Ep 008 :: เมิ่งกุ้ยเฟย
หลายเดือนต่อมา...
“ท่านแม่”
เด็กสาววิ่งเข้าไปซุกตักของมารดาที่นั่งปักผ้าอยู่ หัวเล็ก ๆ ถูไถไปมากับตักนุ่มนิ่มอย่างออดอ้อน เพราะบิดาจำต้องทำงานและพี่ชายจำต้องร่ำเรียน ดังนั้นเวลาว่างจากการร่ำเรียนอันแสนหนักหน่วงของธิดาคนเดียวในจวนแม่ทัพจึงมักจะขลุกอยู่กับผู้เป็มารดาเสียส่วนใหญ่
“ปิงเอ๋อร์ เรียนดนตรีเสร็จแล้วหรือ?”
“เ้าค่ะ บทเรียนวันนี้ง่ายมากเลย”
ดรุณีน้อยเอ่ยตอบมารดาด้วยรอยยิ้มคล้ายรอยยิ้มของผู้เป็แม่ ใบหน้าของมารดาทั้งงดงามและอ่อนหวาน เฟิ่งปิงได้รับส่วนดีของมารดานั้นมาเต็มเปี่ยม แต่ในขณะเดียวกันนางก็ได้เค้าโครงของความคมเข้มของบิดามาส่วนหนึ่ง ทำให้นางไม่ดูอ่อนแอและบอบบางจนเกินไป กลับกันนางงดงามอย่างเข้มแข็ง...
...คล้ายลูกหงส์ขาวพิสุทธิ์ผู้สูงศักดิ์ที่เติบโตบนทุ่งเหมันต์
“ปิงเอ๋อร์ของแม่เก่งที่สุดเลยจ้ะ”
“แหะ ๆ ว่าแต่ท่านแม่เรียกลูกมามีอะไรหรือเปล่าเ้าคะ?”
หงเหลียนฮวายกมือนิ่มมาลูบแก้มนุ่มเบา ๆ ั์ตาหวานฉายแววรักใคร่อันแสนอ่อนโยน แต่แล้วนางก็กัดริมฝีปากแน่นด้วยความทุกข์ระทม นางหลุบตาต่ำซ่อนความลำบากใจไว้ภายใน ก่อนจะเอ่ยปาก
“พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยอยากพบเ้า ...เ้ารู้ความหมายที่แม่จะสื่อใช่มั้ย?”
“...”
“พรุ่งนี้...เ้าต้องเข้าวังกับแม่”
เฟิ่งปิงเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดมารดาถึงทำท่าทางเช่นนั้น
ั้แ่คลอดนางหงเหลียนฮวาก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงจึงไม่ได้ไปออกงานที่ไหน เฟิ่งปิงที่ยังเล็กเลยไม่จำเป็ต้องไปโชว์ตัวที่ใดเช่นกัน เพราะเหตุนั้นคนเลยไม่ค่อยรู้จักนางมากนัก แต่ถึงจะเป็แบบนั้นนักฆ่าก็ยังแวะเวียนมาไม่หยุดหย่อน แม่สื่อเองก็มีมาเป็ประปราย
ยิ่งครั้งล่าสุดที่พวกมันแฝงตัวเข้ามาถึงจวนของนางทำให้นายทหารเสียชีวิตและนางเกือบเสียทีถูกจับตัวไป บิดาจึงมอบองครักษ์เงาไว้คอยปกป้องนางถึงสามคน แน่นอนว่าคนเ่าั้เป็มือดีที่แม่ทัพใหญ่ยิ่งกว่าไว้วางใจอย่างมาก
นางในเวลานี้อายุยังไม่เจ็ดปีดี หลีกหนีมาช้านานในที่สุดหนึ่งในฐานอำนาจใหญ่ในวังหลังจู่ ๆ ก็้าพบตัว เหตุใดจึงจะเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่าย้าอะไร
“เทียบเชิญจากพระสนม อย่างไรเสียแม่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ...แม่ขอโทษนะลูก”
“เด็กธรรมดาเช่นลูกพระสนมคงไม่สนใจมากนักหรอกเ้าค่ะ”
หรือง่าย ๆ ก็คือหยางเฟิ่งปิงจะแกล้งทำตัวเป็เพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา ไม่ใช่เด็กที่เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นบู๊ หลักกุลสตรีและเื่ราวต่าง ๆ เช่นตอนนี้
รอยยิ้มกว้างไม่ใส่ใจของธิดา คนเป็แม่มีหรือจะไม่รู้ว่านางกำลังปลอบโยนตน ธิดาที่ชาญฉลาดถึงเพียงนี้ นางภูมิใจยิ่งนัก
เพียงศักดิ์ฐานะธิดาคนเดียวของจวนแม่ทัพเหล่าขุนนางก็พากัน้าตัวนางแล้ว หากผู้อื่นรู้ว่าเนื้อแท้ของนางหาได้มีเพียงอำนาจที่หนุนหลังอยู่แต่ยังมีศักยภาพเลิศล้ำเหนือผู้ใด หงเหลียนฮวาไม่อยากแม้แต่จะคิดเลยว่าเมื่อเติบใหญ่ธิดาของนางจะต้องพบเจอสิ่งใด
“แม่รู้ จำไว้นะต่อหน้าเมิ่งกุ้ยเฟยนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามหลุดเด็ดขาดนะ”
“เ้าค่ะ”
วันต่อมา
หยางเฟิ่งปิงถูกสุ่ยหลิว (ที่พยายามจนภรรยาพ่อบ้านเฉินมอบตำแหน่งสาวใช้ส่วนตัวให้เมื่อเดือนก่อน) ปลุกให้ตื่นั้แ่อาทิตย์ยังไม่ทันแตะขอบฟ้าเพื่อขัดศรีฉวีวรรณให้ทั่วตัว
นางต้องโบกแป้งผัดหน้าเพื่อเคารพสถานที่และผู้เชิญ ต้องสวมชุดพิธีการที่หนาหนักไม่สมตัว ยังดีที่ผมเพียงผูกให้น่ารักน่าชังเท่านั้น เพราะยังเป็เพียงเทียบเชิญส่วนตัวหาใช่งานเลี้ยงยุ่งยาก
...แต่กว่าจะได้ฤกษ์ไปก็พระอาทิตย์ส่องกลางศีรษะ
“พี่สุ่ยหลิว โบกแป้งให้บางกว่านี้หน่อยเถิด”
“นี่บางมากแล้วนะเ้าคะคุณหนู”
นางได้แต่ท้วงอยู่ในใจว่านี่บางแล้วใช่หรือไม่?
เหตุไฉนแป้งบนหน้าถึงหนาสามนิ้วเล่า เครื่องสำอางโบราณช่างด้อยคุณภาพยิ่งนัก
(...ว่าแล้วก็แอบหยิบผ้าขาวมาเช็ดออกไปแบบเนียน ๆ)
“พี่อยู่ที่จวนเถิด ไว้ทำขนมรอข้ากลับมาด้วยนะ”
“รับทราบเ้าค่ะคุณหนู”
…
“ท่านไห่ ท่างเถิง ท่านเปียว พวกท่านสามารถลักลอบเข้าไปในวังหลวงพร้อมข้าได้หรือไม่?”
“หน้าที่ของพวกข้าคือคอยปกป้องท่าน ไม่ว่าจะเป็ที่ไหนขอรับ”
เสียงทุ้มเอ่ยตอบเบา ๆ ลอยมาตามสายลม
“...ขอบคุณพวกท่านมาก”
ท่านไห่ ท่านเถิง และท่านเปียวเป็องครักษ์เงาที่บิดามอบให้นางเป็พิเศษคอยติดตามนางในที่ลับไม่เผยตัว ขึ้นตรงต่อนางแต่เพียงผู้เดียว ทั้งยังเป็ผู้มากฝีมือ คนเพียงสามคนสามารถจัดการคนได้มากกว่ายี่สิบคนด้วยซ้ำ ยังมีองครักษ์ธรรมดาอีกสองคอยประกบนางไม่ห่างกายในที่แจ้ง
“เหตุใดข้าจึงสังหรณ์ไม่ดีนัก แต่ช่างเถิด...”
ดรุณีเดินไปขึ้นรถม้าหน้าจวนพร้อมมารดา โดยมีบรรดาสาวใช้ยืนส่งจนกระทั่งรถม้าลับสายตา มีเพียงสาวใช้คนสนิทของมารดาคนเดียวเท่านั้นที่ติดตามไปรับใช้ กับนายทหารที่ตามมาคุ้มกันไม่กี่คน
คนขับรถม้าบังคับให้รถเคลื่อนเข้าสู่วังหลวงได้โดยไม่มีสิ่งใดผิดพลาด หลังจากทนนั่งรถม้าที่ชวนเมาได้พักใหญ่ กำแพงวังสูงใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตา คนขับรถม้ายื่นเทียบเชิญให้นายทหารองครักษ์พร้อมกับตราประจำจวนแม่ทัพ
“หยางฮูหยินและคุณหนูน้อยมาตามเทียบเชิญของพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยขอรับ”
“ให้เข้าไปได้”
ผ่านไปอีกสักครู่ รถม้าก็หยุดสนิทเนื่องจากเข้าเขตพระราชวังที่จำเป็ต้องเดินเท้าแล้ว จุดนี้คนนอกจำเป็ต้องรออยู่ด้านนอก ไม่ไกลมีนางกำนัลและขันทีของพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยออกมายืนรอรับมารดาและนางอยู่
…
เมื่อผ่านพ้นการเดินอันยาวนาน มารดาและนางจึงมาหยุดยืนหน้าตำหนักที่ใหญ่โตและวิจิตรงดงามเป็อันดับสองของตำหนักใน รอบข้างตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพรรณ สระบัวกว้าง ศาลาเก้งน้อยสลักลายวิจิตรสวยงามไม่ต่างจากประตูตำหนัก
“พระสนม หยางฮูหยินและคุณหนูหยางมาถึงแล้วเพคะ”
สิ้นเสียงบอก ประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมนางกำนัลผู้หนึ่งที่เข้ามาเชื้อเชิญให้สองแม่ลูกเดินตามเข้าไปด้านใน
หญิงสาวหน้าตาสะสวยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายดอกเหมยสีขาวนั่งอยู่บนโต๊ะไม้กลางห้อง ดวงหน้าหวานแต่งแต้มแต่พองาม ดวงตาดอกท้อหวานฉ่ำหลุบลงต่ำ เกล้าผมสูงปักปิ่นหยกมันแพะเนื้อดีสวยสง่าเป็ธรรมชาติน่ามอง ท่วงท่ายกจอกชาขึ้นจิบนั้นมีเสน่ห์จนแทบไม่อาจละสายตาได้
...สมควรกับตำแหน่งสูงศักดิ์เช่นกุ้ยเฟยยิ่ง งดงามเพียงนี้ฮ่องเต้ก็คงลุ่มหลงไม่น้อย
“หงเหลียนฮวา ถวายพระพรพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยเพคะ”
“...อะ หยางเฟิ่งปิง ถวายพระพรพระสนมเพคะ”
เฟิ่งปิงยอบกายลงทำท่าทำความเคารพตามมารดาได้อย่างสวยงาม เพียงแต่ติดลอกแล่กนิดหน่อยให้สมกับเด็กที่ไม่เคยเข้าวังมาพบพิธีการใด ๆ มาก่อน
ในระหว่างยอบกายค้างนิ่ง นางก็รู้สึกถึงสายตาคมปลาบที่มองนางอย่างประเมินผ้าแพรสักผืนกำลังมองนางั้แ่หัวจรดเท้า
“ลุกขึ้นเถิด ฮวาเอ๋อร์ เ้ากับข้าก็หาใช่คนอื่นไกล อย่าได้มีพิธีรีตองใด ๆ เลย”
น้ำเสียงของเมิ่งกุ้ยเฟยนั้นใสกระจ่างปานสายน้ำฉ่ำเย็น ไม่มีวี่แววกดดันหรือวางอำนาจ ซ้ำนางยังลุกขึ้นมาประคองให้คนทั้งคู่ลุกขึ้นด้วยตัวเองอีกด้วย
“เวลานี้หาใช่สมัยเด็กไม่ พระสนมเองก็มีฐานะสูงศักดิ์ หม่อมฉันมิอาจล่วงเกินพระสนมเพคะ”
“เช่นนั้นข้าขอสั่งเ้าว่าให้ทำกิริยากับข้าเช่นเดิม”
“...แต่”
“ไหนว่ามิอาจอย่างไรเล่า?”
“เ้าค่ะ พี่หญิง”
หงเหลียนฮวายิ้มบางตามสตรีสูงศักดิ์ที่ส่งยิ้มมาให้นางไม่ต่างกัน
เมิ่งกุ้ยเฟย หรือ ‘เมิ่งเจียวเหม่ย’ ตามคำบอกเล่าของมารดา ทั้งสองเคยเป็เพื่อนเล่นกันยามทั้งคู่ยังเด็ก ตามจริงมารดาสมควรได้เป็หนึ่งในนางสนมของฮ่องเต้เช่นกัน แต่เป็เพราะได้พบเจอกับบิดาแล้วเกิดรักใคร่ จึงได้แต่งเข้าจวนแม่ทัพเสียก่อน
ซึ่งก็คงนับว่าดีแล้วกระมัง มิเช่นนั้นความสัมพันธ์ฉันท์มิตรสหายระหว่างหงเหลียนฮวาและเมิ่งเจียวเหม่ยคงจะยิ่งกว่าพังทลายไปเพราะานางในนานแล้ว
“อย่ามัวแต่ยืนคุยเลย นั่งเถิด ๆ”
เมิ่งกุ้ยเฟยจับจูงมือของหงเหลียนฮวาให้มานั่งที่โต๊ะเคียงข้างนาง โดยไม่ลืมส่งสายตาบอกให้น้องสาวจับจูงบุตรสาวให้เดินตามมาด้วยกัน
“บุตรสาวของเ้า น่ารักตามข่าวลือที่ได้ยินมาเลยนะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”
เมื่อบทสนทนาเบนเข้าหาตัว เด็กสาวแสร้งสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มหวานตอบกลับเสียงใสอย่างเด็กน้อยวัยแรกรุ่นที่กำลังน่ารักน่าชัง
“...งดงามยิ่ง”
เมิ่งกุ้ยเฟยพึมพำ จับจ้องเด็กสาวตาไม่กะพริบ เค้าโครงหน้าตาเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ อนาคตย่อมต้องกลายเป็สาวงามอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
“พี่หญิงถึงขนาดส่งขนาดเทียบเชิญให้ข้า ไม่ทราบว่ามีเื่เร่งด่วนอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่เ้าคะ?”
“ได้ยินว่าฮวาเอ๋อร์มิใคร่สบายดีเท่าใดนัก ข้าจึงอยากพบเ้าเป็การส่วนตัวเท่านั้นเอง เสียก็แต่ข้าไม่สามารถออกไปพบเ้าได้จึงได้แต่ขอให้เ้าเข้าวังมาพบข้า ทำให้ฮวาเอ๋อร์ลำบากเสียแล้ว”
“หามิได้เ้าค่ะ ความหวังดีของพี่หญิงฮวาเอ๋อร์ซาบซึ้งยิ่งนักเ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงแอบแค่นหัวเราะในใจโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ใครเล่าไม่รู้ว่าสตรีในวังหลังนั้นเต็มไปด้วยพิษรอบกาย เมิ่งกุ้ยเฟยก็ช่างเสแสร้งได้เก่งกาจยิ่ง เป็ห่วงสุขภาพของมารดาเพียงส่งยาบำรุงไปให้ก็เพียงพอ เหตุใดจำต้องตามนางมาหาถึงในวัง ซ้ำยังมิยอมให้นั่งเกี้ยวมายังตำหนักตน คิดจะแสดงอำนาจก็ไม่น่าแสดงความโง่งมเช่นนี้เลย
“ปิงเอ๋อร์ เวลานี้เ้าอายุเท่าใดแล้ว?”
“ทูลพระสนม เจ็ดปีแล้วเพคะ”
“งั้นหรือ บุตรชายข้าก็ใกล้จะสิบสี่แล้วเช่นกัน” เมิ่งกุ้ยเฟยว่าเป็นัย สตรีสูงศักดิ์จ้องมองเด็กน้อยอย่างกดดัน “ปิงเอ๋อร์ สนใจจะไปเดินเล่นในสวนหน่อยหรือไม่?”
โดนไล่ทางอ้อมเช่นนี้จะอยู่ทำไมเล่า เฟิ่งปิงลุกพรวด ยอบกายลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสาวเท้าวิ่งแจ้นไปยังนอกประตู
“ได้หรือเพคะ! ขอบพระทัยพระสนม!”
“เดี๋ยวเถอะปิงเอ๋อร์!” ผู้เป็มารดาแหวไล่หลัง หงเหลียนฮวาแสร้งส่ายศีรษะอย่างจนใจ “ขออภัยพี่หญิง ที่นางไม่ใคร่จะมีมารยาทสักเท่าใดนัก”
“เด็กกำลังโต ข้าไม่ถือสาหรอก” เมิ่งกุ้ยเฟยยิ้มพลางยกชาขึ้นจิบ “เ้าก็ดื่มสิ”
“ขอบพระทัยพี่หญิง”
“ชอบหรือไม่ หากชอบเ้าจะนำกลับไปบ้างก็ได้นะ”
“พี่หญิง...้าสนทนาเื่ใดกับฮวาเอ๋อร์รึเ้าคะ ปิงเอ๋อร์ก็มิได้อยู่ตรงนี้แล้ว หากท่าน้าจะพูดอะไรก็อย่าได้อ้อมค้อมอีกเลย”
หงเลียนฮวาวางจอกชาที่ยังไม่ทันจิบลง ดวงตาใสกระจ่างจับจ้องไปยังสตรีสูงศักดิ์เบื้องหน้า เมิ่งกุ้ยเฟยรับรู้ถึงสายตานั้น นางวางจอกชาลงพลางหัวเราะเบา ๆ
“หึ ๆ ฮวาเอ๋อร์ เ้าช่างใจร้อนยิ่ง”
“หากเป็เื่ของบุตรี มีมารดาที่ใดเล่าจะไม่กระวนกระวาย”
เมิ่งกุ้ยเฟยเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยตอบเนิบช้า
“งั้นตอบเ้าตามตรง ข้า้าหมั้นหมายนางให้แก่บุตรชายข้า ให้นางได้เป็ว่าที่พระชายา”
“ปิงเอ๋อร์ยังพึ่งอายุเพียงเจ็ดปีเท่านั้นนะเ้าคะ”
“ถึงได้เป็หมั้นหมายแทนตบแต่งอย่างไรเล่า เพียงแต่เมื่อนางถึงวัยปักปิ่น การแต่งงานจะเริ่มขึ้นทันที”
“ปิงเอ๋อร์เป็เด็กที่ไม่ค่อยมีมารยาทและหาได้ฉลาดเฉลียวแต่อย่างใด ข้าคิดว่านางคงไม่เหมาะเป็พระชายาในองค์ชาย ตบแต่งเข้าราชวงศ์หรอกเ้าค่ะ”
“เื่กิริยาน่ะฝึกสอนกันได้ อีกอย่างเ้าเองก็รู้ดีว่าเป้าหมายของข้าอยู่ที่ใด...”
เมิ่งกุ้ยเฟยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจคำทัดทาน นางกดเสียงลงต่ำก่อนจะจ้องตาคู่สนทนาคล้ายงูที่จ้องจะฉกเหยื่อ หงเหลียนฮวาแค่นเสียงหัวเราะก่อนจะตอบเชิงยิ้มหยัน
“...อำนาจเื้ัของนาง ทั้งจวนแม่ทัพและจวนราชครูที่ฮ่องเต้ทรงให้เกียรติมากเป็พิเศษ”
“ถูกต้อง”
“เพราะเหตุนั้นพี่หญิง...ไม่สิ พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยถึงลดตัวส่งเทียบเชิญเพื่อให้หม่อมฉันเข้าพบสินะเพคะ”
“หาใช่ลดตัวไม่ เ้าเป็ถึงดวงใจของท่านแม่ทัพผู้เปรียบเป็ดั่งพยัคฆ์ร้ายคอยปกป้องฉิน ฐานะของเ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าสักเท่าไหร่หรอก”
“ในฐานะของมารดา ถึงแม้บุรุษผู้นั้นจะเป็ถึงองค์ชาย แต่หากบุตรสาวไร้ใจรักใคร่ ข้าก็จะไม่มีวันบังคับนาง”
น้ำเสียงจริงจังไร้ความลังเลของหงเหลียนฮวาไม่ได้ทำให้เมิ่งกุ้ยเฟยเปลี่ยนสีหน้า กลับกัน...นางเชิดหน้าขึ้นอย่างสตรีสูงศักดิ์ กดสายตามองต่ำเช่นมองคู่สนทนาเป็เพียงมดปลวก
“เพื่อให้บุตรชายของเปิ่นกงได้ตำแหน่งองค์รัชทายาท ไม่ว่าสิ่งใดเปิ่นกงก็พร้อมจะสนับสนุน”
“...”
“ที่เปิ่นกงเชิญเ้ามาพูดคุยเพียงเพื่อสอบถามว่าเ้าจะหมั้นหมายเมื่อใด หาได้ถามความสมัครใจของพวกเ้าไม่”
ภายใต้ร่างที่บอบบางอ่อนแออมโรค แต่หงเหลียนฮวาผู้ซึ่งเป็ถึงดวงใจของแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตจตุรทิศแห่งแคว้นฉิน จิตใจนางหาได้อ่อนแอไม่ ยามที่ถูกกดดันในเื่ของบุตรธิดาที่เป็ดั่งดวงใจของตนเอง
...นางไม่มีวันพ่าย!
คล้ายบรรยากาศรอบข้างจะเย็นเยียบลง น้ำเสียงหวานใสกดต่ำหนาวจับขั้วหัวใจ หงเหลียนฮวาเอ่ยอย่างเนิบช้าแต่ไม่ขาดตอน
“พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์ ไม่ทราบว่าพระสนมเคยได้ยินหรือไม่ ลูกเป็ดั่งดวงใจของบิดามารดา ...บุพการีพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลูก ไม่ต่างจากที่พระสนมพร้อมสนับสนุนบุตรชาย”
“...”
“หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ต้องเสียมารยาทกราบเรียนตามตรง พระสนมกล่าวถูกแล้วที่ว่าสวามีของหม่อมฉันเป็ดั่งพยัคฆ์ร้าย เช่นนั้นหากพระสนมคิดจะแตะต้องดวงใจของพยัคฆ์ตัวนั้น...”
“...”
“พระสนมก็ควรจะพร้อมรับผลที่ตามมาเช่นกัน ...ทั้งตัวหม่อมฉันและสวามีจะมิยอมให้พระสนมสมหวังง่าย ๆ หรอกเพคะ”