เสียงร่ำร้องครวญครางขอชีวิตนับสิบ บ้างก็นอนจมกองเืบ้างก็มีาแฉกรรจ์ บ้างก็พยายามต่อสู้อย่างสุดกำลังแต่เพราะความต่างชั้นของพลังจึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
แสงเปลวเพลิงเริ่มส่องประกายกองไฟเริ่มขยายขนาด แผนปล้นสะดมที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ของพวกโจรดูท่าจะสำเร็จไปได้ด้วยดีซึ่งตัวหัวหน้าก็ยืนมองคอยออกคำสั่งลูกน้องในสังกัดอย่างเยือกเย็นทั้งที่เห็นคนล้มตาย
เสียงแหลมะโดังลั่น“พวกแกหยุดเดี๋ยวนี้!”ถึงแม้จะไม่ดังจนน่าเกรงขามแต่มันก็เหมือนสัญญาณที่ดีสำหรับผู้คนของหมู่บ้านพิรุณร่วงโรยเพราะนี่คือการมาถึงของหลี่ผิง
หัวหน้าที่ยืนคอยเวลานี้อยู่ั้แ่เริ่มออกคำสั่งก็หัวเราะชอบใจ “ฮะ..ฮะ ฮ่า ๆ รอบนี้เ้าหลี่ิมันกลัวข้าหัวหด จนต้องให้เมียมันมาออกหน้าแทนงั้นสินะ”
“หุบปากของเ้าเสีย”ถึงอยากจะบอกเหตุผลออกไปว่าหลี่ิไปเข้าร่วมการประชุมแต่นั่นเป็การกระทำที่โง่เขลาเพราะมันจะเป็การเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายบุกอย่างสบายใจโดยไม่มีการระวังตัวใดๆ ทั้งสิ้น
“อีกเดี๋ยวหลี่ิก็มาจัดการกับเ้าแล้ว!” นางตะคอกเสียงก่อนจะเริ่มโคจรพลังปราณและร่ายรำ ความอ่อนช้อยที่ดูผิดกับสถานการณ์ ความเร่งรีบของกระบวนท่าที่ดูผิดกับความอ่อนช้อยแต่ทั้งหมดนั่นกลับเป็ท่วงท่าที่ลงตัว
จังหวะที่มือขวาของนางสบัดนิ้วชี้ขึ้นสู่นภาสายวารีจากบ่อน้ำในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ลอยขึ้นเหนือฟ้า ปกคลุมกองเพลิงสูงใหญ่
ผู้คนที่เห็นต่างตกอกใแต่ยังคงเก็บอาการและสิ่งที่แปลกก็คือฝ่ายโจรป่าไม่ได้บุกเข้ามาโจมตีนางระหว่างร่ายรำแม้แต่น้อย
“เห็นกี่ครั้งก็ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งหลี่ผิง” เสียงปรบมือดังออกมาจากมันผู้นั้นเพียงคนเดียว
หลี่ผิงหยุดเท้าในจังหวะสุดท้ายฝ่ามือทั้งสองประสานกันเบื้องหน้าจากนั้นวาดลงสู่พิภพ
“ท่วงท่าแห่งหยาดพิรุณลำดับที่3”
วารีเบื้องบนล่วงหล่นอย่างกระจัดกระจายกลายเป็พิรุณเปลวเพลิงค่อย ๆ ลดขนาด เสียงน้ำกระทบกับไฟดังไม่ขาดสาย อาคารที่ดับเพลิงไม่ทันก็กลายเป็ซาก
“ร่ายรำ”
“ดูเหมือนพร้อมที่จะถูกเอาคืนเต็มทีแล้วสินะหยางเปียว”
“พวกแก หยุดลงมือก่อน!”เ้าของชื่อะโสั่งลูกน้องที่อยู่ในระแวกนั้นให้ละมือจากทุกสิ่ง ซึ่งพวกเขาก็หันมามองหยางเปียวกันทั้งหมด
“เ้าไม่เคยมีความคิดที่จะมาเป็ผู้หญิงของข้าบ้างหรือผู้ชายใจเสาะและอ่อนแออย่างเ้านั่น มันมีอะไรดีกัน เ้าถึงได้ชอบมันนักหนา”
หลี่ผิงที่พยายามโคจรพลังปราณอีกคราหวังพุ่งเข้าจู่โจมแต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จเพราะพลังปราณที่ใช้ไปกับวิชาพิรุณร่วงโรยนั้นค่อนข้างมาก ทำให้พลังปราณในร่างแทบไม่เหลือแล้วอีกอย่างก็เพราะในตอนนี้นางกำลังรับมือกับอาการป่วยอยู่ลมปราณในร่างจึงไหลเวียนได้ไม่ดีนัก
นางสำลักโลหิตออกมาหนึ่งครา มือประทับเข่าได้ทันเมื่อทรุดตัวลงเสียงหอบหายใจเริ่มถี่ขึ้น สายตาของนางเริ่มมองไม่ชัด ดวงตากระพริบระรัวโลกเบื้องหน้าสำหรับนางนั้นหมุนไปหมด
“ท่านพักก่อนเถอะ หลี่ผิง”เหิงเยว่ทนดูอยู่อย่างเดียวไม่ไหวจึงเข้าไปช่วยประคองร่างพานางไปนั่งพิงกำแพงอาคารข้างถนน
“จัดการ...มันให้ข้าด้วย...ท่านเหิ-”เสียงสุดท้ายก่อนที่หลี่ผิงจะหมดสติไป
“ถึงจะไม่รู้ว่าเื่มันเป็มาอย่างไรแต่เ้าคงชะตาขาดแล้วล่ะ หยางเปียว”