ตอนที่ 10 ความคุ้นเคย ความรัก หรือพรหมลิขิต 2
ที่ร้านกาแฟข้างสนามบินเชียงใหม่
เช้านี้ที่ร้านกาแฟคึกคักเป็พิเศษเพราะมีคณะทัวร์จากต่างประเทศเต็มร้านมีเพียงโต๊ะประจำของรินอารีเพียงโต๊ะเดียวที่ยังเหลือเก้าอี้ว่างอยู่เพียงตัวเดียว
รินอารีก้มหน้าก้มตาวาดภาพอย่างสบายอารมณ์เพราะส่วนหนึ่งไม่ได้เห็นหน้าน้ำฟ้ามาสามวันแล้วแต่ก็มีบางครั้งที่รินอารีนึกถึงใบหน้าเรียวยาวกับดวงตาที่เป็ประกายจับของเขาดวงตาที่เหมือนมีความชุ่มฉ่ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
“ขอโทษด้วยนะคะคือว่าตอนนี้ที่ร้านเต็ม ไม่เหลือที่นั่งเลยค่ะ” เสียงใส ๆ ของพนักงานสาวดังขึ้น
รินอารีแหงนหน้ามองไปที่เคาน์เตอร์ก็พบว่ามีลูกค้าชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้น หล่อนมองเห็นเขาจากด้านหลังชายหนุ่มที่สะพายกระเป๋าด้านข้างมือขวาของเขาได้รับาเ็มีผ้าพันแผลพันรอบมีเพียงนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้วทั้งสี่ที่ยังโผล่ออกมาให้เห็น
“พี่คะให้เขามานั่งที่โต๊ะของรินก็ได้ค่ะ”
พูดจบรินอารีก็รวบเอาสมุดดินสอ ยางลบ เลื่อนมาไว้ตรงหน้าปล่อยให้อีกฟากของโต๊ะเป็ที่รองรับลูกค้า
ปกติแล้วลูกค้าที่ร้านจะเป็คนรับชุดกาแฟแล้วยกมาเลือกที่นั่งเอาเองแต่ชายหนุ่มถือเป็กรณีพิเศษเพราะาเ็พนักงานสาวสวยที่ร้านยกมาวางไว้บนโต๊ะที่รินอารีแบ่งพื้นที่ให้เขา
“ขอบคุณครับ”
“ค่ะไม่เป็ไรค่ะ” เสียงใส ๆ ของพนักงานสาว
แต่ทว่าทันทีที่ได้ยินเสียงของชายหนุ่มรินอารีก็รีบเงยหน้าขึ้นมองเขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะซึ่งห่างกันแค่เอื้อมมือชายหนุ่มคนนั้นคือน้ำฟ้าคู่อริของหล่อน รินอารีถึงกับดวงตาเบิกกว้าง
“ขอบคุณครับ”น้ำฟ้ากล่าวขอบคุณที่รินอารีแบ่งที่นั่งให้เขาแต่น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ
รินอารีนิ่งอึ้งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเขาคือคนที่หล่อนคาดโทษเอาไว้ เป็คนที่ทำให้หล่อนอับอายคนเกือบทั้งหมู่บ้านหล่อนเคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้กับตัวเองว่าจะต้องแกล้งเขาคืนให้สาสมกับที่เขาทำให้หล่อนอับอายแม้ว่าเื่ที่เกิดขึ้นหล่อนจะเป็ฝ่ายผิดก็ตามแต่ท้ายที่สุดรินอารีก็เปลี่ยนความคิดทันทีเมื่อได้เห็นท่าทีของเขา
แววตาคู่นั้นแสดงออกถึงความปวดร้าวเหมือนมีความทุกข์ทรมานอัดแน่นอยู่ในนั้นเหมือนกับว่าความเ็ปอันนั้นกำลังจะทำให้เ้าของแววตาคู่นั้นแบกรับมันต่อไปอีกไม่ไหว
ทำไมแววตาคู่นั้นถึงได้ดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวอะไรปานนั้นทำไมแววตาคู่นั้นถึงได้มีอำนาจชักจูงความรู้สึกของรินอารีให้เรียนรู้และััมันไปพร้อมๆ กับเขาได้อย่างรวดเร็วนัก ราวกับว่าเขาคือภาพวาดจากดวงตาแห่งความอาดูร
“...”น้ำฟ้าไม่มีคำพูดอะไรอีก นอกจากรอยยิ้มที่เขาส่งให้รินอารีอย่างเป็มิตรซึ่งยังคงแผงไว้ด้วยริ้วรอยแห่งความปวดร้าว
รินอารีรู้สึกเป็ทุกข์ไปกับแววตาเศร้าๆ ของเขา
“คุณอยากอยู่คนเดียวไหมคะ”น้ำเสียงของรินอารีเองก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
“...”น้ำฟ้านิ่งเงียบมองหน้ารินอารี “ไม่ครับ ถ้านี่ไม่ถือว่าเป็การรบกวนช่วยอยู่ตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ ผมขอร้อง”
น้ำเสียงของน้ำฟ้ายิ่งทำให้การขอร้องของเขามีพลังมหาศาลที่จะหยุดรินอารีเอาไว้ตรงนั้นเสียงนั้นเหมือนเป็ของคนที่กำลังสูญเสียบางอย่างซึ่งทำให้เขากลายเป็คนโดดเดี่ยวในโลกใบนี้หล่อนรู้สึกเช่นนั้น
“ได้ค่ะ...ได้” รินอารีออกเสียงสั่น ๆ
น้ำฟ้ายิ้มอย่างขมขื่นอีกครั้งก่อนที่จะลดสายตาไปที่ชุดกาแฟบนถาดที่มีกาแฟหนึ่งแก้วน้ำตาล ครีมเทียม ช้อนอันเล็ก แววตาของเขาดูอ่อนแรง
รินอารีมองตามสายตาของน้ำฟ้าเมื่อเห็นว่าเขาหยุดอยู่ที่ถ้วยกาแฟหล่อนรีบดึงชุดกาแฟไปอยู่ตรงหน้าของตัวเองก่อนจะถือวิสาสะกุลีกุจอตักน้ำตาล ครีมเทียมลงไปในถ้วยกาแฟลงมือคนจนส่วนผสมทุกอย่างได้ที่
น้ำฟ้ามองดูรินอารีด้วยความแปลกใจแต่หล่อนก็ไม่ได้สังเกตเพราะตั้งอกตั้งใจชงกาแฟและเมื่อเห็นว่ากาแฟแก้วนั้นพร้อมแล้วหล่อนก็วางช้อนไว้บนถาดยกเพียงแก้วกาแฟกับจานรองใบเล็กไปวางไว้ตรงหน้าเขา
น้ำฟ้ามองดูกาแฟแก้วนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือซ้ายยกมันขึ้นมาจิบหนึ่งครั้งเขามองหน้ารินอารี หล่อนยิ้มให้
เขาจิบกาแฟแก้วนั้นอีกครั้งก่อนจะวางมันบนจานรองแล้วสบตาหล่อน
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมดื่มกาแฟรสชาติแบบนี้”
แววตาที่ดูเหม่อลอยคู่นั้นกลับเปล่งประกายฉายแววแห่งความสงสัยอย่างเปี่ยมล้น
“คะ...”
รินอารียืดอกนั่งตัวตรงหล่อนยกมือสองข้างขึ้นมองดูอย่างไม่เข้าใจเมื่อกี้ราวกับว่ามือทั้งสองข้างที่อยู่ตรงหน้าหล่อนมือที่ยื่นจากแขนที่เชื่อมต่อมาจากร่างกายของหล่อนนั้นเหมือนหล่อนไม่ได้เป็เ้าของมันทั้งคู่ทำไมถึงได้รู้ว่าต้องใส่น้ำตาลเท่าไหร่ ใส่ครีมลงไปเท่าไหร่
“...”น้ำฟ้านิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ารินอารีนิ่งเงียบทำอะไรไม่ถูกก็เลยทำลายความอึดอัดตรงหน้าเสียเมื่อมองไปเห็นภาพวาดของหล่อน“คุณเป็นักวาดภาพเหรอครับ”
“คะ...”รินอารีสะดุ้ง “อ้อ... ค่ะ”
คำถามเมื่อครู่ของน้ำฟ้าเหมือนจะดึงสติที่หลุดลอยไปกับความสงสัยของรินอารีกลับคืนมาได้และเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็ปกติ
“...”รินอารีมองดูมือขวาของน้ำฟ้าที่มีผ้าพันแผล หล่อนนึกถามเขาขึ้นในใจ ...“มือข้างนั้นเป็อะไรเหรอคะ แล้วทำไมถึงได้ดูซึมเศร้าขนาดนั้น”...
“วาดสวยมากนะครับ”น้ำฟ้าเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเป็ปกติแต่ในใจเขาอยากจะบอกรินอารีว่า ...“ขอบใจนะ เพราะเธอฉันถึงได้หยุดคิดเื่ที่เ็ปนั้น แม้เพียงระยะสั้น ๆในตอนนี้”...
“...”รินอารียังนิ่งเงียบเพราะความสงสัยเมื่อครู่
น้ำฟ้ายกกาแฟขึ้นดื่มอึกหนึ่งเพราะไม่รู้ว่าจะคุยเื่อะไรต่อไปเมื่อเห็นว่ารินอารียังคงนิ่งเงียบ
รินอารีเบนสายตาจากมือขวาที่ได้รับาเ็ของน้ำฟ้าไปพบเข้ากับบางส่วนของสมุดวาดภาพที่โผล่พ้นกระเป๋าสะพายข้างของเขาความอยากรู้อยากเห็นอันใหม่ก็วิ่งเข้ามาในความนึกคิดหล่อน้าที่จะได้เห็นภาพวาดของเขาเขาต้องเป็ศิลปินเหมือนกันถึงได้มีสมุดวาดภาพแบบเดียวกันกับหล่อนติดตัวมาด้วย
“คุณก็วาดภาพเหมือนกันเหรอคะ”รินอารีมองดูสมุดวาดภาพในกระเป๋าของน้ำฟ้าด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความสนอกสนใจเป็พิเศษราวกับจะบอกกับเขาว่า... “ฉันขอดูสมุดวาดภาพของคุณหน่อยสิ”...
“อ้อ... ครับ”น้ำฟ้ารีบตอบ แต่เมื่อสังเกตเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นที่จ้องมองสมุดวาดภาพของเขาจนแทบจะไม่กะพริบตาก็รู้ในความ้าของอีกฝ่ายแต่เขาก็จงใจที่จะทำเป็ไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กน้อยคนนั้นราวกับจะบอกกับหล่อนว่า... “อยากดูเหรอ ไม่ได้หรอก”...
“คุณเรียนศิลปะเหมือนกันเหรอคะ” รินอารียังทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น ... “ฉันขอดูหน่อยสิ นะนะ”...
“อ้อ...เปล่าหรอกครับ” น้ำฟ้าตอบยิ้ม ๆ เหมือนจะรู้ถึงความพยายามของรินอารีพร้อมกับถามหล่อน“คุณมาที่นี่บ่อยเหรอครับ” ในใจเขาคิด ... “ลืมมันไปเถอะนะ เื่สมุดวาดภาพของผมน่ะ”...
“ค่ะมาทุกวันค่ะต้องดูแลร้านให้ลุงค่ะ” รินอารีตอบขณะที่สายตายังจ้องอยู่ที่เดิม ...“ฉันอยากเห็นมันจริงๆ นะคะ นะ นะ”...
“ร้านนี้ทำเลดีมากเลยนะครับ”นำฟ้ายิ้มยกกาแฟขึ้นดื่มทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ... “จะดูให้ได้ละสิฝันไปเถอะ”...
“ค่ะ”รินอารีไม่ละสายตาและไม่ลดละความพยายาม ... “เถอะนะคะฉันอยากจะเห็นว่าคุณวาดอะไร นะ นะ”...
“โอเค” น้ำฟ้าหัวเราะเบา ๆ “คุณนี่เป็ผู้หญิงที่น่ากลัวจริง ๆนะครับ” เขาพูดปนเสียงหัวเราะนิด ๆก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบเอาสมุดวาดภาพของตัวเองมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับรอยยิ้ม
น้ำฟ้ายิ้มอย่างเต็มความรู้สึกเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผู้หญิงที่ชื่อรินอารีคนนี้ได้เป็คนนำพาเขาออกมาจากความรู้สึกที่ปวดร้าวเมื่อครู่เขาเริ่มรู้สึกดีขึ้นในตอนนี้
รินอารีไม่พูดเพียงแต่ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะหล่อนค่อย ๆ เอื้อมมือหวังจะหยิบเอาสมุดวาดภาพขึ้นมาดู แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองน้ำฟ้ารีบเอามือซ้ายของเขามากดสมุดไว้กับโต๊ะก่อนจะพูดกับหล่อน
“บอกไว้ก่อนนะครับว่าห้ามหัวเราะ”
“ค่ะ”รินอารีรับปากรับคำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
รินอารีดึงเอาสมุดวาดภาพของน้ำฟ้าไปหล่อนค่อย ๆ เปิดสมุดหน้าแรกด้วยอารมณ์ที่คล้ายกับเด็กผู้หญิงที่ได้ของเล่นชอบใจอันใหม่แต่ทันทีที่ได้เห็นภาพวาดหน้าแรกในสมุดเล่มนั้น
“อุบ...”
รินอารีพยายามเม้มริมฝีปากบนล่างให้ปิดมิดชิดเพื่อเก็บกักเสียงหัวเราะระลอกใหญ่ที่พร้อมจะะเิออกมาจนกระพุ้งแก้มสองข้างปูดป่องหล่อนรีบยกมือปิดปากทันทีพร้อมกับสบตาเ้าของภาพวาด
“ก็บอกแล้วไงว่าห้ามหัวเราะ” น้ำฟ้าเป็ฝ่ายหัวเราะซะเอง พร้อมกับเขินอาย
“ดูไปก่อนนะครับ”น้ำฟ้ารีบลุกแล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์
รินอารีมองตามน้ำฟ้าด้วยสายตาขบขันหล่อนอยากจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ๆกับภาพวาดที่ไม่ต่างจากลายเส้นของเด็กก่อนวัยเรียนขีดเขียน และแล้วหล่อนก็นึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมาทันที
หลังจากที่เปิดย้อนกลับมาหน้าแรกก็หยิบปากกาวาดภาพที่เป็สีแดงเส้นหนาแล้วเขียนบางอย่างลงไปในสมุดเล่มนั้นของเขา
รินอารีลืมนึกไปเสียสนิทเลยว่าการที่ใช้ปากกาวาดภาพสีที่ไม่สามารถลบออกได้นั้นเขียนบนภาพวาดของคนอื่นนั้นเขาจะรู้สึกเช่นไรแต่ถ้ามันเป็สมุดของหล่อนคงอาละวาดจนบ้านแตก...