รถแท็กซี่สีเหลืองมาส่งฝงซื่อเจินถึงด้านหน้าย่านเมืองเก่าคนบ้านตระกูลหรงได้จ่ายค่ารถให้ล่วงหน้าแล้ว ฝงซื่อเจินก็ยังคงให้ทิปคนขับรถไปอีก 1เหมา
ในย่านนี้เต็มไปด้วยประตูบ้านเก่าๆ โบราณๆ ที่สร้างด้วยหินรูปโค้งสไตล์ยุโรปเรียงรายกันไปเหมือนกับรังมดอย่างไรอย่างนั้น ตามถนนมีเชือกขึงอยู่ตากไว้ด้วยผ้าปูที่นอนและผ้าอ้อมเปื้อนฉี่ของเด็กๆ น้ำหยดติ๋งๆ ลงมา อากาศรอบๆ เต็มไปด้วยกลิ่นถ่ายหนักและยังมีกลิ่นเน่าเหม็นของขยะโชยออกมา
เด็กๆ วัยกำลังโตกลุ่มหนึ่งเล่นเตะฟุตบอลอยู่ข้างถนนท่ามกลางพื้นน้ำที่นองแฉะเล่นจนเสื้อผ้าเลอะโคลนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวคนที่เป็แม่ถือตะหลิวทำกับข้าววิ่งออกมาะโแผดเสียงด่ามือบิดเข้าที่หูของลูกแล้วดึงเข้าบ้าน
ฝงซื่อเจินยังไม่ทันได้เข้าไปข้างในก็เจอคนทะเลาะกันรุนแรงส่งเสียงดังมาก
แม่หม้ายแซ่จางเป็คนที่มีน้ำเสียงแหบเป็พิเศษอย่างชัดเจนไม่เหมือนใคร
“มารังแกแม่หม้ายแก่ๆ อย่างฉันกลางวันแสกๆ อย่างนี้ไม่อายหรือไงหะ? ทำขวดซอสฉันคว่ำเสียหายไม่เหลือหลอสักหยดจะข่มเหงกันให้ตายเลยหรือไง? เป็หมอแล้วคิดว่าจะเหนือกว่าคนอื่นหรือไงทำลายชื่อเสียงตัวเองชัดๆ ชดเชยให้พวกฉันสักหน่อยเถอะ ถือซะว่าสร้างบารมีให้ตระกูลเธอละกันรังแกแม่หม้ายระวังเถอะฟ้าจะผ่าเอา”
“ไม่ใช่นะ...เห็นๆ กันอยู่ว่าเธอทำคว่ำเองชัดๆ…”
ฝงซื่อเจินมองไปเห็นเสียงร้องไห้ของแม่ตัวเองที่กำลังถูกกระทำทันใดนั้นเืก็พุ่งปรี๊ดขึ้นหัว รีบสาวเท้าเข้าไปทันที
ในย่านนั้นเริ่มมีป้าๆ เข้ามามุงดูเป็กลุ่มๆ ชี้นิ้วไปๆ มาๆฝงซื่อเจินแหวกแขนเข้าไปในฝูงชน ก็พบว่าแม่หม้ายแซ่จางจับมือนางฝงไม่ยอมปล่อยใบหน้าขาวๆ ของนางฝงแดงไปหมด น้ำตาไหลไม่หยุด
“ปล่อยนะ!” ฝงซื่อเจินะโเสียงดังพุ่งพรวดเข้าไปอย่างรวดเร็วอย่างกับนกอินทรี ผลักแม่หม้ายแซ่จางจนกระเด็นถอยหลังไปป้องกันแม่ตัวเองเอาไว้ด้านหลัง
ผู้คนโกลาหลมามุงดู เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์กำลังปะทุดุเดือดขึ้นมาแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นน่าติดตาม
“แม่เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ฝงซื่อเจินหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าให้แม่ น้ำเสียงปรับระดับความดังขึ้น“รอยที่หน้าแม่ถูกเขาตบเหรอ?”
นางฝงเป็คนที่รูปร่างผอมและอ่อนแอโดยปกติแล้วการพูดจาน้ำเสียงก็จะเบาบางอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ทั้งอายและทั้งโกรธก็ทำให้เสียงนั้นยิ่งเบาลงไปอีก
“แม่เห็นว่าวันนี้แสงแดดส่องดีจะตากผ้าห่ม เขา...เขาบอกว่าผ้าห่มของเราบังแสงแดดเขา บังแดดที่เขากำลังตากซอสอยู่ก็เลยดึงผ้าห่มลงมา ผ้าห่มก็เลยปัดมาโดนซอสของเขาจนคว่ำ...”
ซอสพริกที่คว่ำเกลื่อนบนพื้นถูกกลุ่มคนเหยียบย่ำจนเหนียวไปทั่วแต่ผ้าห่มนั้นถูกนางฝงยื้อแย่งมากอดเอาไว้ในอ้อมแขนได้ ผ้าห่มสีขาวๆ สะอาดๆ เลอะด้วยน้ำซอสเต็มไปหมด
แม่หม้ายแซ่จางตั้งตัวเตรียมพร้อมที่จะเอาคืนให้ได้เหมือนเสือที่กำลังจะตะครุบฝงซื่อเจิน
ฝงซื่อเจินกันแม่ออกไปไว้ข้างๆ หลบหลีกอย่างคล่องแคล่วมือที่ยื่นออกไปนั้นปะทะเข้าบนใบหน้าของแม่หม้ายแซ่จางหนึ่งฉาด
“ฉาดนี้ฉันเอาคืนเธอ!”
แม่หม้ายแซ่จางมึนชะงักโดนตบจนหูดับเท้าเหยียบอยู่บนพื้นซอสในเขตบ้านตัวเองแม้ผมเพียงเส้นเดียวของฝงซื่อเจินก็ยังไม่ได้แตะสักนิดเดียวอีกทั้งยังลื่นล้มลงกับพื้นจนทั้งแขนและขาชี้ฟ้า
เพื่อนบ้านที่มามุงดูกันอย่างวุ่นวายก็หัวเราะกันยกใหญ่ตบมือให้กำลังใจ แม่หม้ายแซ่จางทำให้คนละแวกนี้มี่เวลาดีๆ เกิดขึ้นวันนี้ได้เห็นเขาได้ประสบกับความเจ็บช้ำน้ำใจ ต่างคนก็ดีอกดีใจกันสุดๆ
แม่หม้ายแซ่จางล้มลงอย่างแรง ลุกขึ้นมาไม่ได้เสียทีก็เลยนอนอยู่บนพื้นอย่างนั้น อีกทั้งยังร้องเสียงดัง “มีคนตีฉัน! มีคนจะฆ่าฉัน! ไปเรียกตำรวจเซ่!”
ฝงซื่อเจินปัดมือยิ้มเยาะเย้ย“ฆ่าคนน่ะมันจะต้องมีศพเป็หลักฐานนะ จะให้ดีละก็ให้รีบๆ ตายไปซะตำรวจจะได้ไม่มาเสียเที่ยว!”
แม่หม้ายแซ่จางไม่รู้เสียแล้วว่า ฝงซื่อเจินผู้ที่ปราดเปรื่องในเื่การเรียนนอกจากจะสู้รบตบมือเก่งแล้ว ยังด่าได้เจ็บแสบมากๆ กองอยู่กับพื้นครู่หนึ่งก็เริ่มที่จะขยับตัวได้จากนั้นก็ะโร้องอย่างบ้าคลั่งอีก “รังแกแม่หม้าย! รังแกแม่หม้าย! เด็กเมื่อวานซืนกล้าตบหน้าฉันยังจะแช่งให้ฉันตายอีก ทุกคนช่วยมาดูๆ กันเถอะโลกนี้มันช่างเลวร้ายแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง!”
ฝงซื่อเจินเดินตรงเข้ามาใกล้ต่อหน้าผู้คนหล่อนเป็คุณครูหญิงที่มีการศึกษาเป็ตัวอย่างที่ดีครั้งนี้เป็การอาละวาดและปากร้ายของเขาที่ปรากฏให้เห็นเป็ครั้งแรกทำเอาทุกคนใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มองไปที่สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แม่ผู้ที่ถูกปกป้องและกันตัวออกมานั้นตำหนิต่อฝงซื่อเจิน“เธอเป็เด็ก ไปตีผู้าุโกว่ามันไม่ถูกต้องนะยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็แม่หม้ายด้วย...”
ฝงซื่อเจินบังเกิดสีหน้าที่โกรธเคืองเถียงกลับ“คนชั่วก็มักจะชอบกล่าวโทษคนอื่น ตัวเองทำซอสคว่ำเองแท้ๆ มันเกี่ยวอะไรกับคนบ้านเรา?แม่หม้ายจางนี่ไม่ใช่ย่อย เป็แม่หม้ายแก่ๆ ที่จริงแล้วก็น่านับถืออยู่หรอกแต่ไม่ใช่กับคนอย่างเธอ และพวกเราก็ไม่ได้ฆ่าสามีของเธอเสียหน่อย”
ด่าจนทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของแม่หม้ายนั้นแม่หม้ายแซ่จางถอดรองเท้าฟาดลงกับพื้นร้องห่มร้องไห้“มีการศึกษาแต่มารังแกคนอย่างนี้เหรอ สาวน้อยคนนี้ ทำไมร้ายกาจอย่างนี้?”
นางฝงโมโหมากจนอยากจะสั่งสอน ฝงซื่อเจินรั้งแม่เอาไว้และด่าแม่หม้ายกลับไปว่า“แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักให้เกียรติตัวเองให้เกียรติคนอื่นดูิ่ดูแคลนเห็นว่าครอบครัวฉันยากจนจะรังแกยังไงก็ได้เมื่อก่อนขโมยปลาแห้งกับผักดองที่ตากเอาไว้ พอจับได้ก็ไม่ยอมชดใช้แล้วยังเอาน้ำเสียมาเททิ้งที่หน้าประตูบ้านฉันอีก! เมื่อก่อนเห็นว่าเธอเป็คนแก่แม่หม้ายคนหนึ่งเลยยอมอดทนอดกลั้นมาตลอด นานเข้าๆ กระทั่งตอนนี้กล้าตบตีแม่ของฉัน!วันนี้ขอพูดไว้ตรงนี้เลย พวกฉันบ้านตระกูลฝงที่มีทุกวันนี้ได้ ล้มลุกคลุกคลานไม่กลัวความล้มเหลว อย่ามาทำให้พวกฉันจนตรอกเพราะไม่อยากนั้นจะสู้จนตายกันไปข้างหนึ่งเลยถ้ายังมาถูกต้องตัวคนที่บ้านฉันแม้เพียงเส้นผมละก็ ฉันจะสับแขนเธอให้เละแล้วถ้ายังเอาขยะมาทิ้งที่หน้าบ้านฉันละก็ ฉันจะเผาบ้านเธอซะ! ฉันฝงซื่อเจินอายุน้อยกว่าเธอ แข็งแรงมากกว่าเธอพอที่จะให้เธอได้รู้ว่าความตายมันเป็ยังไง!”
สายตาเกลียดชังของฝงซื่อเจินดูดุดันเด็ดเดี่ยวพลุ่งพล่านไปด้วยไฟโทสะแม่หม้ายแซ่จางชะงักงัน พูดอะไรไม่ออก
สายตาที่แข็งกระด้างของฝงซื่อเจินมองกราดไปยังผู้คนที่มามุงดูแต่ละคนต่างก็ถอยร่นออกมา เขาจูงมือนางฝงฝ่ากลุ่มคนเข้าไปในบ้าน
เื้ัอื้ออึงไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์แม่หม้ายแซ่จางระบายอารมณ์โวยวายออกมา “ดูสิดู๊ คนมีการศึกษา ร้ายกาจได้ขนาดนี้เรียนหนังสือไม่รู้เรียนประสาอะไร”
ฝงซื่อเจินหันหลังกลับไป ยืนอยู่บนบันไดะโพูด“เรียนหนังสือแล้วจะต้องมาโดนรังแกและยังเถียงไม่ได้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?คนมีการศึกษาติดหนี้อะไรเธอหรือเปล่า? ถ้าเป็แบบนี้ฉันยอมให้คนตราหน้าว่าเป็คนปากร้ายเสียจะดีกว่า ใครไม่มาทำร้ายฉัน ฉันก็ไม่ทำร้ายใครวันนี้ฉันพูดตรงนี้ ต่อไปใครกล้ามารังแกคนในครอบครัวฉัน ฉันจะต้องเอาคืนเป็ร้อยเท่า!”
เขาจูงมือนางฝงเข้าไปในห้อง ปิดประตูดังปัง
ย่านประตูหินเล็กๆ นั้นเงียบสงัดลงผู้คนค่อยๆ กระจายแยกย้ายกันไป
เข้ามาในบ้านแล้ว ฝงซื่อเจินนั่งลงที่เก้าอี้หวายแล้วจึงถอนหายใจ
นางฝงรินน้ำชาให้กับเขา นั่งพับผ้าห่มอยู่ข้างๆ ฝงซื่อเจินยกน้ำชาดื่มรวดเดียวลงไปในท้องในที่สุดก็หายใจโล่งเสียที มือกุมเข้าที่หน้าผากตัวเองแล้วขำออกมาเสียงเบาๆ
เขาเป็ถึงบัณฑิตมหาวิทยาลัยเป็ครูสาวที่ได้รับความเคารพยกย่อง จะผ่านไปแต่ละวันนั้นมันไม่ง่ายเลย แต่ยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีอยู่ตลอดเวลาถ้าไม่เกิดเื่ให้ได้ระบายเหมือนวันนี้ก็ยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าที่ผ่านมาแต่ละวันที่ต้องใส่หน้ากากไว้นั้นมันเหนื่อยขนาดไหน
ฝงซื่อเจินคิดเสียดายขึ้นมาที่บ้านไม่มีเหล้าอยู่เลยไม่อย่างนั้นละก็คงได้ยกซดสักแก้ว
บ้านตระกูลฝงเดิมทีเปิดร้านขายยาจีนและยาแผนปัจจุบันอยู่ที่อำเภอหงโข่วหน้าร้านไม่เล็กเลย ดูแลพนักงาน 4-5 คน พนักงานหน้าร้านชาย 2 คน บัญชี 1 คนนายฝงเองก็สามารถดูไข้ได้บ้าง รายได้ของบ้านตระกูลฝงไม่เลวเลยไม่เพียงแค่สามารถส่งลูกสาวไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่หนันจิงได้แล้ว ยังส่งลูกชายไปเรียนถึงต่างประเทศได้อีกด้วย
จนกระทั่งกลางคืนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นไหม้ไปครึ่งหนึ่งของถนนในย่านนั้นจนมอดบ้านตระกูลฝงถูกไฟเผามอดทั้งหมดจนเหลือแต่ที่ดินเปล่าๆ เพื่อที่จะเข้าไปคว้าเอาตำรายานายฝงถูกเสาหล่นลงมาทับจนขาหัก และถูกไฟคลอกจนได้รับาเ็สาหัสเพื่อที่จะรักษาพ่อ เงินที่เก็บสะสมไว้ถูกนำออกมาใช้จนหมดเกลี้ยงจนทุกวันนี้พวกเขาพักอาศัยอยู่ที่ย่านประตูหินบนตึกชั้น 2 ห้องใหญ่ 1 ห้องที่แบ่งออกเป็3 ห้องเล็กๆ เอาห้องที่หันออกด้านนอกสุดปล่อยเช่าให้กับคุณป้าคนที่มาทำงานเลี้ยงเด็กชั่วคราว
นางฝงถอนหายใจ “เพื่อนบ้านส่วนมากก็เป็คนดีกลัวเสียแต่ว่าเธอสำแดงฤทธิ์คราวนี้ คนอื่นเขาจะรู้สึกว่าเธอน่ะร้ายกาจ”
“แม่”ฝงซื่อเจินพูด “หนทางบนโลกนี้ เป็คนดีอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะถ้าไม่สำแดงฤทธิ์ซะหน่อย ให้คนอื่นๆ ได้รู้เอาไว้ว่าอย่ามารังแกพวกเราไม่อย่างนั้น ถ้าไม่ใช่แม่หม้ายจางก็คงเป็แม่หม้ายหลี่อยู่ดีมีแต่คนคอยกดขี่ข่มเหง ใครจะไปทน เขามาลักขโมยเอาผัก เราก็จะไปเอาหัวหอมมาบ้างแก้แค้นซะหน่อยไหม? รังแก 1 ครั้งก็เอาคืน 1 ครั้งหยวนๆ กันไป เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามรอให้พวกเรามีอนาคตที่ดีขึ้นจะได้ออกไปจากที่นี่ซะที ไปอยู่ในที่ดีๆ รอจนถึงตอนนั้นลูกสาวของแม่ค่อยแสดงเป็นางฟ้าก็ยังไม่สายนะ”
นางฝงเป็คนสูงวัยที่มีจิตใจเมตตาอ่อนโยนหลังจากที่บ้านเกิดเื่ขึ้น เื่ภายนอกไม่ว่าจะเป็เื่อะไรก็มีลูกสาวคอยจัดการให้หมดได้แต่คล้อยตามลูกสาว
เสียงไอแหบๆ ของพ่อดังออกมาจากห้องทางทิศเหนือขณะที่ฝงซื่อเจินก็เพิ่งจะรู้สึกได้ว่าอากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยควันฝิ่นจนติดจมูกเขาก็เริ่มมีอารมณ์โกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นหัวอีกครั้ง พูดกับแม่ว่า “แม่ทำไมยังซื้อยาสูบให้พ่ออีก?ป่วยยังไม่ดีขึ้นเลย ยิ่งสูบเข้าไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับพ่อเลย”
นางฝงกระทบฝ่ามือพูดอย่างไม่มีข้ออ้างใดๆ ต่อ“พ่อของเธอปวดทรมานจนทนไม่ได้ และจะให้แม่ทำยังไงได้? อย่างน้อยสูบยาแล้วเขาก็ยังหลับลงได้สบายหน่อย”
“ก่อนหน้านี้ไปเอายาแก้ปวดจากร้านขายยาแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วไม่ใช่เหรอ?”ฝงซื่อเจินกล่าว“หมอยาแซ่หลี่คนนั้นเขาก็บอกแล้วว่าอาการาแของพ่อดีขึ้นมากแล้วไม่น่าจะปวดขนาดนั้นแล้ว กลัวแต่ว่าพ่อติดยาสูบเข้าแล้วละ แม่พวกเราควรจะให้พ่อเลิกยาสูบซะถึงจะถูกนะ”
นางฝงก้มหน้าไม่พูดไม่จา
ฝงซื่อเจินเบื่อหน่ายไม่รู้จะทำอย่างไรควักเอาเงินที่ได้จากบ้านตระกูลหรงจำนวน 10 หยวนยื่นให้แม่พูดด้วยน้ำเสียงอย่างเคารพ “นี่เป็ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ให้แม่เก็บไว้ใช้จ่ายในบ้าน”
นางฝงปฏิเสธแล้วผลักมือกลับ“เมื่อเช้าเพื่อนเก่าแก่ของพ่อมาเยี่ยม เอายามาฝากนิดหน่อย แล้วยังคะยั้นคะยอเอาเงินให้แม่อีก50 หยวน เงินก้อนนี้เธอเก็บไว้เองเถอะ อยู่บ้านคนอื่นเขา ยังจำเป็ต้องใช้เงิน ใช้ไหว้วานคนงานในบ้านนั้น”
“หนูก็เป็ครูสอนของบ้านตระกูลหรงอยู่แล้วถึงแม้ไม่จ่ายสักหน่อยแล้ว เขาจะทำไมเหรอ?” ฝงซื่อเจินเอาเงินยื่นกลับไปให้แม่“อย่าซื้อยาสูบให้พ่ออีก แม่ปวดใจหนูก็รู้ แต่นี่มันเป็การทำร้ายพ่อต่างหาก!”
นางฝงทำได้แค่เก็บเงินเอาไว้ แล้วพูดอีกว่า“เมื่อเช้าได้รับโทรศัพท์ พี่ชายของเธอโทรมา บอกว่าได้ขึ้นเรือแล้วใช้เวลาเดือนครึ่งกว่าจะมาถึงจุดหมาย”
ฝงซื่อเจินแสดงออกถึงความเป็ห่วง“สุดท้ายแล้วเขาก็ยื่นเื่ขอพักการเรียนไป กลับมาครั้งนี้ยังไม่รู้เลยว่าอนาคตจะมีโอกาสกลับไปเรียนอีกหรือเปล่า”
นางฝงกลับคิดถึงลูกชายเป็ที่สุด พูดอย่างดีใจ“พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน แค่นี้ก็ไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว มีพี่ชายเธออยู่ ทุกๆ อย่างก็จะดีขึ้นมาน่ะในบ้านนี้ ไม่มีเสาหลักเป็ผู้ชายละก็ดูแล้วคงไม่ได้เสียแล้วนี่ถ้าหากว่ามีพี่ชายของเธออยู่นะพวกเราคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานะเป็เพื่อนบ้านของยัยแม่หม้ายนั่น”
ฝงซื่อเจินตรากตรำทำงานมาหลายเดือนแล้วเพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ หาที่อยู่อาศัย ทำงานเสริมหาเงินคนเดียวทำงานเพื่อดูแลคนทั้งบ้าน แต่ว่าฟังจากปากของแม่เหมือนกับว่าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดไม่ได้ดีไปกว่าพี่ชายที่อยู่แสนไกลผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อครอบครัวเลยในใจของเขาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจจนพูดอะไรไม่ออก
พอนางฝงพูดถึงลูกชายก็มีเื่ให้เล่าจนหยุดไม่ได้พูดไปเช็ดผ้าปูที่นอนไป “พี่ชายของเธอเป็นักเรียนแพทย์ผลการเรียนดีถึงแม้ว่ายังเรียนไม่จบ หางานวินิจฉัยโรคในคลินิกเล็กๆ น้อยๆ คงจะไม่เป็เื่ยากถึงตอนนั้นเราก็พอที่จะย้ายออกไปจากที่นี่แล้วละ เอ้อแล้วบ้านหลังนั้นเขาดีกับเราหรือเปล่า?”
“ก็พอใช้ได้ค่ะ”ฝงซื่อเจินเริ่มหายตื่นเต้นเื่งาน “แม่ มีอะไรกินบ้าง?”
นางฝงได้ยินว่าลูกสาวยังไม่ได้กินข้าวเลยรีบเช็ดมือไปเตรียมทำบะหมี่ให้เขากิน
ฝงซื่อเจินเดินเข้าไปภายในห้อง เปลี่ยนผ้าก๊อซให้กับพ่อนายฝงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา พร่ำเพ้อออกมา “ซื่อซวิน...”
ฝงซื่อเจินได้ยินเสียงนั้น “พี่กำลังเดินทางกลับมาแล้ว”
พอนายฝงดูชัดๆ รู้ว่าเป็ลูกสาวก็ปิดบังความผิดหวังไว้ไม่อยู่ “ทำไมเธอยังไม่ย้ายไปอีก?”
ให้ย้ายไปไหน? ทิ้งพ่อแม่ที่เจ็บป่วยไว้ แล้วจากไปซะอย่างนั้นน่ะเหรอ?
ฝงซื่อเจินขำออกมาด้วยความเจ็บใจ
“พ่อพาฉันกลับมาเองยังจำได้หรือเปล่า?” ฝงซื่อเจินจับหลังมือของพ่อขึ้นมาแนบไว้กับแก้มตัวเองสายตามองเหม่อออกไปไกล “ปีนั้นฉันไม่จมน้ำตายอยู่ในแม่น้ำนั่นมาถึงวันนี้เจอความลำบากเล็กๆ น้อยๆ ฉันจะยอมแพ้ล้มเลิกง่ายๆ ได้ยังไง?”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/0818cc58522cbd86eda61452a3988291
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่เมืองศิวิไลซ์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #เมืองศิวิไลซ์ #readAwrite ด้วยน้า