บทที่11-2 ท่านคือผู้ใดหรือเ้าคะ
หวังิซินเห็นคนงานหญิงของร้านทำสีหน้ากระอักกระอ่วนเพราะความหนักใจ เนื่องจากผู้คนในอำเภออู่โหวย่อมรู้ว่าญาติของนางทุกคนมีฐานะเช่นไร ถ้า้าซื้อเครื่องสำอางหรือเครื่องหอมย่อมต้องไปที่ร้านเครื่องหอมฉิงเล่อมากกว่าจะมาที่ร้านเครื่องหอมฟางซินแห่งนี้ หวังิซินจึงเดินเข้าไปหาคนทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เกิดเหตุอันใดขึ้น”
“หลานิซิน เ้ามาพอดีเลยข้ามาซื้อเครื่องสำอางของร้านเ้า เ้าช่วยลดราคาให้ข้าได้หรือไม่”
“ไม่ทราบว่า ท่านคือผู้ใดหรือเ้าคะ” หวังิซินเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าและท่าทางที่แสดงออกถึงความสงสัยและความแปลกใจอย่างชัดเจน
ทางด้านจินเหวยชี ผู้เป็อาของจินเจาเหยาได้ยินคำถามนี้ของหญิงสาวก็ทำให้รู้สึกเสียหน้าและไม่ชอบใจในตอนแรกแต่เมื่อตั้งสติได้จึงปรับเปลี่ยนสีหน้าท่าทางของตนแล้วเอ่ยว่า
“หลานิซินคงจำอาไม่ได้เพราะตอนนั้นเ้ายังอายุไม่ถึงสิบหนาวเสียด้วยซ้ำ อาชื่อจินเหวยชีเป็อาของหลานจินเจาเหยา ผู้เป็ภรรยาของเหอเฟยิ ที่เป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้าทางฝั่งแม่อย่างไรเล่า”
“อืม ข้าจำได้แล้วเ้าค่ะพี่เจาเหยาเคยบอกว่า ท่านเป็ญาติห่างๆ ของพี่เจาเหยาเ้าค่ะ”
จินเหวยซีรู้สึกเหมือนถูกคนเอาไม้มาตีแสกหน้าของนางดวงตาที่ตอนแรกส่องประกาย พลันค่อยๆ ทอแสงลงพร้อมกับความร้อนที่แผ่ลามไปทั่วใบหน้า นางเม้มปากเพื่อสะกดกลั้นความโกรธที่มีต่อหญิงสาวแต่นางมิอาจแสดงอาการโวยวายและด่าท่อออกมาได้เนื่องจากครอบครัวของนางสามารถตั้งตัวและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ก็เพราะครอบครัวของหญิงสาวผู้นี้
ครอบครัวของนางเปิดร้านขายเหล้าองุ่นอยู่ที่ตึกในตลาดของตำบลฉางสุ่ย ซึ่งเป็ตลาดที่มีครอบครัวหญิงสาวผู้นี้เป็เ้าของนางขอให้หลานสาวจินเจาเหยาช่วยขอซื้อเหล้าองุ่นจากโรงงานเหล้าองุ่นฉิงเล่อที่ปกติจะไม่ขายให้แก่ลูกค้ารายเล็กๆ เช่นร้านของนางแต่จะเน้นขายไปที่ร้านอาหารภัตตาคารใหญ่ๆ และร้านค้าที่มีหลายสาขาเช่นร้านของท่านเศรษฐีเฟิ่ง
ตึกในตลาดที่นางเช่าเพื่อขายเหล้าองุ่นอยู่ในตอนนี้ก็เป็หลานสาวของนางที่ช่วยเหลือติดต่อให้เช่นกันเพราะตึกในตลาดเป็ที่้าของผู้คนจำนวนมาก ้าเช่าเพื่อทำมาค้าขายครอบครัวของนางถือว่าโชคดีมากที่สามารถเช่าตึกได้หนึ่งหลังนางเป็คนมีฝีมือในการทำอาหารอยู่พอสมควร ร้านขายเหล้าองุ่นของนางจึงได้รับความนิยมค่อนข้างมากในตำบลฉางสุ่ยนั่นทำให้ครอบครัวของนางมีฐานะที่ดีขึ้นประหนึ่งพลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ
นางมีลูกสาวอายุสิบหกปีและลูกชายอายุสิบสองปี นาง้าให้ลูกชายของนางสอบเข้ารับราชการเป็ขุนนางนางจึงมาเช่าบ้านหลังเล็กๆ หนึ่งหลังอยู่ที่อำเภออู่โหวเพราะ้าให้ลูกชายของนางได้เล่าเรียนในสำนักศึกษาชื่อดังของที่นี่
ถึงแม้ภายในใจของจินเหวยซีจะโกรธและไม่พอใจหวังิซินแต่นางก็สามารถส่งรอยยิ้มให้กับหญิงสาว และกล่าวออกไปว่า
“หลานิซิน จำอาได้เช่นนี้ย่อมดีแล้ววันนี้อามาซื้อเครื่องสำอางของร้านเ้า เห็นแก่ที่พวกเราเป็ญาติกันเ้าช่วยลดราคาให้อาได้หรือไม่”
ผ่านไปสักครู่เมื่อจินเหวยชีเห็นหญิงสาวผู้เป็เ้าของร้านได้แต่ยืนมองหน้านางโดยไม่เอ่ยกล่าวสิ่งใด จึงได้เอ่ยออกไปอีกว่า
“อามีลูกสาววัยสิบหกปีกำลังจะหาคู่ครองเพื่อแต่งงานอาจะซื้อเครื่องสำอางพวกนี้ไปให้ลูกสาวเอาไว้แต่งหน้าเผื่อจะได้เจอชายหนุ่มที่ต้องตาต้องใจซึ่งกันและกัน”
เมื่อหวังิซินได้ฟังประโยคที่ว่า เผื่อจะได้เจอชายหนุ่มที่ต้องตาต้องใจซึ่งกันและกัน จึงย้อนนึกถึงตนเอง
‘ข้าคงต้องให้ความช่วยเหลือแก่พวกนางเผื่อว่าผลบุญจะส่งผลมาถึงข้าบ้าง เื่ของพี่อี้โจวจะได้ง่ายดายขึ้น’
หวังิซินจึงหันไปกล่าวกับคนงานหญิงของร้านว่า
“เ้าลดราคาให้ฮูหยินจินผู้นี้ไปสามส่วนเถิด”
“เ้าค่ะคุณหนู”
หวังิซินตริตรองแล้วว่านางลดราคาให้ฮูหยินผู้นี้สามในสิบส่วน แต่นางก็ยังได้กำไรอีกสองส่วน เพราะต้นทุนสินค้าในร้านเครื่องหอมฟางซินคือห้าส่วนจากสิบส่วนซึ่งต่างจากร้านเครื่องหอมฉิงเล่อที่มีราคาต้นทุนอยู่ที่สามส่วนจากสิบส่วน
ถึงแม้ว่าร้านเครื่องหอมฟางซินจะได้กำไรแค่ห้าส่วนแต่กำไรของร้านเครื่องหอมฟางซินไม่แตกต่างจากร้านเครื่องหอมฉิงเล่อมากนักเนื่องจากร้านเครื่องหอมฟางซินขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าซึ่งเป็ราคาที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถหาซื้อได้ จึงทำให้สินค้าที่ขายได้มีจำนวนมากต่างจากร้านเครื่องหอมฉิงเล่อที่จะขายแต่สินค้าที่มีคุณภาพและมีราคาที่สูงมากจึงทำให้ในแต่ละเดือนมีสินค้าของร้านเครื่องหอมฉิงเล่อที่ขายออกไปจำนวนน้อยกว่ามากนัก
‘แต่นางขอบอกว่ากำไรของร้านเครื่องหอมฉิงเล่อ แค่ขายได้หนึ่งชิ้นก็สามารถจ่ายค่าจ้างคนงานได้ทั้งเดือนแล้ว’
หวังิซินคิดว่า เื่คงจะคลี่คลายแล้วเพราะนางได้ลดราคาสินค้าให้ถึงสามส่วน แต่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้จะไม่พึงพอใจ ถึงได้กล่าวกับนางว่า
“อาขอลดเพิ่มอีกหนึ่งส่วนได้หรือไม่ตอนนี้ลูกชายของอาเข้ามาเรียนหนังสือในอำเภออู่โหวอาต้องเช่าบ้านให้กับลูกชายของอา ่นี้อาต้องใช้เงินเป็จำนวนมาก”
“ฮูหยินจินเ้าคะราคาที่ข้าขายให้ท่านเป็ราคาต้นทุนแล้วเ้าค่ะ ถ้าข้าลดให้ท่านเพิ่มอีกหนึ่งส่วนข้าย่อมต้องขาดทุนเ้าค่ะ ข้ายังมีคนงานที่ต้องดูแลต้องจ่ายเงินให้กับคนงานทุกคนนะเ้าคะ ถ้าท่านคิดว่า ราคาเครื่องสำอางของร้านข้าแพงท่านสามารถไปหาซื้อของร้านอื่นได้นะเ้าคะอย่างร้านลี่กันที่ขายเครื่องสำอางถูกกว่าร้านของเราอยู่หลายส่วนเ้าค่ะ” หวังิซินยืนกรานไม่ยอมลดราคาเพิ่มไปมากกว่านี้
“เครื่องสำอางร้านลี่กันจะสู้เครื่องสำอางของร้านฟางซินได้อย่างไรเล่าถึงแม้จะมีราคาที่ถูกกว่า แต่คุณภาพไม่อาจสู้ได้แม้แต่น้อยข้าย่อมต้องเลือกเครื่องสำอางของร้านฟางซินอยู่แล้ว”จินเหวยซีกล่าวกับิซินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และน้ำเสียงที่บ่งบอกว่า ้าประจบประแจงหญิงสาวจากนั้นจึงหันไปกล่าวกับคนงานหญิงในร้านว่า
“เอาล่ะเ้าช่วยนำของพวกนี้ไปคิดราคาให้ข้าเถอะ”
“เ้าค่ะฮูหยินจิน” คนงานเอ่ยตอบรับคำ
หวังิซินที่เห็นว่า ไม่มีเื่อันใดแล้วจึงกล่าวกับลูกค้าว่า
“ข้าขอตัวไปทำงานก่อนนะเ้าคะฮูหยินจิน”
“เชิญจ้ะ หลานิซิน”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เมื่อคนงานหญิงนำสินค้าพร้อมกับเงินทอนมาให้จินเหวยชีนางได้เอ่ยกับคนงานหญิงว่า
“เ้าจงจำไว้นะว่า ข้าคือท่านอาของเ้าของร้านจดจำข้าไว้ให้ดี คราวหน้าเ้าต้องให้ความเคารพแด่ข้าและต้องลดราคาให้ข้าสามส่วนด้วย” เมื่อกล่าวจบจินเหว่ยชีจึงเดินออกจากร้านไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและดวงตาที่มีประกายของความสุข
ส่วนคนงานหญิงได้แต่งุนงงสงสัยและคิดในใจว่า
‘ข้ายังไม่ได้ยินคุณหนูเรียกนางว่า ท่านอาสักคำแล้วตกลงนางคือผู้ใดกันแน่นะ’