวกนั่นซะ”
พายุเดินตรงดิ่งไปที่เก้าอี้นั้นทันทีเขานั่งลงอย่ารวดเร็วโดยที่หยิบหมวกใบนั้นมาสวมก่อนที่จะนั่ง
ทันทีที่นั่งมีเสียงดังขึ้น
“กำลังประมวลผล โปรดตอบตามที่ถาม……”
เสียงระบบ AI ดังขึ้น
“ถาม คุณเข้าองค์กรนี้ด้วยเหตุผลใด?”
“ผม้าเงินและช่วยเหลือครอบครัว......”พายุพูดตอบกลับเก้าอี้ด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ประมวลผล ...... 75 เปอร์เซ็นต์” เสียงเครื่องดังขึ้น
“คุณ้ามาล้วงข้อมูลจากองค์กรเราหรือไม่?”
“ใช่ผมอยากรู้ว่าทำไมแวมไพร์ถึงต้องพรากบางสิ่งไปจากผู้คนการรู้ข้อมูลในแบบที่เราควรจะรู้แต่ไม่เกินขอบเขต ก็ไม่ผิดใช่ไหมครับ” พายุตอบกลับ
“ประมวลผล ..... 75 เปอร์เซ็นต์” เสียงเครื่องตอบกลับ
หลังเสียงจบลงก็มีเสียงของชายสวมแว่น แทรกมาว่า
“เกือบไม่ผ่านนะนาย คำตอบแปลกไปหน่อยนะแต่ถ้าเครื่องบอกว่าผ่านก็คือผ่าน เกณฑ์ผ่านคือ 2 ข้อต้องรวมได้150 เปอร์เซ็นต์ นายได้ 150 เลยผ่านพอดีแต่ถ้าไม่ผ่านต้องมาประเมินกับหมอจิตวิทยาอีก 3 คนหากไม่ผ่านอีกก็ได้แค่ทดลองงานที่นี่เพื่อไปหน่วยราชการอื่น รับหนังสือนี่ไปอ่านอาจจะหนาหน่อยแต่นายต้องทำความเข้าใจให้ดี...... เพราะมันหมายถึงชีวิตนายเป็ข้อมูลแวมไพร์ และชุดเครื่องแบบจะได้พรุ่งนี้แต่ไม่อนุญาตให้นำชุดกลับไปใส่เท่ ๆ ที่บ้านนะชุดพวกคนหน่วยในคือหน่วยที่ทำงานในตึกจะเป็สีขาวล้วน และหน่วยนอกที่ออกไปปฏิบัติงานข้างนอกจะเป็ชุดสีดำล้วน แตกต่างกันอย่างชัดเจนเลย”
เมื่อเขาพูดจบก็กำลังเดินกลับไปที่เก้าอี้ตัวที่เคยนั่งประจำก่อนจะหันหน้ามาหาพายุอีกครั้ง
“เกือบลืม......อีกอย่างที่คอเวลากดที่กระดุมจะเปลี่ยนหน้าตาคนอื่นจะมองไม่เห็นหรอกนะว่านายหน้าตาจริง ๆ เป็ยังไง ยกเว้นคนใส่เสื้อเหมือนกัน มีเลขประจำตัวที่สนับไหล่สิ่งนี้ไว้ป้องกันแวมไพร์สืบหาตัวจริงทุกคนมีชื่อเล่นที่ตั้งใหม่ไว้เรียกกันในหน่วยส่วนมากเป็ชื่อปลอมส่วนหากเวลาปฏิบัติหน้าที่จะเรียกหมายเลขเอา ถ้ามีอะไรก็ถามคนในหน่วยได้นะเด็กใหม่”
พายุกล่าวขอบคุณและขึ้นรถกลับบ้านด้วยความดีใจที่ผ่านมาได้ด้วยดี
“พรุ่งนี้สินะเริ่มงานแล้วฉันต้องค้นหาให้ได้ เื่นั้น…...”
พายุกล่าวระหว่างนั่งรถกลับบ้านในรถเมล์คันสีฟ้า
ตัดมา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
แกรก แกรก
ชายสวมชุดคลุมดำยาวเดินลากผ้าคลุมนั้นไปตามทางทำให้เกิดเสียงลากยาว
ภายในนี้สว่างและสลัวไปด้วยแสงเทียนนับร้อยเล่มที่ปักอยู่เป็วงกลม ตรงกลางห้องเป็โต๊ะกลมมีคนใส่ชุดแบบเดียวกันนั่งอยู่อีก 6 คนมีกลิ่นอับชื้นเหมือนถ้ำที่ไม่ได้มีลมผ่านมานับสิบปีแม้จะมืดสลัวก็เห็นผนังที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมอย่างชัดเจนอยู่ภายในห้องนี้ ชายคนนี้นั่งลงอย่างบรรจงลงบนเก้าอี้พูดคุยกับสมาชิกที่นั่งรายล้อมโต๊ะกลมนั้นว่า
“เอาล่ะตามที่วางแผนตอนนี้เรารู้ตำแหน่งสิ่งนั้นแล้วและเราจะเข้าไปเพื่อปลดปล่อยความทุกข์ทั้งมวลของพี่น้องแวมไพร์ทั้งหลายตอนนี้การต่อสู้เริ่มเดือดดาลไปทั่วโลก ทั้งพี่น้องฝั่งตะวันตก ตะวันออกต่างอยู่อย่างหลบๆ ซ่อน ๆ แต่หากได้สิ่งนั้นละก็เราก็จะมีอำนาจมากขึ้นพรุ่งนี้เราจะลงมือหลังพระอาทิตย์ดับ”
สิ้นเสียงก็ผุดรอยยิ้มของผู้พูดที่เปื้อนไปด้วยเืที่ปากของเขา
พายุกลับมาบ้านแล้วล้มตัวลงนอนสักพักก็ผล็อยหลับไป
“นี่.....นี่ นายน่ะ ชอบตุ๊กตาไหม?”พลันพายุก็มองไปเห็นตุ๊กตาหมีที่เปื้อนเืมองมาที่เขาราวกับมันมีชีวิต
สายตาของมันแดงก่ำ ราวกับเพลิง
พายุสะดุ้งตื่นขึ้น แล้วอุทานออกมาว่า
“เห้อ!! ฝันร้ายอีกแล้ว.....สักวันฉันจะหยุดฝันร้ายนี้ลงให้จงได้”
พูดจบเขาก็ข่มเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่นิทราต่อ