ปลายยามซื่อ(9.00-10.59) ใน่เช้าของฤดูใบไม้ผลิดอกไม้ใบหญ้าเริ่มผลิบานอากาศยามสายเริ่มอบอุ่นเหมาะแก่การออกมาชมดอกไม้หลังจากต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านใน่ฤดูหนาวบรรยากาศทางเดินเต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้ใบเขียวช่างทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดชื่นยิ่งนักดังเช่นหญิงสาวนางหนึ่งที่ตอนนี้กำลังเดินชมสิ่งสวยงามสองข้างทางด้วยรอยยิ้มสวยงามไม่แพ้ดอกไม้เด็กสาวที่ผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่นานล่วงผ่านจากเด็กสาวเป็หญิงสาวเต็มตัวส่งให้ใบหน้าที่ดูน่ารักในวัยเยาว์เปลี่ยนเป็สวยงามหวานซึ้งมากขึ้น
ฮวาเซียงเซียงกำลังเดินชมธรรมชาติด้วยอารมณ์ที่เบิกบานด้านหลังของนางมีสาวใช้ติดตามมาด้วยหนึ่งคนนามอาจือ ในมือของอาจือถือกล่องสำรับอาหารเที่ยงที่จะส่งไปให้บิดาของฮวาเซียงเซียงที่กำลังตรวจบัญชีอยู่ที่ร้านปักผ้าฮวาจิ่นซึ่งเป็ร้านปักผ้าของครอบครัวที่ตกทอดมาั้แ่รุ่นปู่ทวดจนมาถึงบิดาของนางวันนี้ฮวาเซียงเซียงอาสานำอาหารมาให้บิดาด้วยตนเองในเวลาปกติการเดินไปร้านใช้เวลาไม่นานไม่ถึงหนึ่งเค่อ(15 นาที) เพียงแต่วันนี้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยดอกไม้ใบหญ้าดึงดูดให้ต้องใช้เวลานานมากขึ้น
“คุณหนูเ้าคะเร่งเดินทางสักหน่อยดีหรือไม่เ้าคะบ่าวกลัวอาหารจะเย็นเสียก่อนอาหารจะเสียรสชาติได้นะเ้าคะ” อาจือเอ่ยกับ
ฮวาเซียงเซียงด้วยความร้อนใจมากขึ้นเมื่อเห็นคุณหนูของนางยังเดินไปชมดอกเถาฮวาที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง
“อ้อข้าเข้าใจแล้ว เราเร่งเดินทางกันเถอะ ตอนกลับค่อยแวะดูให้มากหน่อย” ฮวาเซียงเซียงตอบรับไร้ซึ่งความขัดคืองนางมองตอบสาวใช้ของตนรอยยิ้มหวานซึ้ง ั์ตาเป็ประกายส่งให้ใบหน้าที่สวยหวานอยู่แล้วยิ่งอ่อนหวานปานหยาดน้ำผึ้งอาจือที่มองรอยยิ้มของนางบ่อยยังเคลิ้มไปกับรอยยิ้มนี้ก่อนจะได้สติเมื่อเห็นว่าฮวาเซียงเซียงเดินห่างตนไประยะหนึ่งแล้ว
“คุณหนู!รอบ่าวด้วยเ้าค่ะ!”อาจือรีบร้องเรียกคุณหนูของตนพร้อมกับรีบเดินตามไปฮวาเซียงเซียงที่ได้ยินจึงได้ชะลอฝีเท้าและหันกลับมายิ้มให้สาวใช้ตน
“ทำไมเดินช้านักเล่าข้าเดิน...”ฮวาเซียงเซียงหยุดพูดเมื่อนางหันกลับมาแล้วพบกับชายฉกรรจ์อายุราวยี่สิบปีใบหน้าคล้ำมีหนวดเคราเต็มใบหน้า ลำตัวสูงใหญ่ ดวงตาดุดัน แต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบกำลังเดินถือตะกร้าที่ด้านในเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดที่เขาล่ามาได้ เขากำลังเดินมาด้านหลังของสาวใช้นางนางมองไปที่ชายหนุ่ม และราวกับเขารับรู้ว่ามีคนจ้องมองมาจึงได้หันหน้ามองมาทางนางทั้งสองสบประสานสายตาดวงตาที่คมกล้าดุดันจองมองไปที่นางแต่ไม่อาจทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวได้เพราะเขาคือผู้มีพระคุณผู้ช่วยชีวิตของนางกับน้องชายเมื่อหนึ่งปีก่อน นางและฮวาจงเยี่ยนน้องชายของนางไปเดินเล่นและตกปลาที่ริมแม่น้ำด้านนอกของเมือง
ขณะที่เบ็ดของน้องชายมีปลาตัวใหญ่มาติดด้วยแรงดึงมากนางและน้องชายยังไม่ชำนาญในการตกปลามากนักนางเพียรบอกให้น้องชายปล่อยเบ็ดไป แต่ด้วยความดื้อดึงไม่ยอมปล่อยน้องชายของนางจึงถูกแรงดึงตกแม่น้ำเมื่อเห็นดังนั้นนางที่ใใช้มือดึงน้องชายไว้แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ทำให้นางตกลงไปในแม่น้ำเช่นกันทั้งสองว่ายน้ำไม่เป็ทำได้เพียงส่งเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือและดิ้นรนตะกายขึ้นไปบนผิวน้ำแต่ก็ยังคงจมลงไปเช่นเดิม
จนเมื่อมีชายหนุ่มที่กลับมาจากการล่าสัตว์ลงไปช่วยทำให้นางและน้องชายรอดชีวิตกลับมาได้นางและน้องชายรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อนางเล่าให้ที่บ้านฟังท่านพ่อได้นำเงินไปให้แต่ชายหนุ่มกลับไม่รับท่านพ่อจึงทำได้เพียงส่งเสื้อผ้าที่ปักเย็บอย่างดีไปให้ชายหนุ่มกับปู่ของเขาที่บ้านชายหนุ่มจึงรับไว้แต่นางก็ไม่เห็นว่าเขาจะนำออกมาใช้หรืออาจจะเป็เพราะว่าเขาทำอาชีพล่าสัตว์ป่าขายจึงไม่เหมาะกับการใส่ชุดเช่นนั้น
ฮวาเซียงเซียงพยักหน้าส่งรอยยิ้มให้เขาเมื่อเห็นเขาพยักหน้าตอบกลับอาจือก็เดินมาตรงหน้านาง ฮวาเซียงเซียงจึงได้เดินไปที่ร้านขายผ้าของครอบครัวต่อหวังจงมองตามหลังหญิงสาวด้วยดวงตาทอประกายแสงแดดปลายยามซื่อในฤดูใบไม้ผลิยังไม่ร้อนแรงมาก เป็แสงสีส้มอ่อน ๆ
ตกกระทบที่ด้านข้างของนาง ยามนางหันมองมาคุยกับสาวใช้ด้วยรอยยิ้มดูงดงามราวดอกไม้แรกแย้มเขาได้แต่มองนิ่งและคิดย้อนไปเมื่อหนึ่งปีก่อนเขาเป็คนช่วยนางกับน้องชายที่กำลังจะจมน้ำตอนนั้นนางเป็เพียงเด็กสาวแรกแย้มที่ดูน่ารักผ่านไปไม่นานดูเหมือนนางจะดูงดงามน่าทะนุถนอมมากขึ้นกว่าตอนนั้นมากนักใจที่เคยนิ่งสงบของเขากลับเต้นรัวเร็ว จนเขาต้องละสายตาจากการมองนางเขาคงจะได้แต่มองเท่านั้นในเมื่อนางเป็บุตรสาวของคหบดีชื่อดังของเมือง และอีกอย่างตอนนี้เขาไม่ควรจะมีครอบครัวด้วยหวังจงส่ายหน้าด้วยความจนใจและเดินต่อไปเพื่อขายสัตว์ป่าให้ร้านอาหาร
“หวังจงมาแล้วหรือมา ๆ วันนี้มีอะไรบ้างตามข้ามาด้านหลังร้านเลย!” เฉาโป๋เหวินเถ้าแก่ร้านอาหารจิงฟงเอ่ยทัก
“หวังจงคารวะเถ้าแก่ขอรับ” หวังจงกุมมือทั้งสองและก้มตัวเล็กน้อยคำนับทักทายเถ้าแก่ร้านอาหารก่อนจะเดินตามเข้าไปที่หลังร้านผ่านไปประมาณสองเค่อหวังจงเดินออกมาพร้อมกับถุงเงิน เขาเดินออกมาด้วยรอยยิ้มพอใจก่อนกลับเขาได้สั่งอาหารไว้สามอย่างเพื่อนำไปกินกับปู่ของเขาที่บ้านเมื่อเขารับกล่องอาหารมาแล้วจึงได้เดินออกจากร้านเขาหันมองไปทางร้านปักผ้าฮวาจิ่นเพียงเล็กน้อยหากไม่มีใครสังเกตคงไม่รู้ว่าเขามองไปทางนั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีคนที่ตนหมายจะได้พบอีกครั้งออกมาจากร้านเขาจึงได้เดินกลับบ้านของตนเอง
ฮวาเซียงเซียงเดินเข้าไปในร้านปักผ้าหลังกล่าวทักทายหลงจู๊ของร้านเสร็จแล้วจึงได้เดินเข้าไปทางหลังร้านเมื่อเห็นบิดายังนั่งตรวจบัญชีอย่างเคร่งเครียดนางจึงเดินเข้าไปเอ่ยทักทาย
“ เซียงเซียงคารวะท่านพ่อเ้าค่ะ”ฮวาเซียงเซียงย่อกายคำนับด้วยความอ่อนช้อยสวยงาม ฮวาเจียงซิ่วที่กำลังก้มหน้าตั้งใจอ่านบัญชี
ของร้านจึงได้เงยหน้ามองไปยังบุตรสาวของตนด้วยสายตาอ่อนโยน
“เซียงเซียงมาแล้วหรือวันนี้อยู่กินข้าวกับพ่อนะ ่นี้ต้องเข้ามาดูบัญชีที่ร้านบ่อย ๆกินข้าวคนเดียวก็ชักจะเหงา ๆ เสียแล้ว” ฮวาเจียงซิ่วเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มใบหน้าที่มีริ้วรอยบาง ๆ จากวัยที่มากขึ้น
ไม่สามารถบั่นทอนความหล่อเหลาของเขาไปได้กลับทำให้ดูเป็ชายวัยกลางคนที่ดูสุขุมมากขึ้นทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นฮวาเจียงซิ่วลุกเดินนำบุตรสาวของตนไปที่โต๊ะอาหารที่มุมหน้าต่างของห้อง
“วันนี้ลูกตั้งใจมาทานข้าวเป็เพื่อนท่านพ่ออยู่แล้วเ้าค่ะวันนี้ท่านแม่ลงครัวทำกับข้าวด้วยตัวเองเชียวนะเ้าคะแต่ละอย่างเป็ของโปรดของท่านพ่อทั้งนั้น” ฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันอ่อนหวานและเดินไปรับจานอาหารจากอาจือวางเรียงไว้ที่โต๊ะ หลังเสร็จแล้วจึงได้นั่งลงกินข้าวเที่ยงพร้อมกับบิดาของตนสกุลฮวาไม่ได้มีหลักเกณฑ์ห้ามพูดในเวลามื้ออาหารฮวาเจียงซิ่วจึงได้เอ่ยขึ้นว่า
“เซียงเซียงเดือนนี้ร้านเราได้กำไรงามเชียว พอถึงเทศกาลหยวนเซียวพ่อจะเก็บเงินไว้ให้ลูก ๆ ใช้เที่ยวงานให้เยอะ ๆ เชียวแต่อย่าบอกแม่ของเ้าล่ะ พ่อจะแอบเก็บไว้” ฮวาเจียงซิ่วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ฮวาเซียงเซียงได้ฟังก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจนางเพียงยิ้มพยักหน้ารับฟังเท่านั้นเพราะสุดท้ายแล้วบิดาก็ไม่เคยแอบเก็บเงินได้สักครั้งั้แ่นางจำความได้
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ”หลังฮวาเซียงเซียงรับคำทั้งสองจึงได้ตั้งใจกินเที่ยงผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ฮวาเซียงเซียงและอาจือเดินออกมาจากร้านปักผ้าฮวาเจียงซิ่วได้ให้เงินสำหรับเดินซื้อของในอำเภอก่อนกลับนางและสาวใช้จึงได้เดินไปดูของตามร้านต่างๆ
อำเภอซานซูเป็อำเภอหลักของเมืองหย่งชุนที่เป็เมืองหลักของมนฑลหนานจิ้นทางฝั่งตะวันตกติดกับชายแดนแคว้นจิ้น อยู่ในเขตการปกครองของมณฑลหนานจิ้นที่ได้โซ่วอ๋องเฉิงฝานเจี้ยนเป็ผู้ปกครองแคว้นอานในรอบหลายปีบ้านเมืองสงบสุข ชาวบ้านมีความสุข การค้าขาย การเกษตรพอเพียง มีเพียงเมื่อสองปีก่อนฮ่องเต้องค์ก่อนเกิดประชวรกะทันหันทำให้เกิดการชิงบัลลังก์ของรัชทายาทและโซ่วอ๋องเฉิงฝานเจี้ยนแต่ผ่านไปไม่นานฮ่องเต้องค์ก่อนก็สละราชสมบัติให้รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์และให้โซ่วอ๋องมาปกครองเขตมณฑลหนานจิ้น หากไม่มีราชโองการเรียกตัวกลับเมืองหลวงห้ามเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยเด็ดขาดหากขัดราชโองการให้ปะาชีวิตหลังจากนั้นบ้านเมืองที่กำลังจะเกิดการนองเืก็สิ้นสุดลงด้วยความรวดเร็วซึ่งตอนนั้นนางอายุเพียง 13 ปีรับฟังจากที่ครอบครัวคุยกันเพียงเล็กน้อยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
แคว้นอานซึ่งอยู่ติดกับชายแดนแคว้นจิ้นทำการค้าขายแร่เหล็กพ่อค้าส่วนใหญ่จะเดินทางเข้าอำเภอซานซูที่มีพ่อค้ารับซื้อแร่เหล็กส่งต่อให้ทางเมืองหลวงทำให้ภายในตัวอำเภอมีผู้คนคับคั่ง การค้าขายรุ่งเรืองแม้ร้านของสกุลฮวาจะไม่ได้ทำการค้าแร่เหล็กแต่คนที่เดินทางผ่านไปมาเห็นลายปักผ้าที่สวยงามแปลกตาก็ซื้อกลับไปที่แคว้นของตนเองและเกิดการค้าระหว่างแคว้นทั้งพ่อค้าที่เข้ามารับผ้าประจำและขาจรเกิดความรุ่งเรืองและรายได้ให้กับสกุลฮวามากยิ่งขึ้น
ฮวาเซียงเซียงเดินเข้าออกร้านต่าง ๆมากมายแต่ในมือของอาจือมีเพียงกล่องใส่ของเพียงเล็กน้อย นางรู้ค่าของเงินที่หามาได้มากมายนัก
สิ่งไหนที่ไม่จำเป็จะไม่ซื้อแต่สิ่งไหนที่ต้องใช้แน่นอนนางไม่สนเื่ราคาขอแค่คุณภาพเหมาะสมเป็พอเมื่อนางเดินจนเหนื่อยแล้วจึงได้ชวนอาจือนั่งร้านขายเต้าทึงร้านโปรด
“เถ้าแก่ขอเต้าทึงเพิ่มถั่วดำ 1ถ้วย และปกติ 1 ถ้วยเ้าค่ะ” อาจือเดินไปสั่งอาหารและเดินไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับฮวาเซียงเซียง ฮวาเซียงเซียงไม่ได้เป็คนที่ยึดถือธรรมเนียมนายบ่าวนางจะนั่งกินกับสาวใช้ส่วนตัวเป็ประจำ
“ดีนะเ้าคะคุณหนูวันนี้อากาศไม่ร้อนมากไม่งั้นเดินมากขนาดนี้คงต้องเหนื่อยมากกว่านี้แน่”
“เ้ากล่าวหาว่าข้าพาเ้าเดินเข้าร้านเยอะหรือ”ฮวาเซียงเซียงกล่าวด้วยสีหน้าคาดคั้น
“เปล่านะเ้าคะบ่าวแค่พูดไปอย่างนั้นเองเ้าค่ะ” อาจือรีบเอ่ยปฏิเสธทันทีก่อนจะส่งค้อนให้ฮวาเซียงเซียงเมื่อเห็นว่าฮวาเซียงเซียงอมยิ้มราวกับอดกลั้นไม่ให้หัวเราะออกมากับท่าทางร้อนรนของนาง
“เต้าถึงสองถ้วยมาแล้วจ้า คุณหนูฮวาทานให้อร่อยนะวันนี้ข้าเพิ่มถั่วเพิ่มให้อีกเท่านึงเลยเชียว”เ้าของร้านเดินถือมาเสิร์ฟด้วยตนเอง ทำให้ทั้งสองหยุดพูดคุยกัน
“ขอบคุณป้าเจียนมากเ้าค่ะแต่ครั้งหน้าให้ตามปกติเถิดเ้าคะ ข้าเกรงใจ” ฮวาเซียงเซียงเอ่ยด้วยสีหน้าเกรงใจเพราะนางและอาจือเป็ลูกค้าประจำมานาน
“ไม่เป็ไร ๆ วันนี้วันดีลูกชายป้าสอบผ่านเป็บัณฑิตซิ่วไฉแล้ว! วันนี้ป้าไม่คิดเงิน!”ลี่เจียนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
“เซียงเซียงยินดีกับท่านป้าเจียนและพี่หานด้วยเ้าค่ะภายหน้าพี่หานต้องสำเร็จเป็จวี่เหรินและได้เป็ขุนนางแน่แล้วเ้าค่ะ”
ฮวาเซียงเซียงเอ่ยด้วยความยินดีด้วยใจจริงนางเห็นลี่มู่หานบุตรชายของป้าเจียนขยันอ่านหนังสือมานานตอนนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จกับสิ่งที่พยายามมาหลายปีแล้ว
ลี่เจียนได้ยินคำอวยพรแล้วยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิมนางพยักหน้ากล่าวขอบคุณและเดินกลับไปดูแลลูกค้าคนอื่นต่อ ฮวาเซียงเซียงและอาจือที่กำลังลงมือกินเต้าถึงจนใกล้หมดก็ได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นหูกำลังพูดคุยยินดีกับลี่เจียนที่หน้าร้าน ฮวาเซียงเซียงจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองเห็นเป็หญิงสาวแรกแย้มหน้าตาน่ารัก เวลายิ้มจะมีลักยิ้มทั้งสองข้างตาสองข้างปิดโค้งยิ่งส่งเสริมให้ใบหน้ามีความน่ารักมากยิ่งขึ้นเมื่อหญิงสาวกล่าวทักทายกับเ้าของร้านแล้วมองหาที่นั่งก็พบกับฮวาเซียงเซียงที่กำลังมองมาที่นางนางจึงได้โบกมือทักทายด้วยความดีใจ
“เซียงเซียง! เ้าก็อยู่หรือข้าขอนั่งด้วยคนนะ สวัสดียามบ่ายอาจือ” มู่ซือฉีเอ่ยทักทายทั้งสองด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะนั่งรอเต้าทึงของตนเอง
“บ่าวคารวะคุณหนูมู่เ้าค่ะ” อาจือลุกขึ้นคารวะมู่ซือฉีก่อนจะมองหาที่นั่งอื่นเพื่อให้เ้านายทั้งสองได้คุยกัน แต่กลับเป็มู่ซือฉีที่ดึงมือของอาจือลงให้นั่งที่โต๊ะด้วยกันและเรียกสาวใช้ของตนมานั่งด้วย
“นั่ง ๆ นั่งด้วยกันนี่แหละข้าไม่ถือหรอกชิงชิงก็มานั่งด้วยกันเร็ว” มู่ซือฉีกวักมือเรียกสาวใช้ของตนหลังชิงชิงนั่งด้วยกันและกล่าวทักทายกันเสร็จแล้วฮวาเซียงเซียงจึงได้เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขึ้นว่า
“เหตุใดวันนี้คุณหนูมู่ถึงได้ออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกได้เล่าไม่ได้เตรียมตัวทำพิธีปักปิ่นหรือ”
“เฮ้อ! เ้าอย่าเพิ่งพูดเื่นั้นได้มั้ยข้าเบื่อนักท่านแม่บ่นให้ข้าทุกวันเื่การเรียนมารยาท น่าเบื่อ! แล้วก็วันนี้เป็วันประกาศผลสอบพี่หานของข้าข้าก็ต้องออกมาดูผลและมายินดีกับป้าเจียนน่ะสิ” มู่ซือฉีกล่าวด้วยใบหน้าเคลิ้มฝันถึงพี่หานของนาง
มู่ซือฉีเป็บุตรสาวคนรองที่เกิดจากภรรยาเอกของท่านนายอำเภอมู่เหว่ยหางนางเป็เพื่อนกับฮวาเซียงเซียงมาั้แ่เด็กด้วยเพราะบิดาทั้งสองเป็เพื่อนที่รู้จักกันมานานเมื่อทั้งสองเกิดในเวลาใกล้กันทำให้สองครอบครัวไปมาหาสู่กันตลอดจนทั้งสองสนิทสนมกันถึงแม้นิสัยที่ร่าเริงสดใส และกริยาโผงผางตามแบบคุณหนูที่ถูกตามใจจะแตกต่างจากฮวาเซียงเซียงมากนัก แต่ทั้งสองก็ยังอยู่ด้วยกันและเป็เพื่อนเล่นกันมานานจนรู้ใจซึ่งกันและกันซึ่งฮวาเซียงเซียงก็ทราบว่ามู่ซือฉีแอบหลงรักลี่มู่หานั้แ่เริ่มเป็เด็กสาวแรกแย้ม นางจะมากินเต้าถึงที่ร้านเป็ประจำและมักจะบอกกับที่บ้านว่าออกมาพบฮวาเซียงเซียง
“วันนี้พี่หานไม่ออกมาที่ร้านหรือข้ารึอุตส่าห์ขอมารดาออกมาได้นึกว่าจะได้พบกับพี่หานสักหน่อย” มู่ซือฉีกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าก่อนจะมีรอยยิ้มกลับมาอีกครั้งเมื่อนางกระซิบข้างหูฮวาเซียงเซียงว่า
“ท่านพ่อบอกว่าหากพี่หานสอบเป็บัณฑิตจวี่เหรินได้ท่านพ่อจะไม่ห้ามหากพี่หานจะพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอข้าล่ะ ฮ่า ๆ” ฮวาเซียงเซียงได้แต่ส่ายหน้าจนใจให้กับความคิดของลู่ซือฉีการแต่งงานต้องให้ผู้ใหญ่เป็ฝ่ายจัดการ บุตรชายหญิงทำได้เพียงทำตามคำสั่งของบิดามารดาเท่านั้นที่บิดาของมู่ซือฉีพูดแบบนั้นคงเป็การตอบให้ผ่านไปเพียงเท่านั้น
“แล้วพี่หานเห็นด้วยแล้วหรือเื่การสู่ขอ”
“ฮึ! หลังจากที่ข้าพูดว่าชอบเมื่อวันนั้นเขาก็หลบหน้าข้าตลอดเลยข้าคิดว่าพี่หานคงจะคิดว่าฐานะเราแตกต่างกันมากเกินไปแต่ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นสักหน่อยอีกอย่างท่านพ่อก็บอกแล้วขอเพียงพี่หานได้เป็จวี่เหริน ท่านพ่อก็จะยอมรับการหมั้นหมายนี้!แต่นี่ดูสิข้าเดินมาหลายรอบแล้วเขาก็ยังไม่โผล่หน้ามาเลย มันน่านัก!”
เมื่อรอแล้วรอเล่าลี่มู่หานไม่ออกสักทีมู่ซือฉีจึงได้แต่กลับจวนตนเองด้วยใบหน้าหมองเศร้าฮวาเซียงเซียงมองส่งเพื่อนของตนด้วยสีหน้าลำบากใจนางพอมองออกว่าถึงแม้การกระทำของลี่มู่หานต่อมู่ซือฉีจะดูเฉยเมยมากนัก แต่นางมองเห็นว่าเมื่อมู่ซือฉีเผลอก็มักจะมีสายตาของเขาคอยมองมู่ซือฉีด้วยแววตาแวววาวหวานล้ำแต่นางคงจะทำได้เพียงเอาใจช่วยให้ทั้งสองได้ครองคู่กันดังหวังหากเป็เช่นนั้นนางก็ยินดีกับทั้งสองด้วยความจริงใจและดีใจที่มู่ซือฉีได้ครอบคู่กับคนที่รักคงจะมีเพียงนางที่ไม่รู้ว่าภายหน้าคู่ครองของตนจะเป็คนอย่างไรคงต้องให้บิดามารดาและ์ลิขิตแล้ว....