ในขณะที่จ้าวหยวนนำทางเฟิ่งหยูเข้าสู่ห้องโถงหลักภายในตำหนักเมืองจินเฟิงตลอดรายทางมันแนะนำวังและสถานที่ภายในตำหนักจินเฟิงสิ่งที่มันรู้ตลอดระยะเวลาที่มันอยู่ที่นี่และสิ่งที่มันได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เฝ้าอยู่ให้เฟิ่งหยูฟัง
เมืองจินเฟิงครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลตรงกลางตั้งไว้ด้วยตำหนักหลักที่ดูโอ่อ่าภูมิฐานพร้อมด้วยสถาปัตยกรรมนับไม่ถ้วนที่ยืดขยายออกทางด้านข้าง ยาวไกลสุดสายตาเฟิ่งหยูเดินตามจ้าวหยวนเข้าสู่ตึกที่พักอาศัยตามรายทาง เด็กหนุ่มพบพานกับขุนนางของเมืองจินเฟิงหลายต่อหลายคนตลอดทางผู้คนหลายคนต่างทักทายทั้งสอง ถึงอย่างไรด้วยอายุและขนาดตัวที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของเฟิ่งหยูเป็นไปไม่ได้หากพวกมันต้องการเมินเฉย
“เมืองจินเฟิงในตอนนี้มีขุนนางอยู่ทั้งหมดกี่คน?” เฟิ่งหยูเอ่ยถามจ้าวหยวน
“ครั้งสุดท้ายที่ตรวจสอบดูมีขุนนางทั้งหมดมากกว่าสามพันคน ทหารทั้งหมดมีห้าหมื่นคน ”จ้าวหยวนเอ่ยอย่างครุ่นคิดพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเข้าร่วมกับกองกำลังกองทัพหลวงของเมือง
การจัดงานเลี้ยงในวันนี้นับเป็นโอกาสพบเห็นขั้วอำนาจแทบทั้งหมดในเมืองจินเฟิงในคราเดียวเฟิ่งหยู มองไปที่จ้าวหยวน
“ดูแล้วเจ้าเหมือนไม่อยากจะเข้าร่วมงานฉลองนี้มีปัญหาอะไรเช่นนั้นหรือ?”
“แม้ว่านี่ไม่เชิงเป็นปัญหา.....แต่....แต่...” จ้าวหยวนลังเลเล็กน้อยจากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าเมื่อครั้งเจ้าเมืองคนก่อนรับตำแหน่ง พวกมันล้วนส่งเทียบเชิญงานเลี้ยงฉลองออกไปแต่ว่าระหว่างงานเลี้ยงฉลองเหล่าผู้ที่ได้รับเชิญใช้ข้ออ้างในชี้แนะแลกเปลี่ยนพลังฝีมือในการท้าประลองกับท่านเจ้าเมือง จนสร้างความอับอายให้แก่ท่านเจ้าเมืองคนก่อนยิ่งทั้งยังส่งผลให้เจ้าเมืองคนใหม่กลายเป็นตัวตลกเป็นเวลานาน”
“หึๆ นั่นสมควรเป็นแผนการของสำนักและตระกูลใหญ่ในเมืองเหล่านั้นเพื่อทำลายศักดิ์ศรีของท่านเจ้าเมืองคนใหม่เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ใดเป็นคนคุมเมืองจินเฟิงอย่างแท้จริง” เฟิ่งหยูกล่าวพลางหัวเราะ
“ถูกต้องแล้ว”จ้าวหยวนผงกศีรษะ ก่อนจะกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าได้ยินมาว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับท่านเจ้าเมืองสองรุ่นก่อนเช่นกันท่านไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเชิญพวกมันมาในงานฉลองได้มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นที่ครหาจนสิ้นศักดิ์ศรีหากท่านเข้าร่วมในงานเลี้ยงก็มีโอกาสที่พวกมันจะท้าประลอง....ความพ่ายแพ้มิใช่ปัญหา แต่พวกมันล้วนมีจิตมุ่งร้ายและลงมืออย่างหนักหน่วงยิ่งคราก่อนเจ้าเมืองคนก่อนก็ถูกเล่นงานจนบาเจ็บและท่านเจ้าเมืองเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากอดทนต่อความอัปยศและกล้ำกลืนคำพูดของตนไว้”
สถานการณ์ที่จ้าวหยวนอธิบายความจริงนับว่าปกติสามัญยิ่งแม้แต่ตัวเฟิ่งหยูเองที่เข้ารับตำแหน่งเจ้าเมืองเพระเหตุผลเพียงเพื่อแสวงหาโอกาสเฟิ่งหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ภายในเมืองจินเฟิงนี้มีสำนักหรือตระกูลใดบ้างที่มีอิทธิพลมากกว่า หรือเทียบเท่าเจ้าเมืองคนเก่า”
“อ้อข้าขอคิดสักครู่ ....”จ้าวหยวครู่นคิดอย่างอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างเชื่องช้า
“มีทั้งสิ้นสามสำนัก พวกมันได้แก่ สำนักทวนเหล็ก สำนักปราณวายุ สำนักเจ็ดดาบ”หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เสียงของจ้าวหยวนพลันระแวดระวังขึ้นมา
“ทั้งสามสำนักล้วนมีประวัติยาวนานกว่าห้าร้อยปี หรืออาจจะหนึ่งพันปีอิทธิพลของพวกเขาฝังลึกในเมืองจินเฟิงและกำลังของพวกมันสูงส่งยิ่งกว่าของเมืองจินเฟิงหากมิใช่เพราะมีการหนุนหลังจากทางราชวงศ์ บางทีพวกเราอาจจะถูกกำจัดและขับออกเมืองไปแล้วนอกจากสามสำนักนี้แล้ว ยังมีสำนักใหญ่อีกสองแห่งที่แม้แต่ราชวงศ์ยังมิกล้าตอแยด้วย....พวกมันคือสำนักสาขาของพรรคตระกูลเจียง และตระกูลเซียวทำให้พวกมันกลายเป็นขุมอำนาจที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ในเมืองจินเฟิงนี้”
“สาขาของพรรคตระกูลเจียงและตระกูลเซียว”เฟิ่งหยูตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงในนามเท่านั้น ในความเป็นจริงขุนนางเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีความสามารถต้อยต่ำไม่คู่ควรอยู่ในเมืองจินเฟิงทว่าเมื่อกล่าวรวมทั้งหมดยังสามารถนับว่าพวกเขายังไม่อาจเทียบได้กับตระกูลเซียวและตระกูลเจียงในเมืองจินเฟิงซึ่งถูกทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์ก็ว่าได้
“ถึงอย่างไรเมืองจินเฟิงเองก็มิใช่ว่าจะสามารถข่มเหงได้โดยง่าย”จ้าวหยวนตบอกตนเองด้วยสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ
“แม้ว่าเมืองจินเฟิงเราจะเสื่อมเสียเกียรติระหว่างงานเลี้ยงเมื่อห้าปีก่อนแต่นั่นมันห้าปีที่แล้ว ตอนนี้เมืองจินเฟิงของเรามีผู้มากพรสวรรค์มากมายทั้งยังไม่ด้วยกว่าตระกูลหรหือสำนักอื่นแม้แต่น้อย ตอนนี้สำนักที่เมืองจินเฟิงของเราตั้งขึ้นมาได้สามปีแล้วมีลูกศิษย์เกือบสามพันคนแล้วด้วยแน่นอนว่าเมืองจินเฟิงของเราไร้ฝีมือ เพียงแต่สำนักเหล่านั้นแข็งแกร่งเกินไปแม้ว่าเมืองจินเฟิงของเราจะมีทางเมืองหลวงหนุนหลังอยู่ทว่าสำนักเหล่านั้นเองก็มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน วิชาลับมากมายรวมทั้งทรัพยากรและทักษะยุทธ์ที่สืบทอดต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น ทั้งหมดนี้มิใช่สิ่งที่เมืองจินเฟิงของเราจะเทียบได้แม้ว่าพวกมันจะคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักทว่าเกณฑ์การคัดออกของพวกมันนับว่าวางไว้สูงกว่าเมืองจินเฟิงของเรามากนักยิ่งกว่านั้น ผู้คนที่เข้าร่วมในสำนักที่มีราชวงศ์หนุนหลังอยู่ต่างวางแผนที่จะเข้าร่วมกับทางเมืองหลวงอยู่แล้ว ถึงอย่างไรการตั้งสำนักยุทธ์ที่บริหารโดยวังหลวงล้วนเพื่อคัดสรรบุคคคลเข้าเป็นกำลังให้กับทางราชวัง ทว่า คนที่มีพรสวรรค์สูงส่งส่วนใหญ่ต่างเย่อหยิ่งยโสความต้องการของพวกเขาคือการเข้าร่วมกับสำนักใหญ่ ๆมากว่าเข้าร่วมกองกำลังของทางวังหลวง ดังนั้นความแข็งแกร่งโดยทั่วไปของเมืองจินเฟิงเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักขนาดเล็กและขนาดกลางนับว่ามีเปรียบกว่าเล็กน้อยทว่าเมื่อต้องประมือกับสำนักใหญ่ เราล้วนไม่อาจเปรียบเทียบได้” จ้าวหยวนเปรียบเปรยให้เฟิ่งหยูได้ฟัง
ในจังหวะที่เฟิ่งหยูกำบังเดินชมทิวทัศน์ของตำหนักอย่างเงียบๆ นั้นเอง จ้าวหยวนกลับลากมันไปทักทายคนสองคน
“อ้าวจ้าวหยวนนี่เจ้ากำลังจะกลับไปพักผ่อนงั้นรึ?” อ้ายเหม่ยเอ่ยทักขึ้นมาก่อนเมื่อพบเห็นจ้าวหยวน หญิงสาวแย้มยิ้มพร้อมกับทักทายมันเมื่อได้ยินเสียงของนาง จ้าวหยวนรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอย่างแช่มช้าเข้าสู่หัวใจของมัน เพราะน้ำเสียงที่นุ่มนวลและงดงามเพียงแค่การได้ยินก็เกิดความพึงใจไม่อาจอธิบายได้ ยิ่งพินิจแววตาของนางมันยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าแววตาอันนุ่มนวลและรอยยิ้มของนางสามารถล่อลวงหัวใจของผู้คนได้
ตอนนี้หญิงสาวจับจ้องไปยังเฟิ่งหยูก่อนที่นางจะเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“คนผู้นี้คือ........”
“ข้าคือเพื่อนของน้องของจ้าวหยวนต้องรบกวนท่านทั้งสองชี้แนะด้วยในอนาคต” เฟิ่งหยูเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าวใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ จ้าวหยวนตะลึงเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นเฟิ่งหยูพยักหน้าก็ไม่กล่าวเอ่ยสิงใดออกมา
ฟางหลงผงกศีรษะอย่างช้าๆ จนแทบไม่อาจจะนับได้ว่าเป็นการตอบรับเสียด้วยซ้ำสายตาของมันหยุดลงที่เฟิ่งหยูชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นเบนเบือนสายตาไปหว่างคิ้วของมันแฝงด้วยความหยิ่งยโส และความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ค่อยพอใจจ้าวหยวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วซึ่งจัดได้ว่าเป็นศัตรูหัวใจก็ว่าได้
“อ้อ? เจ้าคงตามจ้าวหยวนมาต้อนรับเจ้าเมืองคนใหม่กระมัง” อ้ายเหม่ยเพ่งมองทางเฟิ่งหยูพร้อมทั้งหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
“น้องของเจ้าหล่อเหลาเสียด้วย”อ้ายเหม่ยแค่หยอกล้ออย่างเห็นได้ชัดแต่ฟางหลงที่ยืนอยู่ข้างกายนางได้ส่งสายตาดุร้ายให้กับเฟิ่งหยูทว่าเฟิ่งหยูทำท่าทางราวกับมองไม่เห็นกลับยิ้มใหอ้ายเหม่ยก่อนที่จะกล่าวว่า
“ขอบใจพี่หญิงมากที่กล่าวชม”
“เอาละพี่หญิงคนนี้จำต้องหยุดการทักทายไว้เพียงเท่านี้ ข้าต้องเข้าร่วมงานฉลองคืนนี้ไว้พบกันคราวหน้าตกลงไหม?”
“น้อมส่งพี่หญิง”อ้ายเหม่ยขยิบตาข้างซ้ายอย่างซุกซนหญิงสาวเดินจากไปทิ้งรอยยิ้มบางเบาพร้อมลมหอบหนึ่งแม้คำพูดของเฟิ่งหยูจะแฝงแววเจ้าสำราญอยู่บ้างทว่ากลับมิได้สร้างความรู้สึกต่อต้านอันใดต่ออ้ายเหม่ยหากทว่ากลับสามารถสร้างความประทับใจในตัวของเฟิ่งหยูแทน ส่งผลให้ฟางหลงไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก
เฟิ่งหยูมองตามแววตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังร่างอันอ้อนแอ้นโดยไม่ปิดบังความนิยมชมชื่นเลยแม้แต่น้อย ...ด้วยรูปร่างลักษณะที่เหนือกว่าทุกผู้คนทั้งยังบุคลิกท่าทางอันสง่างามนางไม่เพียงแต่มีแววตาของความทระนงถือดี แต่กลับกัน หญิงสาวกลับมีบุคลิกลักษณะที่อบอุ่นอ่อนโยนอย่างไรก็ตาม ศักดิ์ฐานะและตัวตนแท้จริงของนางย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงบนบ่าของเฟิ่งหยูด้วยกริยาอาการไม่เป็นมิตรเท่าใดนักชายหนุ่มหมุนตัวกลับหลังพร้อมกับมองด้วยสายตาเย็นชาของฟางหลงจ้องมองมายังเฟิ่งหยู เฟิ่งหยูจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ฟางหลงท่านต้องการสิ่งใดจากข้าหรือ?” พูดถึงเรื่องนี้ท่านมิใช่มากับพี่หญิงอ้ายเหม่ยหรอกรึ?
อ้ายเหม่ยเดินจากไปค่อนข้างไกลแล้วทว่านางมิได้หันกลับมาเรียกฟางหลงคล้ายมิได้ตระหนักว่าฟางหลงมิได้อยู่ข้างกายอีกต่อไป ดูท่าความสัมพันธ์ของทั้งสองล้วนผิดแผกแตกต่างจากเฟิ่งหยูคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มากนักสมควรเป็นการหลงรักข้างเดียวของฟางหลงเสียมากกว่า ฟางหลงหรี่สองตาเล็กลง พร้อมกับความรู้สึกเหยียดหยามสาตามันจับจ้องมายังเฟิ่งหยูด้วยความต่ำต้อยด้อยค่า
“จ้าวหยวนดูแลน้องของเจ้าให้ดีด้วย แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีการใดในการเข้ามาในงานแต่มีบางสิ่งที่ข้าอยากจะตักเตือนเจ้า เมื่อเจ้าเข้ามายังตำหนักจินเฟิงจงเรียนรู้อย่างว่าง่ายว่าเจ้าสมควรทำสิ่งใด ไม่สมควรทำสิ่งใดไม่เช่นนั้นเจ้าอาจตำหนิข้าไม่ตักเตือนเจ้าเมื่อเจ้าต้องรับผลจากการกระทำ ยังมีจำไว้ให้ดี จากนี้จงอยู่ห่างจากอ้ายเหม่ย ยิ่งไกลยิ่งดีหากข้าเห็นเจ้าพูดกับนางแบบนี้อีกละก็จงอย่าลืมว่าข้ามีวิธีการมากมายที่จะเตะเจ้าออกจากเมืองจินเฟิงแห่งนี้ “
หลังพูดจบสายตาอันดุร้ายของมันกวาดผ่านใบหน้าของทั้สอง จากนั้นสาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วไปยังทิศทางของอ้ายเหม่ยจากไปมันทราบดีเกี่ยวกับประวัติของจ้าวหยวนว่าเป็นเพียงบุตรชายของพ่อค้าในเมืองห่างไกลไม่มีผู้ใดหนุนหลังเช่นกัน เพราะฉะนั้นชายหนุ่มจึงไม่มีความลังเลใด ๆเลยในการข่มขวัญพวกเขาทั้งสอง
เฟิ่งหยูมองตามหลังฟางหลงไปอย่างเฉื่อยชาพร้อมทั้งพ่นลมออกทางจมูก
“คนผู้นี้ในหัวคงมีแต่เรื่องอย่างว่าไม่คิดถึงความก้าวหน้า”
“มันเป็นเช่นนี้ตลอดมาข้าล้วนเคยชินมานานแล้ว” ใบหน้าของจ้าวหยวนเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นและอับจนปัญญาในเวลาเดียวกันในช่วงเวลาปกติฟางหลงใช้สายตาที่แตกต่างมองดูมัน มันล้วนไม่ใส่ใจทว่าครั้งนี้ ฟางหลงแน่ชัดว่ากำลังข่มขู่เฟิ่งหยูนี่ล้วนก่อให้เกิดความโกรธแค้นจากก้นบึ้งของจิตใจของจ้าวหยวนทว่าเมื่อระลึกได้ถึงความแข็งแกร่งและเบื้องหลังของตระกูลของมันจ้าวหยวนนับว่ามิอาจกระทำการอันใดได้แต่เมื่อคิดถึงตำแหน่งของเฟิ่งหยูพลันทำให้มันยิ้มขึ้นมาได้ ว่าฟางหลงเตะใส่แผ่นเหล็กเข้าอย่างจังแล้ว