บทที่ 3 ปิดบัง
ณ บ้านสกุลจางที่เงียบงัน แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์สาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าพ่อแม่และพี่ชายของจางเหยี่ยนอี้ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานตลอดทั้งวันทว่าความเหนื่อยล้าเ่าั้พลันมลายหายไป เมื่อพบกับความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่วบ้าน
“เหยี่ยนอี้ พ่อกับแม่กลับมาแล้ว”
จางหยุนผิงผู้เป็แม่ะโเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงสดใส แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
จางลี่หยางผู้เป็พ่อขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ปกติลูกต้องออกมาหาเรานี่นา”
จางจื่อหานพี่ชายกวาดตามองรอบบ้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“น้องรองอาจจะอยู่ในห้องครัวเดี๋ยวข้าเข้าไปดูขอรับ”
ทั้งสามเดินสำรวจไปทั่วบ้าน เริ่มจากห้องโถงภายในบ้านที่ยังคงเป็ระเบียบเรียบร้อยตามด้วยห้องครัวที่ไม่มีร่องรอยของการใช้งาน จากนั้นจึงตรงไปยังห้องนอนของลูกสาว
“เหยี่ยนอี้ ลูกอยู่ไหน”
ผู้เป็แม่เริ่มร้อนใจเมื่อเปิดประตูห้องนอนก็พบเพียงความว่างเปล่า เตียงนอนถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยโต๊ะเขียนหนังสือไม่มีร่องรอยการใช้งาน ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนี้
ผู้เป็พ่อเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง สายตาจับจ้องไปยังรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนโต๊ะกินข้าวที่ยังไม่มีร่องรอยของการใช้สอย
“ลูกออกไปเก็บผักข้างนอกหรือเปล่า”
ผู้เป็แม่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ผู้เป็พ่อส่ายหน้า
“ไม่มีร่องรอยว่าเหยี่ยนอี้เข้ามาในบ้านด้วยซ้ำ
“ในครัวก็ไม่เห็นน้องรองขอรับ”
เสียงของลูกชาย ยิ่งตอกย้ำว่าเหยี่ยนอี้หายไปจากบ้านจริงๆ
ความกังวลเริ่มกัดกินหัวใจของพวกเขา
“หรือว่า”
ผู้เป็แม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“ท่านพี่หรือว่าอี้เอ๋อร์ยังไม่ได้กลับเข้าบ้าน”
ผู้เป็พ่อรีบส่ายหน้า
“ไม่อย่าเพิ่งคิดอะไรแบบนั้น พวกเราต้องใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวพวกเราช่วยกันออกไปตามหาข้างนอกบางที อี้เอ๋อร์อาจจะไปเก็บผักข้างนอกก็เป็ได้”
ทั้งสามหันไปพยักหน้าให้กันแล้วพากันรีบเดินออกนอกบ้าน เพื่อไปตามหาเหยี่ยนอี้
ยามเซี่ย (17:00 - 19:00 น.)แสงตะวันยามเย็นทาบทาแผ่นดินเป็สีทองอร่าม ร่างบอบบางในอาภรณ์เนื้อหยาบก้าวเข้าสู่เรือนไม้หลังเล็กที่คุ้นเคยแสงตะวันยามอัสดงสาดส่องลอดช่องไม้เข้ามา จับต้องใบหน้าเล็กที่เคยเกลี้ยงเกลาบัดนี้กลับมีรอยแดงจางๆ พาดผ่าน
จางเหยี่ยนอี้...หรือก็คือลี่ซาในร่างนี้ ถอนหายใจแ่เบา เมื่อกวาดสายตามองสำรวจเรือนขนาดเล็ก ที่ดูแล้วแทบไม่ต่างจากรังหนูในสายตาของคนที่เคยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่เช่นนาง
ภายในบ้านมีข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่วางอย่างเป็ระเบียบเสื้อผ้าเก่าวางอยู่ในชั้นมุมห้องนอนที่มีสามห้อง เตาผิงเย็นชืดไร้ซึ่งเชื้อไฟในห้องครัวบ่งบอกถึงความเป็อยู่ที่เ้าของร่างเดิมต้องเผชิญ ลี่ซาขมวดคิ้วมุ่นนางไม่เคยต้องใช้ชีวิตที่แร้นแค้นถึงเพียงนี้มาก่อน แม้ในโลกปัจจุบันนางจะเคยใช้ชีวิตอย่างลำบากใน่เวลาที่ฝึกอย่างหนักแต่หลังจากจบหลักสูตร ชีวิตของนางก็ราวกับเทพธิดา
ลี่ซาก้าวเดินสำรวจเรือนอย่างเชื่องช้าปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามโต๊ะไม้เก่า ๆ ที่มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมดในความทรงจำของจางเหยี่ยนอี้ โต๊ะตัวนี้คือสมบัติชิ้นเดียวที่จางจื่อหาน พี่ชายและนางใช้สำหรับหัดเขียนอักษร
ลี่ซาถอนหายใจอีกครั้งกับความยากจนของครอบครัวเ้าของร่างก่อนจะหันไปจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อยขึ้น แสงสลัวสาดส่องพอให้เห็นทาง
“หรือว่านี่คือภารกิจที่ข้าต้องมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือพวกเขา”
หญิงสาวถามกับตัวเองแต่ก่อนที่นางจะมีคำตอบก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากนอกบ้าน
“อี้เอ๋อร์”
เสียงเรียกดังมาจากด้านนอกลี่ซารู้ทันทีว่าเป็เสียงของแม่เ้าของร่าง หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนแล้วปรับ สีหน้าให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เ้าค่ะท่านแม่”
ลี่ซาหรือจางเหยี่ยนอี้ตอบรับพลางเดินไปเปิดประตู
ทั้งสามก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าเป็กังวลดวงตาของหยุนผิงจับจ้องไปที่บุตรสาวอย่างพิจารณา
“วันนี้ลูกหายไปไหนมาเหตุใดจึงกลับมาช้าเช่นนี้ พ่อกับแม่เป็ห่วงแทบแย่รู้ไหม”
ลี่ซาหลบสายตาก่อนจะตอบเสียงเบา
“ข้าขอโทษท่านแม่วันนี้ข้าเพียงเดินไม่ระมัดระวัง ระหว่างทางกลับบ้านเลยสะดุดล้ม หัวฟาดพื้นอย่างแรงจนหมดสติเ้าค่ะ”
ลี่ซารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอเมื่อเห็นมารดาผวาเข้ามาหานางคิดถึงบิดามารดาในโลกปัจจุบันที่ป่านนี้คงจะยังไม่รู้ว่านางมาอยู่ในร่างเล็กนี้
หยุนผิงมารดาของเหยี่ยนอี้ รีบสำรวจศีรษะของบุตรสาวอย่างละเอียด เมื่อเห็นรอยแดงบนหน้าผากชัดเจนก็รู้สึกปวดใจ
“โธ่!อี้เอ๋อร์ของแม่ เจ็บมากหรือไม่ เหตุใดจึงเดินไม่ระวังตัวเช่นนี้”
ลี่ซาหรือเหยี่ยนอี้หลบสายตาบิดามารดาเ้าของร่างก่อนจะเอ่ยแก้ตัว
“ตอนแรกข้าหมดสติไปแต่พอฟื้นขึ้นมาก็รีบเดินกลับบ้านทันที ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วง”
จื่อหานขมวดคิ้วเมื่อเห็นเสื้อผ้าของน้องสาวมีรอยขาด
“แล้วเหตุใดเ้าจึงมีรอยฟกช้ำตามตัวเช่นนี้ล้มแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ลี่ซากัดริมฝีปากแน่นให้กับความละเอียดอ่อนของพี่ชาย
“ข้าไม่แน่ใจอาจจะเป็เพราะตอนที่ล้ม ข้ากลิ้งไปตามพื้นดินก็ได้”
นางโกหกคำโตเพื่อให้ทุกคนคลายความสงสัย
จางลี่หยางได้ยินก็ถอนหายใจ
“คราวหน้าคราวหลังเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้ต่อไปไม่ต้องไปช่วยทำนาอีกแล้ว ทำงานบ้านอยู่ที่นี่ก็พอ”
ลี่ซารู้สึกผิดอย่างมากที่ต้องโกหกบิดามารดาแต่ในใจกลับรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจเช่นนี้นางไม่อยากให้บิดาต้องไปมีเื่กับผู้ใหญ่บ้านหยางเค่อ เพราะรู้ดีว่าครอบครัวของนางไม่สามารถต่อกรกับเขาได้
“วันนี้แม่จะทำอาหารเองเ้ารีบไปอาบน้ำแล้ว เข้าไปพักผ่อนก่อนนะ”
“เ้าค่ะท่านแม่”
ลี่ซาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าก่อนจะรีบเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องของตน
เมื่อลับหลังบุตรสาวลี่หยางหันไปมองหน้าภรรยาด้วยความเป็กังวล
“เ้าตามไปดูลูกเถิดเอายาสมุนไพรทาตามรอยช้ำ เป็หญิงสาวหากเกิดรอยแผลเป็ขึ้นมาคงไม่ใช่เื่ดีเดี๋ยวข้ากับจื่อหานจะทำอาหารเอง”
หยุนผิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เ้าค่ะท่านพี่เดี๋ยวข้าจะไปดูลูกสักหน่อย”
ภายในห้องนอนลี่ซานั่งลงบนเตียงเก่า ๆ แล้วหันมองไปรอบ ๆ ห้อง หญิงสาวนั่งทบทวนความทรงจำที่ติดอยู่ในร่างนี้อย่างละเอียด
ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ของเหยี่ยนอี้ไหลผ่านเข้ามาในหัวของลี่ซานางเห็นจางจื่อหาน พี่ชายในวัย 5 ขวบ กำลังนั่งซุกอยู่ข้างกายบิดา เด็กชายเงยหน้ามองบิดาด้วยดวงตาเป็ประกายขณะที่บิดากำลังอ่านหนังสือให้ฟังเสียงทุ้มนุ่มของบิดาอ่านออกเสียงตัวอักษรทีละตัวอย่างชัดเจนเนื้อหาในหนังสือเป็เื่ราวของวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ปกป้องบ้านเมืองทำให้เด็กชายรู้สึกฮึกเหิมและตั้งใจว่าอยากจะเป็เช่นวีรบุรุษในหนังสือ
ลี่ซาเห็นภาพบิดาของเหยี่ยนอี้ในวัยหนุ่มเขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมสัน ดวงตาฉายแววฉลาดเฉลียวบิดาของเหยี่ยนอี้เคยร่ำเรียนในสำนักศึกษาแต่หลังจากที่ปู่ของเหยี่ยนอี้เสียชีวิตลง ภาระทั้งหมดก็ตกมาอยู่บนบ่าของบิดาเขาจึงตัดสินใจละทิ้งการเรียน หันมาทำไร่นาเพื่อเลี้ยงดูมารดา
ภาพความทรงจำฉายให้เห็นบิดาของเหยี่ยนอี้ในชุดชาวนาสวมหมวกสานใบใหญ่ ก้มหน้าก้มตาทำงานในทุ่งนา เหงื่อไหลอาบใบหน้า แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงหาเวลาว่างมาสอนหนังสือให้เหยี่ยนอี้และจื่อหานเสมอ เขาสอนให้รู้จักตัวอักษรสอนให้อ่านหนังสือ สอนให้เขียนบทกวี และสอนให้เป็คนดีมีคุณธรรม
ในขณะที่ภาพครอบครัวอดีตของบิดาฉายชัดแต่ภาพครอบครัวอดีตของมารดากลับมืดมัว