ความมืดมิดเข้าครอบงำ ดวงจันทราลอยตระหง่านสูงขึ้นใจกลางโรงเตี้ยมต้นแขกเทวดา[1] พลทหารยศน้อยยศใหญ่สิบกว่าคนได้รวมตัวกันอยู่ในห้องโถงรอคอยการเตรียมการของเฉินิ
เฉินิเมื่อได้ทานอาหารเย็นจนเสร็จได้หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาเช็ดปาก พร้อมกับมุ่งหน้าเดินลงไปทางชั้นล่าง
เฉินินั่งลงบนที่นั่ง คิดจะเอ่ยปากแต่หวังเิที่ลุกขึ้นอย่างกะทันหันแล้วกล่าว : “องค์ผู้สืบทอดท่านอ๋องมีคำสั่งมาว่า ทัพศัตรูมีกำลังพลมากกว่า อีกทั้งยังมีชัยด้านภูมิประเทศนี่เป็สถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมขององค์ผู้สืบทอดแล้วโปรดทรงขอให้องค์ผู้สืบทอดสลายทัพในส่วนที่เหลือจะให้ท่านอ๋องและท่านแม่ทัพใหญ่เป็ผู้ตัดสินใจในที่นี้มีสารลับที่มีการลงนามของแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋อง”
หวังเิกล่าวจบ ก็ยื่นสารลับที่อยู่ในมือออกไป
นี่ล้วนแต่จัดการเอาไว้เป็อย่างดีแล้ว แต่จะให้ข้าสลายทัพงั้นหรือ ? หากว่าข้าสลายทัพในครั้งนี้แล้วเช่นนั้นภารกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมตัวตายตัวแทนก็มิใช่ว่าที่ทำมาต้องสูญเปล่าไปจนหมดสิ้นแล้วหรอกหรือ?ไม่แปลกใจเลยที่เป็ภารกิจท้าทายเนื้อเื่หากว่าไม่มีความยากอยู่บ้างมีหรือที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงดวงชะตาตัวตายตัวแทนได้กันเล่า
เฉินิรับสารลับ แต่หาได้เปิดอ่านไม่เพียงใช้นิ้วทั้งสองข้างคีบสารลับเอาไว้แล้ววางไว้บนเปลวเทียนจนลุกไหม้ขึ้นมาในทันทีเปลวเทียนเผาสารลับที่อยู่เบื้องหน้าหลือเพียงแค่ขี้เถ้าเฉินิสาดแววตาเป็ประกายหันไปมองอยู่รอบหนึ่ง กล่าววาจาที่น่าเหลือเชื่อออกมาว่า: “บางวาระ ก็มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร!”
เฉินิหันไปมองเหล่าพลทหารที่อยู่ในห้อง หัวเราะแล้วกล่าว :“ข้าเองก็ไม่กลัวที่จะบอกต่อพวกเ้า ตำหนักคร่าชีวิตซึ่งมีทัพใหญ่สิบหมื่นอยู่นี้และด้านพวกเรา มีเพียงทัพใหญ่สามหมื่น ทั้งอีกฝ่าย ยังมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศสุสานเจียงหวังเองถือเป็พื้นที่ง่ายต่อการป้องกัน ยากที่จะบุกโจมตีผู้ใดไม่เต็มใจจะต้องรับคำสั่งจากข้า สามารถลุกออกไปได้เลย”
เหล่าพลทหารล้วนแต่หันหน้าสบตามองกันแต่กลับหาได้กล่าวออกมาแม้สักคำเดียว หาญกล้าใช้แต่เพียงสายตาในการสนทนากัน เมื่อผ่านไปได้สักพักในที่สุดก็ได้มีพลทหารในชุดสีขาวยืนขึ้น ผสานมือแล้วกล่าว :“อีกฝ่ายมีทัพใหญ่สิบหมื่น พวกเรามีเพียงแค่สามหมื่นทั้งอีกฝ่ายยังได้เปรียบด้านภูมิประเทศ หากเราบุกโจมตีย่อมไม่ต่างอะไรไปจากการหาที่ตาย โปรดยกโทษที่ข้าไม่อาจรับใช้ท่านได้!”
กล่าวจบ พลทหารชุดขาวที่ลุกขึ้นยืนผู้นี้ ก็หันกายเดินจากไป
ในเวลาที่พลทหารชุดขาวผู้นี้เดินมาถึงยังปากทางเข้าโรงเตี้ยมเฉินิพลิกมือกระตุ้นเคล็ดวิชากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่อยู่บนแผ่นหลังก็ได้มาอยู่ภายในมือ ตวัดขึ้นกลางเวหากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์สาดประกายแสงตวัดผ่านร่างสีขาวไปได้ยินเพียงเสียงดังพรวดออกมา พลทหารชุดขาวผู้นั้นก็ได้ล้มลงไปกองกับพื้น
เหล่าพลทหารที่อยู่ภายในห้องต่างเผยสีหน้าใร่างกายสั่นระริกขึ้นเล็กน้อย ไม่แปลกใจเลยที่เป็หลานชายของผู้สำเร็จราชการถึงกับมีความโเี้เด็ดขาดได้เยี่ยงผู้สำเร็จราชการ
เฉินิที่เดินมาถึงยังปากทางเข้าโรงเตี้ยมยื่นมือเข้าไปหยิบกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยเืโลหิตแล้วหยิบอาภรณ์สีขาวของพลทหารชุดขาวขึ้นมาเพื่อเช็ดคราบเืบนกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เฉินิหันกลับมายิ้มให้กับเหล่าพลทหารที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมเผยรอยยิ้มของผู้ล่าออกมาอย่างน่าหวาดกลัว : “ยังมีผู้ใดคิดที่จะไปอีกหรือไม่? หากคิดที่จะไปก็รีบหน่อยจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาให้ข้าต้องมาเช็ดกระบี่อีกครั้งทัพพยัคฆ์เหินยังมีพลทหารอีกไม่น้อยที่อยากจะสู้ศึก แค่ตายไปสิบกว่าคนย่อมไม่ส่งผลกระทบอะไร แม้ว่าการบุกเข้าตำหนักคร่าชีวิตจะมีแต่ความตายเพียงสายเดียวแต่หากตอนนี้คิดจะหนีเพราะรักตัวกลัวตายข้าย่อมสามารถส่งพวกเ้าให้ตายเร็วขึ้นได้”
การคุกคามจิตใจด้วยคำพูดที่เสมือนดั่งสุดแผนที่มีดปรากฏ[2] เหล่าพลทหารมีอย่างที่ไหนจะกล้านั่งเฉยได้อีกพลทหารนายหนึ่งรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวขึ้นว่า : “องค์ผู้สืบทอดคือทัพม้าหน้าคำสั่งขององค์ผู้สืบทอด ข้าน้อยจะพยายามให้ถึงที่สุด แม้ต้องถวายชีวิตก็ตาม!”
ความหมายของเฉินินั้นเป็ที่ชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว หากไม่ตายในตอนนี้ก็จงตามเขาบุกโจมตีตำหนักคร่าชีวิตที่เป็หนทางรอดเพียงสายต่อให้พวกเขาทั้งหมดบุกเข้าสังหารเฉินิพร้อมกันก็ไม่แน่ว่าจะสามารถจัดการกับเฉินิได้ อีกทั้งเฉินิยังมีองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยให้การอารักขาหากบุกไปก็มีแต่ต้องตายมิใช่หรอกหรือ ? อีกทั้งต่อให้สามารถหลบหนีไปได้แล้วแจ้งเื่ต่อผู้สำเร็จราชการและแม่ทัพใหญ่ คาดว่าพวกท่านคงจะหาได้ใส่ใจไมคิดหรือว่าท่านอ๋องจะลงโทษผู้ที่เป็บุตรหลานอย่างเฉินิผู้นี้ได้ลงคอ? พวกเขามีแต่ต้องยอมเป็หมากของเฉินิ อย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพลทหารนายหนึ่งแสดงความเห็นออกมาอย่างชัดเจนพลทหารคนอื่นเองย่อมจะเลียนแบบทำตาม พากันลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วคลุกเข่าหันไปกล่าวต่อเฉินิ : “องค์ผู้สืบทอดคือทัพม้าหน้าคำสั่งขององค์ผู้สืบทอด ข้าน้อยจะพยายามให้ถึงที่สุด แม้ต้องถวายชีวิตก็ตาม!”
เฉินิพยักหน้า แล้วกล่าว : “ยอดมาก!”
เฉินิเดินกลับไปยังที่นั่งของตนเองเมื่อนั่งลงแล้วก็หันไปมองหวังเิ :“หวังเิจงสั่งการนายทัพทั้งสามสิบนายให้ทำตามแผนยุทธการอย่าได้มัวเสียเวลาอีก!”
เมื่อหวังเิเห็นว่าเฉินิสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ก็ได้ฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา เพียงผสานมือคารวะแล้วกล่าว : “ข้าผู้ใต้บังคับบัญชาน้อมรับคำสั่ง!”
กล่าวจบ ก็ได้ไปสั่งการต่อนายทัพ
เฉินิกล่าวสั่งการต่อ : “สามวันให้หลังข้าจะให้พวกเ้าไปรวมพลอยู่ทางเข้าปากน้ำเต้ากันทั้งหมดสองหมื่นนายส่วนอีกหนึ่งหมื่นนาย จงไปรวบรวมน้ำมันเชื้อเพลิงมาให้หมดแยกย้ายกันโอบล้อมสุสานเจียงหวังรอคำสั่งจากข้าสั่งการให้สายลับที่อยู่ภายในตำหนักคร่าชีวิต หลังจากที่ข้าได้เตรียมการจนพร้อมจงทำลายอุโมงค์ที่อยู่ภายในตำหนักคร่าชีวิตแม้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามหลังจากที่ภารกิจสำเร็จก็จงส่งสัญญาณรายงานกลับมาในทันทีเราจักบุกทะลวงผ่านช่องปากน้ำเต้าไป”
เมื่อเฉินิสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว ก็พบว่าพลทหารเหล่านี้มีปฏิกิริยาจึงได้เอ่ยถามขึ้นในทันที : “เข้าใจแล้วหรือไม่?”
เหล่าพลทหารจึงพากันผสานมือแล้วกล่าว : “พวกข้าจะรีบจัดการทันที!”
หวังเิถึงแม้จะไปออกคำสั่งกับนายทัพแล้วทว่าก็ยังคงได้รายงานข้อมูลที่เฉินิยังคงยืนกรานจะบุกโจมตีต่อไปให้แก่เฉินยวีหู่และอ๋องเฒ่าทราบเฉินิที่ทราบข่าวหาได้สนใจไม่ บัดนี้ยังมีเื่ที่สำคัญกว่าให้กระทำรอคอยจนพระบิดาของเขาทราบข่าวนี้ เกรงว่าคงจะเกิดการปะทะกันมาบ้าง
หลังจากนั้นสามวัน ค่ำคืนที่รอคอยได้ย่างกรายมาถึง
ณ จวนผู้สำเร็จราชการ
อ๋องเฒ่าที่สวมเอาไว้ด้วยอาภรณ์สีดำเดินเข้าจวนผู้สำเร็จราชการทว่าพึ่งจะเดินเข้าสู่ห้องโถง ก็ได้โยนเสื้อคลุมดำบนร่างกองไว้บนพื้น :“เกิดอะไรขึ้นกันอีก นี่เป็ครั้งที่สองแล้วนะ ครั้งที่สองแล้ว! เฉินยวีหู่เ้าจะต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า!”
เฉินยวีหู่เองก็อับจนปัญญา เ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้เมื่อไม่เชื่อฟังแล้วยังต้องมาให้ตัวข้าคอยเช็ดก้นให้อีก : “พระบิดาิเอ๋อได้ทำการเผาสารลับที่พวกเราส่งไป ต่อหน้าพลทหารทั้งหมดอีกทั้งยังบอกด้วยว่า บางวาระ มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร”
อ๋องเฒ่ายื่นมือลูบไปที่หนวดเครา ยิ้มแล้วกล่าว : “บางวาระก็มิควรเคลื่อนทัพบนเส้นทางที่มิควร[3] เด็กคนนี้ช่างคล้ายกับข้าในตอนที่ยังเยาว์วัยนัก สมกับเป็คนของตระกูลเฉินช้าก่อน เ้าบอกว่าเขาคิดที่จะขัดขืนคำสั่งงั้นหรือ!”
เฉินยวีหู่พยักหน้าอย่างอับจนปัญญา
อ๋องเฒ่าเดือดดาลจนโพล่งขึ้นว่า : “เ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้คิดที่จะพลิกฟ้ากันแล้วหรือไง รีบส่งคนไปเร็ว ไม่ว่าจะเป็เช่นไรจะต้องพาตัวเ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้กลับมาในสภาพที่ครบสบบูรณ์ให้ได้!”
เฉินยวีหู่กล่าว :“ข้าได้มอบหมายให้องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยยี่สิบนายที่เหลืออยู่ออกไปกันแล้วอีกทั้งยังได้ออกคำสั่งให้ทัพพยัคฆ์เหินทั้งหมดมุ่งหน้าไปช่วยเหลือในละแวกใกล้กับจุดรวมพลที่สุสานเจียนหวังเกรงแต่ว่าไพร่พลของเราจะไปไม่ทันยามที่ิเอ๋อได้เข้าปะทะกับพวกมันที่ข้าเชิญพระบิดามา เพียงแต่้าที่จะรายงานข้อมูลนี้ให้พระบิดาทราบ”
อ๋องเฒ่ากำหมัดข้างขวาเอาไว้แน่น จนเกิดเสียงดังกร๊อบขึ้น :“ข้าเฉินหวังผู้นี้อาจต้องสิ้นทายาท! เ้าหลานเนรคุณ!”
ที่ด้านนอกสุสานเจียงหวัง เฉินินั่งอยู่บนหลังพยัคฆ์ตนหนึ่งพบเห็นเงาดำทะยานออกมาจากใจกลางป่าทึบ พร้อมกับคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้าเฉินิผสานมือแล้วกล่าว : “ใต้เท้า เย่หยิง[4]ได้ลงมือทำลายอุโมงค์แล้ว!”
เฉินิพยักหน้า หยิบแผนที่ออกมา พร้อมทั้งให้พลทหารที่อยู่โดยรอบหลายนายเข้ามาใกล้ยื่นมือตวัดตรงปากน้ำเต้าจนเป็เส้นโค้ง แล้วกล่าว :“รีบนำไม้ฟืนเหล่านี้ผูกเข้าด้วยกันโดยเร็วที่สุด จงไปจัดการในทันที!”
เหล่าพลทหารทั้งหมดล้วนแต่ไม่อาจที่จะทราบแผนการของเฉินิได้แต่ว่าตอนนี้ ศรธนูได้ขึ้นสายแล้ว จึงจำต้องยิงออกไปเท่านั้นพายกมือขึ้นคารวะแล้วกล่าว : “น้อมรับคำสั่ง!”
.
.
.
.
[1]เป็พืชชนิดหนึ่งใบเป็รูปหัวใจ
[2]แผนการแตกไม่สามารถปกปิดได้
[3]เป็ภาษาโบราณตามตำราพิชัยาซูนวู
[4] นกเค้าแมว