“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรนะ”เฉียวซีคว้าตัวพี่ชายที่กำลังจะล้มลงกับพื้นเอาไว้ พร้อมบีบตัวพี่ชายใหญ่ของตนแรงๆเพื่อให้ได้สติ และนั่นทำให้เฉียวซงได้สติขึ้นมาและไม่รู้สึกหน้ามืดอีกต่อไป
เฉียวซงโบกมืออย่างอ่อนแรงนั่งบนที่นั่งหายใจหอบออกมา ดวงตาของเขาดูไร้วิญญาณ
เวลานี้เฉียวซีไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากนักนางกลัวว่าจะไปทำให้พี่ใหญ่ของนางตกใจ แต่นี่ก็ไม่สามารถตำหนินางได้นะ พี่ใหญ่ยืนกรานที่จะให้นางพูดเองทั้งยังไม่ยอมให้นางปิดบังความจริงกับพวกเขาอีก ตอนนี้เล่ายอมรับว่าตนไม่มีความสามารถได้แล้วกระมัง
ทันใดนั้นทั้งห้องก็เงียบขึ้นมาถ้าตอนนี้มีเข็มตกลงบนพื้น พวกเขาก็คงได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
ผ่านไปไม่นานเฉียวซงก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ใช้สายตาที่ราวกับเป็นสายตาที่ใช้มองสัตว์ประหลาดมองไปยังที่เฉียวซีไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร เฉียวซีก็ยังคงเป็นเฉียวซี เหตุใดจึงพิเศษถึงเพียงนั้น
ก่อนหน้านี้เขายังลังเลอยู่แต่ตอนนี้ในใจของเขาไม่สับสนอีกต่อไปแล้ว ช่วงเวลานี้น้องรองเหมาะจะเป็นผู้นำครอบครัวมากกว่าเขาแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมอบสิทธิในการเป็นผู้นำครอบครัวให้แก่น้องรองแต่ความกังวลในใจของเขาก็มีอยู่ไม่น้อยตอนนี้ความกังวลของเขาได้มลายหายไป ไม่สับสนอีกต่อไปแล้วเขาเชื่อว่าครอบครัวภายใต้การนำของน้องรองจะดีขึ้นเรื่อยๆและเขาสามารถเรียนได้อย่างสบายใจไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องสำนึกบุญคุณของความพยายามและความยากลำบากของน้องรองอย่างไรก็ต้องรับตำแหน่งราชการกลับมาให้ได้
“น้องรองหลังจากนี้เรื่องภายในบ้านพี่ใหญ่จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมแล้วเจ้าจะให้ทำอะไรข้ากับน้องสามก็จะให้ความร่วมมือกับเจ้า”
“จริงหรือพี่ใหญ่” หากเป็นเช่นนั้นก็ดีมากทีเดียวพี่ชายของนางเหมาะกับการศึกษาเล่าเรียนและมันเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตนถ้าจะปล่อยให้เขาจัดการเรื่องอื่นๆ ในบ้าน
“จริงสิ” เฉียวซงยืนยันอย่างหนักแน่น
“ขอบคุณพี่ใหญ่ แต่หากมีเรื่องอันใดอย่างไรเสียข้าก็ยังต้องปรึกษาหารือกับทุกๆ คน ข้าจะไม่ตัดสินใจเพียงคนเดียวทั้งหมดแน่นอน” ที่บ้านมีกันแค่สามคนถ้านำความคิดของทุกคนมารวมกันก็จะทำให้เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า”
“พี่ใหญ่ น้องสามถึงวัยที่จะต้องเข้าเรียนแล้วข้าต้องการส่งเขาไปเรียนหนังสือ” น้องชายคนเล็กอายุหกขวบแล้วตัวเขาเองก็มีความกระตือรือร้นต่อการเรียนเป็นอย่างมากไม่สามารถกักขังให้เขาอยู่แต่บ้านได้
เฉียวซงก็รู้ดีว่าน้องชายคนเล็กถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้วและยังรู้มาอีกว่าน้องสามชอบอ่านหนังสือเป็นอย่างมากอีกด้วยแต่การที่เขากลับไปเรียน ต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาปีละ 10 ตำลึงไหนจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีก 12-13 ตำลึง หากน้องชายไปเรียนอีกค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียนของคนสองคนอย่างต่ำก็ต้อง 20 ตำลึงตอนนี้การค้าที่น้องสาวร่วมมือทำกับผู้อื่นยังได้กำไรพอประมาณแต่ระยะเวลาที่เรียนนั้นยาวนานมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมองแค่ปัจจุบันไม่มองถึงอนาคต“น้องรอง แบบนี้จะไม่ลำบากเกินไปหรือ”
“ไม่เลยเจ้าค่ะเวลานี้เรามีรายรับทุกเดือนอยู่แล้ว รายรับเหล่านี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไปของพวกเราส่วนเงินที่ได้จากการปักผ้าก็พอสำหรับค่าเล่าเรียนของพวกท่าน ค่าใช้จ่ายต่างๆเรื่องการเรียนให้ข้าจัดการเองเถิด” ที่นี่มีเพียงต้องเรียนเท่านั้นจึงจะมีอนาคตแต่ต้นทุนการเล่าเรียนสูงเกินไป มันไม่ใช่สิ่งที่คนชาวบ้านทั่วไปสามารถแบกรับได้หากเป็นสอบซิ่วไฉได้ก็จะดี ศาลาว่าการจะแจกเสบียงอาหารและเงินให้ทุกเดือนหากสอบไม่ได้จะเป็นครอบครัวที่ทุกข์ทรมานจนตายหากนางไม่มีจิตวิญญาณของเทียนเฉานางก็คงทำเช่นนี้ไม่ได้ นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบ
“น้องรอง ถ้ามันเหนื่อยเกินไปเจ้าต้องบอกกับพี่ชายใหญ่ผู้นี้นะ พี่ใหญ่จะกลับมาช่วยเจ้าหลังจากนี้เรื่องเรียนคงฝากไว้กับน้องสาม ให้น้องมุ่งมั่นตั้งใจเรียนให้ดีในอนาคตจะได้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่”
“เจ้าค่ะ หากข้าไม่ไหวข้าจะบอกพี่ใหญ่นะแต่ตอนนี้พวกเราจะซื้อที่ดินเพิ่มสักหน่อยได้หรือไม่”ตอนนี้พวกเขามีเงินอยู่ในมือแล้ว ควรจะซื้อที่ดินเป็นของตนเองเอาไว้ทำนาสักนิดปลูกผักสักหน่อยหากสร้างท้องไร่ท้องนาที่มีทิวทัศน์งามตาขึ้นมาได้ก็คงไม่เลวเลยทีเดียว
“จะซื้อที่ดินหรือแต่ใครจะเป็นผู้เพาะปลูกกันเล่า” เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่พวกเขาสามคนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำนา เด็กสาวตัวเล็กๆ จะปลูกผักก็พอได้แต่หากจะทำนาคงมีปัญหาเป็นแน่
“ซื้อมาก่อนเถิดเราสามารถขอให้คนอื่นทำแทนก็ได้มีเงินแล้วเหตุใดจึงต้องกลัวว่าคนอื่นจะไม่ยินยอมมาทำให้เล่า”คนจนทุกคนก็ต้องการเงินมิใช่หรือ ผู้ใดจะไม่อยากได้เงินกันเล่า
“...”
“หากเอาเงินที่จะจ้างคนมาเพาะปลูกกับเงินที่จะซื้อข้าวมาเปรียบเทียบกันการจ้างคนมาย่อมถูกกว่าแน่นอน และบรรดาข้าวสารหรือธัญญาหารก็เป็นของเราเองไว้ให้พี่ใหญ่สอบซิ่วไฉได้แล้วครอบครัวเราก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีเราก็จะประหยัดได้อีกนิด” เมื่อสอบเป็นซิ่วไฉได้แล้วก็จะมีข้อดีคือสามารถยกเว้นการเสียภาษีได้
เฉียวซีพูดจบในหัวของเฉียวซงก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว เมื่อคำนวณดูแล้ว การจ้างคนถูกกว่ามากจริงๆ“ก็ได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วทุ่งที่อุดมสมบูรณ์มักไม่ได้ขายถูกๆแต่เจ้าจะเก็บเอาไปคิดก่อนก็ย่อมได้”
“เช่นนั้นก็ไม่มีทางอื่นแล้วพวกเราซื้อที่ดินเปล่าธรรมดาๆ ก่อนเถิด” เวลานี้ซื้อทุ่งนาดีๆ ไม่ได้ซื้อที่ดินธรรมดาๆ ไปก่อน น่าจะค่อนข้างง่ายนะเช่นนี้นางก็จะสามารถขยายการเพาะปลูกพืชผักของนางได้เวลานี้พลังวิเศษของนางสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างใหญ่มากขึ้นทุกวันทั้งยังสามารถควบคุมได้ดั่งใจนึกความสามารถในการรับรู้และการสัมผัสก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ไปถามผู้ใหญ่บ้านทางที่ดีก็ขอเป็นที่ที่อยู่ใกล้บ้านพวกเราสักหน่อย”ถึงแม้ว่าจะซื้อที่ดินว่างเปล่าก็ควรซื้อที่ที่อยู่ใกล้บ้านสักหน่อยเช่นนี้แล้วน้องรองจะได้ดูแลได้ง่ายขึ้น เขาอาจจะไม่สามารถช่วยนางด้วยวิธีอื่นได้แต่บางเรื่องก็ยังคงต้องช่วยนางพิจารณา
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน พี่ใหญ่หากน้องสามต้องไปเรียนหนังสือ ไปหาอาจารย์ในเมืองระดับตำบลจะดีหรือไม่”ก่อนหน้านี้นางไม่เคยออกไปไหนเลยจึงไม่ค่อยเข้าใจในด้านนี้มากนัก หากเป็นด้านนี้ต้องถามพี่ชายของนางเท่านั้นหากยืนยันเรื่องสถานที่ที่จะให้น้องชายไปเรียนแล้วอาจจะยังต้องพิจารณาเรื่องการซื้อเกวียนหรือรถม้าเพิ่มการเดินทางด้วยวิธีนี้จะสะดวกสบายกว่ายามพี่ใหญ่ไปเรียนหนังสือในเมืองจะได้ไปส่งเสียและจะได้ไม่ทำให้น้องสามต้องเสียเวลาด้วยอย่างไรก็ตามเรื่องซื้อเกวียนหรือรถม้าก็จำต้องรอให้ตัดสินใจเรื่องที่เรียนของน้องชายให้ได้เสียก่อนตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน
“สำนักศึกษาในเมืองค่อนข้างไกลและส่วนใหญ่จะเปิดเพื่อลูกคนรวย แม้จะมีการรับเด็กจากข้างนอกบ้างแต่ปกติจะรับเพื่อให้ไปเป็นเพื่อนผู้คอยช่วยเหลือลูกคนรวยเรียนหนังสือไม่ไกลจากพวกเรามากมีสำนักศึกษาอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านฉู่อีกแห่งอยู่หมู่บ้านซ่ง ที่หมู่บ้านฉู่มีอาจารย์เก่าหลังจากที่สอบผ่านซิ่วไฉก็ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร จึงไม่ได้ไปสอบต่อเขาจึงตั้งสำนักศึกษาในหมู่บ้านตัวเอง อีกที่คือที่หมู่บ้านซ่งอาจารย์เป็นจวี่เหริน หลังจากสอบไม่ผ่านมาหลายครั้งจึงสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านอาศัยรายได้จากการสอนหนังสือประทังชีวิตสำนักศึกษาทั้งสองแห่งนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ไปถึงแล้ว”เขารู้เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ได้ยินมาจากพ่อเช่นกันอย่างไรเสียจำเป็นต้องดูความสามารถในการสอนของอาจารย์อย่างละเอียดอีกที
“รอจัดการเรื่องที่ดินในวันพรุ่งนี้ให้เสร็จแล้วพวกเราค่อยไปดูกัน ที่สำคัญที่สุดคือต้องเลือกที่ที่น้องสามของเราต้องถูกใจ”
“ใช่ น้องสามเป็นคนเรียนต้องให้เขาไปดูเอง ชอบที่ไหนก็ไปที่นั่น” เฉียวซงคิดว่าวิธีนี้ก็ไม่เลวแค่นำมาเปรียบเทียบกันก็รู้ได้ทันที
“น้องสาม ไปเรียนแล้วก็ต้องตั้งใจเรียนนะสิ่งนี้คือหน้าที่ที่สำคัญของเจ้า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่บ้าน เข้าใจหรือไม่”เฉียวซงลูบหัวน้องชายพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับ” เฉียวไป่รู้ดีว่าพูดอะไรไปตอนนี้ย่อมไม่มีประโยชน์ทั้งสิ้นสู้เรียนตามที่พี่ใหญ่กับพี่รองจัดการให้ไม่ได้ หากพี่ใหญ่สอบไม่ผ่านเขาจะไปสอบจอหงวนกลับมาให้พี่รองให้ได้แต่หากพี่ใหญ่สอบผ่านจึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะเจริญรอยตามพี่ใหญ่ให้ได้ และหากเป็นเช่นนั้น แล้วได้จอหงวนมาทั้งคู่คงจะเป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อน แค่คิดก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาแล้ว
“เอาล่ะ ทุกอย่างที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้วเช่นนั้นเราเข้านอนกันเถอะ” เฉียวซงมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิดพลางเร่งให้น้องชายและน้องสาวไปเข้านอน
เมื่อถึงตอนเช้า เฉียวซีหยิบเงินและตามพี่ใหญ่ไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน บอกถึงจุดประสงค์ในการมาอย่างชัดเจนว่าต้องการซื้อที่ดินสามหมู่ ทำเลไม่เลวเลย อยู่ด้านหลังกำแพงบ้านพวกเขาเองแค่ข้ามลำธารไปก็ถึงแล้ว ในอนาคตหากต้องการทดน้ำเข้านาก็ทำเพียงปล่อยน้ำจากลำธารเข้ามาก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาบน้ำ
ที่ดินเปล่ามีราคาแพงกว่าที่ดินรกร้างที่ไร้การไถถางบุกเบิกเล็กน้อยแต่เมื่อเทียบกับพื้นที่ไร่ที่นาอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ที่ดินเช่นนี้ถูกกว่ามากสามหมู่เพียง 15 ตำลึงเท่านั้น สำหรับเฉียวซีนี่ถือว่าเป็นกำไร
“พี่ใหญ่ ครั้งนี้ท่านหยุดพักนานเท่าไร” เมื่อวานนางมัวแต่พูดว่าในเดือนนี้นางทำสิ่งใดบ้างจนลืมถามพี่ใหญ่เรื่องวันหยุด โดยปกติแล้วพี่ใหญ่จะหยุดได้สี่วันต่อเดือนครึ่งเดือนหยุดครั้งละ 2 วันแต่รอบนี้พี่ใหญ่สอบถงเซิงผ่านแล้ว นางจึงไม่รู้ว่าหยุดกี่วัน
“สี่วัน ท่านอาจารย์ให้ข้าได้พักผ่อน”
“เช่นนั้นสองวันนี้ข้าอยากรบกวนท่านไถปรับหน้าดินให้ข้าสักเล็กน้อย”เดิมทีจะใช้ที่ดินตรงนี้สร้างบ้าน แต่เดือนนี้นางปรับหน้าดินเพื่อเพาะปลูกไปด้วยปลูกผักไปด้วย ทั้งยังมีผักอีกบางชนิดที่เจริญงอกงามขึ้นมากแล้วหากนางไม่ทำเช่นนี้จะมีผักไม่เพียงพอที่จะส่งให้กับจวี้เซียนโหลว
“ได้สิ เจ้ามีอะไรก็บอกข้าได้เลย”
“อืม...ช่วงบ่ายข้าจะพาน้องสามไปสำนักศึกษาทั้งสองแห่งที่อยู่ใกล้ๆ นี้สักเที่ยวไปสำรวจดูสักหน่อย แต่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดจะให้น้องสามเป็นผู้ตัดสินใจเองท่านคิดเช่นไร”
“อืม พวกเจ้าไปกันเถอะข้าจะอยู่ปรับหน้าดินที่บ้าน”
เฉียวซีไปยังบ้านของเฉียวซื่อเหยฺก่อนขอให้เขานำเกวียนไปรับนางที่บ้านในช่วงบ่ายพวกเขาจะไปยังสำนักศึกษาที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆเมื่อเฉียวซื่อเหยฺได้ยินเช่นนั้นจึงตอบตกลงในทันทีมีคนนำเงินมาให้แล้วหากไม่ทำก็คือคนโง่ นอกจากนั้นเฉียวซียังให้เงินเยอะมากทุกครั้งมากกว่ากำไรปกติที่เขาเคยได้มาก เมื่อได้กำไรเยอะขึ้น ขนส่งคนน้อยลงเช่นนี้วัวของบ้านเขายังสามารถประหยัดแรงได้มากอีกด้วย
เมื่อนัดเวลาแล้ว เฉียวซีจึงกลับบ้านแต่ก็ยังมีเวลาอยู่ นางจึงไปไถปรับหน้าดินก่อน
“แม่หนูซี เจ้าจะส่งน้องชายไปสำนักศึกษาแล้วหรือ”เมื่อนั่งลงบนเกวียนวัว เฉียวซื่อเหยฺจึงเอ่ยถามและพูดคุยกับสองพี่น้องตระกูลเฉียวไม่เช่นนั้นระหว่างทางจะน่าเบื่อเอามากๆ
“ใช่เจ้าค่ะน้องสามถึงเวลาต้องไปเรียนแล้ว เมื่ออยู่บ้านข้ากับพี่ใหญ่ก็มักจะสอนเขาอยู่เสมอถึงเวลาแล้วที่ต้องส่งเขาไป” เฉียวซีพูดออกมาอย่างไม่ปิดบังใดๆ
“แล้วพี่ใหญ่ของเจ้าไม่ไปหรือ”
“ยังไปเช่นเดิมพวกเขาไปเรียนหนังสือกันทั้งคู่ แต่นี่ไม่ใช่เพราะหวังชื่อเสียงหรือยศศักดิ์อะไรหวังเพียงไม่ถูกใครหลอกลวงได้เท่านั้น” การเรียนไม่ใช่เพื่อลาภยศสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นผลพลอยได้ แต่หากได้มาก็เป็นการดีทีเดียว
“ไปทั้งคู่เลยหรือเช่นนั้นค่าใช้จ่ายต้องมากน่าดูกระมัง” เขามองสองพี่น้องด้วยสายตาตื่นตกใจบ้านเฉียวร่ำรวยขึ้นแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะเอาเงินที่ไหนส่งคนเรียนได้ถึงสองคนบ้านของตนมีผู้ใหญ่มากมายยังไม่มีความสามารถเท่าเด็กๆ เหล่านี้เลยชีวิตยังคงลำบากยากแค้นมากอยู่เลย
“ก็พอสมควร” เฉียวซีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม