เขานั่งตัวลีบเพราะไม่กล้าที่จะหายใจแรงๆ อยู่ใกล้กับเฮียหน้าดุที่มองเขาไม่วางตาเจอใบหน้าเหี้ยม ๆ ถมึงทึง สายตาดุและเกรี้ยวกราดยิ่งทำให้เขาตัวสั่นจนอยากจะมุดลงไปกอดตัวเองอยู่ใต้โต๊ะ ถ้าทำได้นะแต่...แขนคนหน้าดุพาดอยู่บนไหล่ อย่าว่าแต่จะกระดุกกระดิกตัวเลยจะหายใจสักทีก็ยังต้องค่อย ๆ ผ่อนออกด้วยซ้ำเพราะกลัวอีตาั์ใหญ่จะหาเื่ทำให้เจ็บตัวอีกแค่นี้ก็เคล็ดขัดยอกอย่างกับถูกรถชนอยู่แล้ว
“นั่งให้มันดีหน่อยไม่ได้หรือไงกระดุกกระดิกเป็หนอนชาเขียวอยู่ได้”
เขาควรจะชินกับเสียงดุ ๆ แบบนี้แล้วเพราะที่บ้านก็มีคนทำน้ำเสียงแบบนี้กับเขาถึงสองคนด้วยกันคนที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็คนอ่อนแอ เป็คนขี้กลัวได้เสมอแต่ยังไงมันก็ไม่ชิน ได้ยินทีไรสะดุ้งจนต้องรีบก้มหน้างุดทุกที
“ช่วยน้องเขาหน่อยซิพี่คาย กลัวจนจะร้องอยู่แล้วนะ”
ขอบคุณครับ...ผมได้แต่ขอบคุณชายหนุ่มใจดีที่นั่งตรงข้ามที่เป็เสมือนพระมาโปรดเจอกันกี่ครั้งผมก็ได้ชายตรงหน้าช่วยเหลือไว้เสมอ
“ช่วยแล้วจะได้อะไรล่ะ” ชินกฤตเอียงหน้าถามคนใกล้ตัวถือโอกาสกดปากลงบนแก้มนุ่มไปหนึ่งที
“พี่คาย!” ชิ...ขอให้ช่วยแค่นี้ มันจะหนักอะไรนักหนาแค่นี้ช่วยไม่ได้หรือไง ศรวัณทำเสียงขลุกขลัก ก่อนจะนึกออกว่าตนต้องทำยังไงคายถึงจะยินยอมทำตามที่ขอโดยง่ายที่สุด
“พี่คายครับ”ศรวัณจับมือแกร่งเอาไว้พลางส่งยิ้มอย่างที่ตนเองคิดว่าหวานที่สุดเพื่อออดอ้อนให้คายใจอ่อนยอมทำตามที่้าโดยง่าย“พี่คายใจดี...ช่วยน้องหน่อยนะครับ”ที่ช่วยเพราะไม่อยากเห็นหนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ตรงหน้ากลัวเฮียก้องจนร้องไห้หรอกนะแต่พี่คายไม่ทันจะได้ถาม เฮียก้องก็จัดการกัดหัวน้องเขาเสียก่อน
“มึงจะบอกได้ยัง ตามพวกกูมาทำไม”
“เอ่อ...คือ...ว่า...”
“มึงจะพูดเอง หรือให้กูง้างปาก”
“เฮีย...เด็กมันกลัวจนหัวหดแล้ว”
“ก็แม่ง...มัวแต่อ้ำอึ้ง อมพะนำอยู่ได้ น่ารำคาญฉิบหาย”ก้องภพรู้สึกหงุดหงิดกับไอ้เด็กเตี้ยข้างกายชะมัด
“ก็เฮียะโใส่อย่างนั้น น้องเขาจะกล้าพูดได้ยังไงล่ะเอาเป็เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่า พี่ชื่อยอด ส่วนคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆชื่อพี่คาย และที่นั่งอยู่ใกล้น้องชื่อเฮียก้อง แล้วน้อง...”
“ผมชื่อเพทาย สนิทกุญชรเสรี หรือน้องตอเต่าฮะจะเรียกสั้น ๆ ว่าน้องเต่าก็ได้” เพราะพี่คายและยอดดูเป็กันเองทำให้เพทายกล้าที่จะพูด จนเผลอบอกชื่อเล่นที่เรียกกันในบ้านออกไปอย่างลืมตัวก่อนจะเหลือบมองคนใกล้ตัวที่ผมรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะคำพูด...
“น้องตอเต่าเหรอ ฮึ...เด็กน้อยเหลือเกิน”
น้ำเสียงที่ทำให้เพทายยิ่งรู้สึกโกรธจนอึดอัดไปหมดเขายิ่งไม่ถูกชะตากับเฮียก้องมากยิ่งขึ้นหวังว่าหลุดไปจากนี้จะไม่ต้องเจอกับผู้ชายคนนี้อีกแล้วนะ
แวบแรกที่ได้ยินนามสกุลหนุ่มน้อยตรงหน้าชินกฤตหันไปสบสายตากับก้องภพที่เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่คิดจะพูดอะไรออกไป
“อือ...ชื่อแปลกดี ว่าแต่อายุเท่าไหร่แล้วนะเราแล้วมาเที่ยวแบบนี้ บอกที่บ้านไว้หรือยัง” ชินกฤตถาม
เพราะคนตรงหน้าแม้จะมีท่าทางน่าเกรงขามแต่ก็ดูใจดีกว่าคนที่นั่งใกล้ ๆทำให้เพทายสามารถหายใจได้สะดวกขึ้นและบอกกล่าวในสิ่งที่อีกฝ่าย้าได้“ผมโตแล้วนะฮะ เข้าเรียนมหาลัยแล้ว ไปสอบที่เดียวกับยอดด้วย”
“เอ๊ะ!” ศรวัณเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ยอดจำผมไม่ได้เหรอตอนวันสอบยอดยังให้ผมยืมดินสอกับยางลบอยู่เลยนะ”เพทายทบทวนความจำให้กับหนุ่มน้อยตรงหน้า...
“มีอะไรให้เราช่วยไหม”
“คือ...ผมทำดินสอกับยางลบหาย”คิดว่าเพราะตื่นเต้นจนเกินเหตุ ทำให้เขาน่าจะลืมหยิบเอากระเป๋าใส่มาด้วยแล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าห้องสอบแล้ว ไปซื้อไม่น่าจะทันอีกอย่างเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าจะต้องไปซื้อของที่้าตรงไหนด้วย
“แล้วทำไมถึงไม่ไปซื้อ ร้านค้าก็อยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง”
“คือว่าผม...” เขาจะบอกไปได้ยังไง ว่าเป็คนป้ำ ๆ เป๋อๆ กลัวว่าหลังจากที่ไปซื้อดินสอกับยางลบแล้วจะเดินกลับมาที่ห้องสอบไม่ทันแต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ กลัวจะหาห้องสอบไม่เจอด้วยนะสิ
“ถ้าอย่างนั้นเอาของเราไปใช่ก่อนก็ได้ เรามีสำรองไว้”
“เอ่อ...ผมเกรงใจ” เขาบอกกับหนุ่มน้อยใจเสียงอ่อย ๆและยังไม่กล้ารับของคนตรงหน้า
“เอาไปเถอะน่า ไม่ต้องเกรงใจรับไปแล้วเข้าห้องสอบกัน...ทำให้ได้นะ เผื่อว่าเราจะได้เรียนด้วยกัน”
“ขอบคุณครับ” เขาพูดเบาๆ กับคนใจดีที่ส่งยิ้มให้กำลังใจก่อนจะลุกขึ้นเดินตามคนใจดีเข้าไปในห้องสอบ ตั้งใจทำมันให้ดีที่สุดเผื่อจะได้เรียนที่เดียว คณะเดียวกับคนใจดี
“อ๋อ...จำได้แล้วนายคือคนที่เราให้ยืมยางลบกับดินสอในวันนั้น ถึงว่า คุ้น ๆ หน้าอยู่เหมือนกัน”ตอนแรกที่เขาจำไม่ได้ก็คงจะเป็เพราะในวันนั้นเพทายใส่แว่นตาอันใหญ่และใส่ชุดนักเรียนที่ทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนเด็กมอต้นมากกว่าหนุ่มน้อยที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะเป็นักศึกษามหาวิทยาลัย
“ตอนวันประกาศผล เราก็ได้เจอกัน”ความจริงมันก็สามารถตรวจสอบผลทางอินเทอร์เน็ตได้แหละ แต่เพราะต้องปิดบังทางบ้านเลือกเรียนในสาขาที่ทางบ้านไม่อยากให้เรียน เขาก็เลยต้องมาทำทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วมาบอกความจริงก็ตอนที่จะต้องจ่ายค่าเทอมเพื่อยืนยันสิทธิ์ ที่ตอนนั้นพ่อกับแม่คงยินยอมให้เขาทำตามความ้าแล้วแม้จะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่และโมโหไปบ้างก็เถอะ
เขาก็ไม่เข้าใจหรอกนะทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่อยากให้เรียนคณะที่เขาเลือก ทั้ง ๆที่พี่ชายคนรองกับพี่สาวคนโตของเขาไม่เคยถูกบังคับให้ทำอะไรที่ไม่ชอบเลยจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่พอเป็เขา...ถูกบังคับเสมอแม้การเรียนมหาวิทยาลัยที่พ่อกับแม่บอกว่าน่าจะเรียนอะไรที่ไม่ยากมากอย่างบริหารธุรกิจแต่เพราะเขาอยากเรียนวิศวะเลยเลือกที่จะทำหูทวนลมและแอบสมัครเรียนในสาขาที่ตัวเอง้า
แต่ฟังคำพูดพ่อแม่แล้วอดน้อยใจไม่ได้มีอย่างที่ไหนมาพูดใส่หน้าลูกชายว่า...หน้าตาดี ดวงตากลมโต ปากเล็กสีชมพูระเรื่อแก้มขาวนวลมีสีเหมือนผลสตรอเบอร์รี่ ขนตายาวงอนถึงจะสูงหน่อยแต่ก็อวบอย่างกับหมูจะกลิ้งได้แถมผิวก็ยังขาวนวลเนียนยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก ไปเรียนวิศวะเข้าเรียนไม่ถึงเดือน ถ้าไม่ถูกรุ่นพี่เถื่อน ๆ หรือเพื่อนเถื่อน ๆหาเื่จนคนขี้กลัวร้องไห้วิ่งโร่กลับมาหาพ่อกับแม่แทบไม่ทันก็คง...ถูกใครจับทำเมียแทน
พ่อจ๋าแม่จ๋า...ลูกเป็ผู้ชายนะจะเป็เมียใครได้ไง อยากเถียงใจจะขาด หากก็ทำได้แค่ทำหน้าง้ำ ปากยู่ยื่นเพราะถูกเจ๊ปลาพี่สาวคนโตสวนกลับมา...
“หนูว่า เดือนหนึ่งช้าไปนะแม่ หนูให้อาทิตย์เดียวสมองน้อย ๆ อย่างไอ้เต่าน้อยของเราได้ถูกผู้ชายล่อลวงไปปล้ำแน่นอนมีน้องหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ไม่อายพระเณรแต่ไม่ฉลาดแบบไอ้เต่าน้อยต้องทำใจเยอะหน่อยส่วนแกนะเต่าน้อย ถ้าจะหาผัว รวยจนไม่เกี่ยว ขอให้หน้าตาดี เข้าใจไหม...เลือกคนหน้าตาดีหน่อยเข้าใจไหม”
“เจ๊! น้องเต่าเป็ผู้ชายนะจะถูกผู้ชายล่อลวงไปปล้ำได้ไง” เขาโวยวายใส่พี่สาว แต่ก็ไม่กล้าเสียงดังมากนักเพราะกลัวเจ๊จะหาเื่แกล้งที่เขาไม่เคยรับมือได้สักครั้งเขาได้เหนื่อยใจได้แต่กลอกตาไปมาเท่านั้น
“ถ้าหน้าตาแกจะจืดชืดเหมือนปลาทองในตู้ละก็นะแต่ดูตัวเองหน่อยไหมไอ้เต่าน้อย หน้าตาแก สวยยิ่งกว่าเจ๊อีกบอกไปไม่มีใครเชื่อหรอกนะว่าจะเป็ผู้ชาย ไปเป็เมียคนอื่นนะดีแล้วแต่ถ้าเลือกหน้าตาไม่หล่อ ดูไม่ดีขึ้นมา เจ๊ไม่ยอมยกเต่าน้อยให้แน่นอน ว่าไงสอง”
พี่ปลาหันไปหาพี่ชายคนรองที่ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่กลับมองเขาแล้วทำเสียงขลุกขลักในคอเหมือนกับไม่พอใจอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาคิดว่ามื้อเย็นนี้ผมคงจะกินข้าวไม่เป็สุขแน่นอน
“เอารวยด้วยดีกว่าเจ๊ ไอ้ลูกเต่ากินจุฉิบหาย ผัวจน ๆคงไม่มีปัญญาเลี้ยงเมียอย่างมันให้กินอิ่มหรอก”
“พี่สอง! น้องเต่าเป็ผู้ชายนะ”เขาโวยวายใส่พี่ชายที่ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
“ไปส่องกระจกก่อนไหมไอ้เต่าน้อย หน้าตาอย่างมึงผู้หญิงไม่เอามึงเป็ผัวแน่ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะเอามึงที่หน้าตาสวยกว่าตัวเองมาทำผัวแน่ ๆ มีแต่มึงนั่นแหละจะถูกผู้ชายหลอกเอาไปเป็เมีย แม่ง...คิดมาได้ยังไง จะไปเป็ผัวคนอื่นไม่ดูหนังหน้าตัวเองเลยนะไอ้ลูกเต่า"
โว้ย! ทั้งพี่ชายทั้งพี่สาว ไม่คิดจะหวงน้องชายอย่างเขาเลยหรือไงฮึ...น้องเต่ากลายไปเป็เมียคนอื่นจริง ๆ พวกพี่สองคนจะรับได้แน่เหรอ เฮอะ!ทำมาพูดดี ถ้าเป็อย่างนั้นเมื่อไหร่ เจ้ปลากับพี่สองนั่นแหละที่จะขัดขวางคนแรกก็แค่เขาพาเพื่อนเข้าบ้านหน่อย ทั้งคู่ถามเรียกไปถามแล้วถามอีกยิ่งกว่าตำรวจสอบผู้ร้ายเสียอีก
“อ๋อ...นายคือเด็กที่วิ่งทะเล่อทะล่ามาชนผมแต่ตัวเองกลับล้มไม่เป็ท่านะเอง”ยอดรักพยักหน้ารับรู้
“ฮะ...น้องเต่าเอง วันนั้นขอโทษด้วยนะพอดีน้องเต่ารีบไปหน่อย จะไปดูผลสอบนะ”
“ไม่เป็ไร ๆ แล้วน้องเต่าสอบติดไหม” ศรวัณถามเขารู้สึกถูกชะตากับเพทายไม่น้อย ถ้าได้เรียนร่วมกันเป็เพื่อนกันก็คงจะดีไม่น้อย
“ติดครับ น้องเต่าสอบติดวิศวะอุตสาหการฮะ แล้วยอดล่ะ”เพทายภาวนาให้ยอดสอบติดคณะเดียวกันเขาจะได้มีเพื่อนตอนไปเรียนและมันก็มีอีกอย่างที่สำคัญด้วย
“เหมือนกันเลย”
“ถ้าอย่างนั้นยอดไปพักกับน้องเต่าไหม”
“ก่อนจะชวนใคร มึงช่วยแหกตาดูหน่อยไหมไอ้ลูกเต่ายอดมันมีผัวนั่งหัวโด่อยู่ทั้งคน มึงใช้หัวคิดหน่อยคายจะยอมให้เมียมันไปพักกับมึงหรือไง”
อย่างแรกที่เกิดกับเพทายคือ...อึ้ง! อึ้งมากยกกำลังสิบ ต่อมาคืออายจนหน้าร้อนผ่าวน่าจะไม่แพ้คนที่ถูกกล่าวถึงซึ่งตอนนี้หน้าแดงจัด อ้าปากค้าง ทำตาปริบ ๆเช่นเดียวกับเขาที่มองพี่คายกับศรวัณตาปริบ ๆ
“เหี้ยแล้ว!” เขาเผลอตัวหันไปด่าไอ้คนพูด...ตรง! เกินไปจำเป็ต้องป่าวประกาศให้คนนอกอย่างเขารู้ไหม ใครเป็อะไรกับใครนะอ๋อ...ลืมไปว่าเขาควรจะรู้ เพราะดันโง่ไปชวนเมีย! คนอื่นมานอนร่วมห้องด้วยเพราะคิดเพียงแค่ว่ายอดดูไม่ค่อยมีพิษภัยใด ๆ น่าจะเข้ากับเขาได้ดีพอ ๆกับเป็เพื่อนร่วมห้องที่ดี คอยดูแลกันและกันในระหว่างเรียนแต่เขาลืมไปว่าเมื่อกี้หลุดปากด่าใครไป
“มึงกล้าด่ากูเหรอไอ้ลูกเต่า”
เสียงทุ้มต่ำทำให้เพทายเริ่มจะหายใจไม่ออกโชคดีที่อาหารซึ่งสั่งไว้มาขั้นการคุย ทำให้เขาหายใจโล่งขึ้นมาเล็กน้อย
“แต่กูมีข้อเสนอที่มึงน่าจะสนใจอยู่นะ”การเรียนมหาลัยปีแรก นักศึกษาใหม่จะต้องปรับตัวหลายอย่าง รวมถึงการต้องมาอยู่หอพักความจริงก็มีการบังคับให้อยู่หอใน ที่เรียกกว่าหอพักซึ่งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยแต่เพราะนักศึกษามีจำนวนมาก บางคนก็มาจากจังหวัดอื่น การจะย้ายออกไปอยู่หอนอกก็ทำให้ยุ่งยากบางคนเลยอยู่หอในจนเรียนจบทางมหาลัยจึงอนุโลมให้นักศึกษาเข้าใหม่พักนอกเขตรั้วมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน
เพทายมองคนพูดอย่างไม่ไว้วางใจ “ผม...ผมไม่สนใจ”เขารีบบอกออกไปทั้งที่ใจหวั่นผวาเพราะสายตาเข้ม ๆ ของไอ้ั์หน้าดุ
“แต่กูว่ามึงควรสน”
ยิ่งได้ฟังเฮียก้องพูด เพทายก็รู้ได้ทันทีเลยไม่ว่าเฮียเสนออะไรมา เขาห้ามรับเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ต้องหาทางปฏิเสธไปแต่...เหลือบไปเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเฮียหน้าโหดแล้วเขาชักจะหวั่นใจยังไงชอบกลจนต้องรีบรวบรวมความกล้าที่มีอันน้อยนิดเอ่ยออกไปว่า...
“เฮียก็รู้แล้วว่าผมตามมาทำไมทีนี้เฮียก็ควรจะปล่อยให้ผมไปได้แล้วใช่เปล่า”ถึงจะหิวเพราะอาหารตรงหน้าที่ดูน่าทานจนท้องของเขาร้องโครกครากแล้วก็เถอะแต่ถ้าจะให้นั่งทานกับเฮียก้องนี่...ไม่เอาเด็ดขาด น้องเต่ายอมอดแม้จะเสียดายอาหารตรงหน้าอย่างที่สุดก็ตาม น่ากิน...หอมจนท้องร้องแล้วอ่า...
“ถ้าคุยกันไม่รู้เื่มึงก็ห้ามไปไหนทั้งนั้น...ด่ากูอีกคำ กูจับมึงปล้ำทำเมียมันในร้านนี่แหละ”
เพทายได้แต่อ้าปากค้าง
โอ๊ย! พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยน้องเต่าด้วยน้องเต่ามึนจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว ไอ้ความหวังที่ว่าจะให้ยอดช่วยก็คงไม่ได้เพราะเห็นนั่งเอ๋อมองแต่พี่คายจนไม่รับรู้อะไรสักอย่าง