วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 15.38 น.
หญิงสาวหน้าตาสะสวยนั่งอยู่บนรถยนต์คันหรูมองออกไปนอกหน้าต่างเผลอใจลอยนึกถึงแม่บังเกิดเกล้าที่กำลังนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลใจหนึ่งก็คิดไม่ตกว่าเงินค่าจ้างในวันนี้คงจะพอสำหรับค่ารักษาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นแต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นห้องแถวที่เรียงรายด้วยผ้าม่านสีเทาความคิดเมื่อครู่ก็เริ่มดับวูบลงตัวของสาวเจ้าสั่นเทิ้มเล็กน้อยพร้อมทั้งหันไปพูดกับเสี่ยพงษ์ศักดิ์ที่กำลังขับรถด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เสี่ย…ไหนว่าจะจ้างหนูมากินข้าวเป็นเพื่อนไงคะ ทำไมเลี้ยวเข้ามาที่นี่”
“ใจเย็น ๆ นะหนูเสี่ยรู้นะว่าหนูกำลังร้อนเงิน เอางี้นะเสี่ยมีข้อเสนอดี ๆ มายื่นให้”หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย และรวบรวมความกล้าที่จะถามต่อไปถึงแม้ว่าพอจะเดาได้บ้างว่าเสี่ยพงษ์ศักดิ์จะพูดอะไรต่อจากนี้
“ข้อเสนออะไรคะเสี่ย”
“ใครที่มากินข้าวกับเสี่ยที่นี่เสี่ยจะให้เงินมากขึ้นจากที่ตกลงกันไว้สิบเท่า และถ้าหนูทำให้เสี่ยถึงใจรับรองว่าเสี่ยจะตอบแทนให้อย่างงามเลย”แม้สีสันฉูดฉาดจะแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าแต่กลับเห็นได้ชัดว่ามีความซีดเซียวอยู่เล็กน้อยเมื่อได้ยินข้อตกลงจากเสี่ยพงษ์ศักดิ์
“เอายังไงดีล่ะอยากกินข้าวที่นี่หรือจะกินข้างนอกดี คิดดี ๆ นะหนู” หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยโดยไม่ตอบโต้สิ่งใดคิดไม่ตกกับข้อเสนอที่ใจลึก ๆ ไม่อยากจะทำแต่เมื่อนึกถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาแม่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆและพยักหน้าตอบรับอย่างไม่เต็มใจนัก
“ต้องใจถึงอย่างนี้สิเสี่ยชอบ” เสี่ยพงษ์ศักดิ์ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างพออกพอใจ สายตาโลมเลียไปยังเหยื่อที่นั่งอยู่ด้านข้างจนแทบจะอดใจไม่ไหวมือปลาหมึกข้างหนึ่งลูบไล้ไปยังต้นขาหญิงสาวรุ่นราวคราวลูกเบา ๆ อย่างทะนุถนอมและเลยขึ้นไปจับเรียวมือที่วางอยู่บนตักของเจ้าตัว
“มือเย็นเชียวนังหนูเดี๋ยวเข้าไปในห้องแล้วเสี่ยจะหาอะไรอุ่น ๆ ให้ดื่มนะ ครั้งแรกก็อย่างนี้แหละเดี๋ยวหนูก็ชินไปเอง” หญิงสาวเนื้อตัวสั่นเทิ้มกำชายกระโปรงจนแน่นแต่เสียงตะโกนของเสี่ยพงษ์ศักดิ์ดังเสียจนทำให้เธอตกใจเงยหน้าขึ้นมามอง
“เฮ้ย! นังบัวไหนว่าตายไปแล้วไง” จากสถานการณ์ชวนเข้าด้ายเข้าเข็มแปรเปลี่ยนเป็นอาการตกใจสุดขีดเหงื่อเม็ดโตผุดออกมาตามไรผมฝ่าเท้าเหยียบเบรกโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นวิญญาณอาฆาตยืนแสยะยิ้มขวางหน้ารถยนต์คันหรูของตน
“มีอะไรรึเปล่าคะเสี่ย”เสียงจากคนด้านข้างถามขึ้นด้วยความตกใจเช่นกัน แต่ไม่อาจแทรกซึมเข้าโสตประสาทของเสียตัณหากลับแม้แต่น้อย
‘ปึ้ง’ วิญญาณสาวทุบลงบนกระโปรงรถยนต์เสียงดังจนเสี่ยพงษ์ศักดิ์ถึงกับสะดุ้งโหยง
“แกฆ่าฉัน แกต้องตาย”วิญญาณสาวพูดด้วยน้ำเสียงยานคางและทุบลงกระโปรงรถยนต์ของเสี่ยพงษ์ศักดิ์ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
“แกน่ะสิต้องตายนังผีบ้า”เสี่ยพงษ์ศักดิ์ตะโกนใส่วิญญาณสาวดังลั่น กำปั้นทุบลงไปยังแตรรถยนต์รัว ๆ หญิงสาวด้านข้างได้แต่มองเสี่ยตาปริบๆ ซึ่งท่าทางในตอนนี้ช่างขัดกับกิริยาเมื่อครู่ที่แสดงกับตนราวฟ้ากับเหว
“นี่มันอะไรกันคะเสี่ย”หญิงสาวถามเสี่ยตัณหากลับด้วยความกลัวแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบดังเดิมและไม่รู้ว่าทำไมเสี่ยถึงเป็นเช่นนั้นเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจปลดล็อกประตูรีบลงจากรถยนต์คันหรูนั้นทันที
“กลางวันแสก ๆริอ่านอวดดี ตายซ้ำสองเป็นไรนังผีบ้า ตายแล้วไม่รู้จักไปเกิดใหม่อย่างแกต้องโดนแบบนี้” ฝ่ามือที่เปียกชุ่มได้ด้วยเหงื่อกำพวงมาลัยรถยนต์จนแน่นและเหยียบคันเร่งจนมิดเท้าชนวิญญาณอาฆาตเข้าอย่างจัง
“เสี่ยอย่า”หญิงสาวตะโกนจนสุดเสียงความหวังเรื่องเงินที่จะนำไปรักษาแม่เป็นอันดับวูบลงไปพร้อมกับคันเร่งของเสี่ยพงษ์ศักดิ์
‘โครมมม’เสียงรถยนต์คันหรูปะทะเข้ากับกำแพงอย่างจังดังสนั่นจนแขกบางห้องที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ถึงกับวิ่งแตกตื่นออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านนอกบ้างก็มีเพียงแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว บ้างก็ไม่ได้ใส่อะไรเลยวิ่งตกใจออกมาก็มีแต่เมื่อรู้ตัวก็รีบกลับเข้าห้องไป
“แกนั่นแหละที่ต้องตายไอ้เสี่ยบ้ากาม ในที่สุดฉันก็ได้หลุดออกจากที่นี่เสียที”วิญญาณสาวกระซิบข้างหูให้กับร่างที่ไร้วิญญาณของเสี่ยพงษ์ศักดิ์และหันกลับมายิ้มให้กับทีปกร
“ขอบคุณนะพี่”วิญญาณสาวกล่าวออกมาเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่จะหายไป