Chapter
I
ไม่จำเป็ต้องรู้ 'ชื่อ' ข้า
แสงแดดเจิดจ้าทอประกายจากพระอาทิตย์ดวงโต อาบย้อมหลังคาเรือนทั่วทุกหลังภายใต้การปกครองอันเที่ยงธรรมของกษัตริย์ฟาเลียสแห่ง ‘อาณาจักรโบลิเซีย’ ให้เปล่งประกาย สมดังชื่อของแคว้นซึ่งหมายถึง่เวลาเจิดจรัสของยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ ทรงพลัง นับหลายร้อยปีแห่งความรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ช่วยหล่อหลอมให้ดินแดนแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ทั่วทุกสารทิศ ประชาราษฎร์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ อยู่เย็นเป็สุข รอยยิ้มจึงแต่งแต้มทั่วใบหน้า ทุกแห่งหนล้วนอบอวลด้วยบรรยากาศแห่งความสงบและเป็สุข โดยเฉพาะตลาดและชุมชนจะยิ่งคึกคักเป็พิเศษ
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ย่อมไม่มีที่ใดบนพื้นพิภพปราศจากความยากลำบาก เห็นได้จากมีบุคคลในชุดหนังกลางเก่ากลางใหม่ผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมสมาคมผู้กล้าที่แทบไม่อาจรักษากิริยาองอาจผึ่งผายได้เฉกเช่นปกติ
คนผู้นั้นมีั์ตาสีน้ำตาลหลุบต่ำ ผมบนศีรษะเรียบสั้นถูกจัดทรงเอาไว้เป็ระเบียบอยู่มาก จึงไม่สามารถปิดบังสีหน้าอมทุกข์นั่นได้ เขาผ่อนลมหายใจ แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการตระเวนไปทั่วเมืองใหญ่ แต่เมื่อคิดถึงภาระอันหนักอึ้งที่แบกไว้บนบ่าแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจล้มเลิกในตอนนี้
‘โจชัวร์ เสตราท์’ รู้ดี ว่าตัวเขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก นอกจากกระชับผ้าคลุมหนังบนตัว บิดปลายเท้าเปลี่ยนทิศทาง ตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งถัดไป
ไม่เกินระยะถนนคดเคี้ยวเพียงห้าสาย ร่างสูงใหญ่ก็มาหยุดลงที่หน้าสมาคมพ่อค้าแห่งหนึ่ง ป้ายสัญลักษณ์บนแผ่นไม้ระบุชัด เขาสูดลมหายใจ ปรับท่าทางให้ดูน่าเชื่อถือตามเดิม ก่อนจะเปิดประตูไม้ ฟังเสียงกระดิ่งดังขึ้น ขณะที่เขาเดินเข้าไป
ไม่ทันพูดอะไร ใครคนหนึ่งก็เดินสวนมาทางเขาอย่างหัวเสีย แทบจะชนเขาที่ประตู
คิ้วของเขากระตุกเข้าหากันกับกิริยาหยาบคาย แต่ไม่ทันได้คิดอะไร เสียงจากด้านในก็ดังขึ้น เป็เสียงผู้ชายหนึ่งในสองคล้ายจะปรารภ สายตาที่มองตามหลังชายคนนั้นไป บ่งบอกว่าคนเพิ่งจากไปนั่นเอง คือหัวข้อสนทนา
“น่าสงสารนะ”
“มีอะไรหรือ”
“ได้ยินว่าแม่ของเ้านั่นป่วยน่ะสิ”
อีกคนรับฟัง ชายหนุ่มในชุดผู้กล้าสีแดงเพลิงไม่ได้ตอบคำ แค่รับฟังนิ่ง บุคคลผู้ให้ข้อมูลถอนใจ
“ก็่นี้ทางสมาคมไม่ค่อยมีงานอะไรเลยน่ะสิ”
“หืม ไม่มีหรือ”
ผู้ชายชุดเพลิงเอียงคอ ท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์
“จะว่ามีมันก็มี แต่ว่าหลายสมาคมออกข้อจำกัดหยุมหยิม ไม่ยอมให้พวกผู้กล้าอิสระรับงานง่าย ๆ น่ะสิ หากเป็งานสำคัญรู้กันดีอยู่แล้วว่าหากไม่ให้ผู้กล้าในสมาคมจัดการ ก็ย่อมใช้งานทหารรับจ้างซึ่งจะรับประกันผลงานได้มากกว่า”
“เมื่อก่อนไม่เห็นยุ่งยากถึงเพียงนี้”
จู่ ๆ คำพูดก็หยุดลง คล้ายใครบางคนนึกขึ้นได้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด ก่อนที่ผู้กล้าชุดสีแดงเพลิงจะทอดถอนใจไปด้วย
“น่าสงสารพวกนี้เหมือนกัน กฎเช่นนี้ออกมาล้วนแต่ทำให้เหล่าผู้กล้าลำบากมากขึ้น”
“เดาซี ว่าเป็เช่นนี้แล้วจะเกิดประโยชน์กับใคร”
“เ้าอย่าปากมาก”
เมื่อถูกเตือน ผู้กล้าในชุดสีฟ้าน้ำทะเลก็ปิดปาก เขาหันหน้าหนี ก่อนจะยกมือให้สาวเสิร์ฟผมสีส้มนำเบียร์มาเสิร์ฟ โจชัวร์ละความสนใจในที่สุด เขาตรงไปที่กระดานจ้างงาน กวาดตามองบนแผ่นกระดาษหลากใบบนนั้นแล้วก็เห็นจริงดังคนทั้งคู่ว่า
ไม่มีงานที่เขารับได้สักงาน
ในปริมาณงานที่ลดลง เงื่อนไขในการรับงานมากขึ้น ประชากรที่มีอาชีพผู้กล้าไม่ได้ลดลงไปด้วย แต่กลับเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่ผู้กล้าวัยเยาว์ทยอยเติบโตพอที่จะรับงาน ในฐานะอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มีความรุ่งเรืองหลากหลายด้าน อาชีพหลัก ๆ นอกจากการค้าขายแล้ว ก็ยังมีอาชีพผู้กล้านี่แหละ ที่ถือเป็กำลังหลักในสังคม ทว่าก็อย่างที่รู้กัน หากผู้ให้บริการมีมาก แต่ตลาดเท่าเดิม ย่อมจะต้องแย่งงานกันเป็ธรรมดา เพียงแต่เขาไม่คิดว่าจะเป็่เวลานี้
่เวลาที่อาณาจักรแทบจะรุ่งเรืองถึงขีดสุด ประชาชนส่วนใหญ่มีรอยยิ้มประดับหน้า แต่กลับมีเหล่าผู้กล้าที่เคยเป็พลเมืองผู้ทรงเกียรติ กำลังเดือดร้อนและดิ้นรนกันอย่างเอาเป็เอาตาย
ช่างขัดแย้งกันเสียจริง…
ทว่าโจชัวร์ไม่มีเวลาจมจ่ออยู่กับความคิดนานนัก เขาเดินมาทั้งวันแล้ว จากที่เห็นแสงอาทิตย์ก่อนหน้านี้ก็คล้ายกับวันนี้เขาจะเหลือเวลาอีกไม่เยอะ อาจจะต้องออกไปหาล่าสัตว์ง่าย ๆ นำมาแลกเศษเหรียญทองไปก่อน อย่างน้อย ๆ น้อง ๆ ที่บ้านก็ยังต้องกิน
เขาหมุนตัวกลับ คิดว่าจะต้องรีบออกไปเสียที ตอนที่หูบังเอิญได้ยินบทสนทนา
“หรือว่าจะถึงยุคที่ต้องเปลี่ยนกษัตริย์เสียแล้วจริง ๆ”
“เ้าโง่ หุบปากของเ้าเดี๋ยวนี้!”
แม้การแสดงความเห็นนั้นจะเบาแสนเบา แต่เพราะว่าเขาเดินผ่านในระยะไม่ไกลพอดี จึงพอได้ยินอยู่บ้าง โจชัวร์คิดตามแวบหนึ่ง แต่แวบเดียวเท่านั้นเขาก็ไม่ยอมให้ตนเองไขว้เขวอีก รีบสาวเท้าออกจากโรงเตี๊ยม หันมาจดจำป้ายสมาคมอีกเพียงนิด เพื่อขีดฆ่าไว้ว่าเพิ่งมาหางานไปวันนี้ แล้วออกเดินไปอีกทางหนึ่ง ตั้งใจจะใช้ทางลัดท้ายเมือง ตรงออกไปยังผืนป่าสีน้ำเงินนอกอาณาเขตเมือง
เมืองแห่งนี้แบ่งการปกครองเป็หลายเขตย่อย เขตป่าสีน้ำเงินอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งเมืองกับบ้านเขา เพราะงั้นเขาควรจะรีบหน่อย ไหนยังจะต้องใช้กำลังไม่น้อยในการล่าอีก
ลัดเลาะออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนั้น ชายหนุ่มโผล่มายังถนนเส้นใหญ่ แต่ด้วยวิสัยของพราน และอาชีพผู้กล้าฝึกให้เขาเป็คนช่างสังเกต และจดจำได้ดี โจชัวร์รู้ทันทีว่าตนเองอยู่ที่ใด และต้องไปทางทิศใด
เขาสับฝีเท้า เร่งให้เร็วขึ้น ฝ่าฝูงชนที่ออกมาเดินใช้ชีวิตกันแน่นขนัด กลิ่นหอมจากร้านดอกไม้ข้างทางอบอวลมาแตะปลายจมูก ยามที่ดอกไม้สีสันงดงามจำนวนมาก ต้องกับแสงแดดที่แตะไล้กลีบบอบบางอย่างอ่อนโยน
น่าเสียดายที่ความงามเช่นนี้ เขาไม่มีเวลายล
โจชัวร์เร่งฝีเท้าอีกครั้ง ลับมุมถนนสายนั้นแล้ว ก็หักเลี้ยวไปตามหนทางที่ข้างถนนปูด้วยหินราบเรียบสายใหญ่ ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยผู้คน ขวักไขว่ และรถม้างดงามมากมาย เพียงมองจากสายตาก็บอกได้แล้วว่ารถม้าแต่ละคันมีสนนราคาแพงลิบแค่ไหน แน่นอนว่าที่นี่คือย่านการค้าของชนชั้นสูง
เสียงกีบเท้าม้ากับล้อบดถนน ดังไล่หลังด้วยความเร็วไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่เดิมโจชัวร์ก็ไม่ได้เดินอย่างไร้ซึ่งความระมัดระวัง และเขากำลังจะหลบเข้าข้างทางอีกครั้ง หลังจากเพิ่งหลบให้แม่และเด็กชิดริมทางเมื่อครู่ ทว่ายังไม่ทันได้ทำ หินก้อนหนึ่งที่ถูกล้อรถม้าดีดก็กระเด้งกระทบพื้น แล้วกระเด็นกระดอนด้วยแรงกระทำไม่มากไม่น้อย กระดอนมาตกใส่กัน
มันกระแทกรองเท้าหนังสีน้ำตาลกลางเก่ากลางใหม่ ก่อนจะกลิ้งขลุกขลัก แล้วมาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า ตรึงสายตาของโจชัวร์ไว้ ก่อนส่งให้ั์ตาคู่นั้นเลื่อนไปยังที่มาของมัน
ม่านหน้าต่างลวดลายวิจิตรของรถม้าสีทองยังขยับไหว ราวกับว่าเพิ่งมีใครบางคนดึงตัวกลับเข้าไปด้านใน โจชัวร์ทิ้งสายตาชั่วครู่ จ้องมองเื้ัของรถม้าคันโตที่กำลังจากไป
ในใจเขาััถึงความไม่เป็ธรรมเล็กน้อย แต่เื่ราวเช่นนี้เล็กน้อยเสียจนไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดได้ และหากจะว่ากันตามจริง ต่อให้เขาเจ็บหนักกว่านี้ และคู่กรณีผู้อยู่บนรถม้าเห็น ก็ใช่ว่าจะได้รับคำขออภัยโดยง่าย
ยิ่งบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์มากเพียงใด ก็ยิ่งหมายถึงช่องว่างอันห่างไกลของประชาชนทั่วไป กับชนชั้นสูงมากเท่านั้น ป่วยการจะใส่ใจ
โจชัวร์ไม่เสียเวลาสักนิดในการรั้งอยู่ตรงนั้น เขาเลี้ยวออกไปอีกด้าน ตัดผ่านย่านนี้ แล้วเลาะไปยังขอบเมือง ก่อนลับหายเข้าชายป่าไปอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี
ใช้เวลาไม่มากไม่น้อยสำหรับพรานที่ค่อนข้างชำนิชำนาญ ทว่าน่าเสียดาย ถึงกระนั้นเขายังคงได้มาเพียงกระต่ายน้อย และกระรอกอีกสองตัวเท่านั้นเอง ไม่เพียงพอแม้แต่จะให้เขานำไปแลกเป็เหรียญทอง ไม่ได้แม้แต่เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเขาทำได้แค่เปลี่ยนทิศทาง แล้วหันหน้าตรงกลับบ้านตนเอง ตั้งใจว่าเมื่อผ่านตลาดขนาดเล็กใกล้บ้าน ค่อยแวะซื้อหัวมันไปทำซุปสักอย่างให้น้อง ๆ
ตอนที่ตัดผ่านเขตแดนระหว่างเขตหกกับเขตห้า สายตาคมที่คอยกวาดไปมาอย่างระแวดระวังกระทบเข้ากับอะไรบางอย่าง ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ท่ามกลางซอยคับแคบที่ดูค่อนข้างจะมืดและอับ มีสามร่างอันใหญ่โตที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นักเลงประจำถิ่นยืนล้อมใครบางคนอยู่
ใครบางคนที่ดูตัวเล็กกว่าไม่น้อย ด้วยระยะเช่นนี้ เขาบอกได้แค่อีกฝ่ายน่าจะเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่สักตระกูล อากัปกิริยาเช่นนี้เห็นแต่ไกลยังแผ่กลิ่นอายอันสูงส่ง ทว่าท่าทางคล้ายจะบอบบาง คงได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดีมาตลอดชีวิตแน่นอน ไม่รู้ว่าหลงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร
แต่จะอย่างไรก็ช่างเถิด ไม่ใช่เวลาที่จะ…
“ปล่อยคนผู้นั้นไป”
ก่อนที่จะทันรู้ตัว ขาเขาก็ยื่นเข้าไปเหยียบปัญหาของผู้อื่นเสียแล้ว โจชัวร์มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือเขาขี้สงสาร และที่สำคัญ เขาไม่อาจทนมองความอยุติธรรมได้ เพราะแบบนั้น…
“เกี่ยวอะไรกับเ้า”
หนึ่งในสามหันมาหันเขาแล้ว แสงอาทิตย์น้อยลงมาก ทว่ายังไม่มากพอให้ไฟถนนและไฟหน้าร้านเปิด ใบหน้าของคนผู้นั้นจึงจมอยู่ใต้เงา เขาไม่อาจมองเห็นชัด แต่จากน้ำเสียงดูเหมือนว่าอายุจะยังไม่เท่าไร คงจะอ่อนกว่าเขาอยู่ไม่น้อย
“ทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ยังนับเป็ผู้กล้าได้หรือ น้องชาย”
สามคนที่ได้ยิน การกระทำหยุดชะงักก็จริง แต่ตามมาด้วยเสียงะเิหัวเราะทันที ออกจะเหยียดหยันอยู่บ้าง
คนหนึ่งว่า “ใครน้องเ้า!”
ส่วนอีกคนส่ายหน้าคล้ายกับขบขันเสียเต็มประดา สายตาที่มองเขาก็เหมือนกับเห็นตัวตลก
“ยุคนี้ ยังมีใครอยากเป็ผู้กล้ากันอีกหรือ”
“นักรบเช่นเราไม่สนใจตำแหน่งผู้กล้าหรอก”
ทั้งสามผลัดกันพูดจนครบ และเื่นั้นโจชัวร์ไม่คิดอยากปะทะคารมด้วยเลย จึงค่อย ๆ แอบขยับเข้าไปใกล้ พลางส่งสายตาสื่อนัยไปยังคนที่อยู่เื้ัของนักเลงทั้งสาม แม้จะไม่ได้พูดออกไป แต่เขามั่นใจว่าสัญญาณกลาย ๆ ให้หนีไปนั้นชัด ทว่าน่าแปลกที่ใครคนนั้นกลับยังคงยืนนิ่งเฉย เอาแต่จ้องมองเขาเงียบ ๆ ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ
ไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำไป
เมื่อไล่ให้ไปไม่ได้ สุดท้ายโจชัวร์เลยจำใจต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ หันมายังพวกนักเลงโดยตรง
“จะอย่างไรก็ช่าง คนผู้นั้นดูไม่เหมือนคู่ต่อสู้ของพวกเ้าเลย”
“จะใช่หรือไม่แล้วจะทำไม ไม่ใช่ธุระของเ้า ข้าว่าเ้าอย่าสะเออะจะดีกว่า” คนคนนั้นไม่ว่าเปล่า ชักกริชยาวซึ่งเป็อาวุธประจำกายออกมา
“ไม่มีใครเคยบอกหรือ ว่าอย่ายุ่งเื่ที่ไม่ใช่เื่ของเ้า” อีกคนว่า ก่อนจะชักมีดคมกริบเล่มหนึ่งตามเพื่อนเช่นกัน
โจชัวร์ประเมินด้วยสีหน้านิ่งเฉย ปากพึมพำ
“น่าเสียดายที่ไม่เคยมีใครบอกข้า”
ห่อผ้าซึ่งห่อสัตว์ไม่กี่ตัวที่เพิ่งล่าได้ถูกโยนทิ้งไปด้านหนึ่ง สายตาที่ส่งให้กับพวกนักเลงพลันเย็นเยียบ กลิ่นอายอันตรายกระจายออกมา
“เช่นนั้นก็อย่าเสียดายที่อายุเ้าสั้นก็แล้วกัน!”
หลังข้อความข่มขู่ ทั้งสามก็กระโจนเข้าใส่ในคราเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าเป็การจงใจหมาหมู่ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ได้ใกล้กับนักรบจริง ๆ อยู่แล้ว พวกมันเป็เพียงนักเลงปลายแถวอย่างที่โจชัวร์คาดการณ์ แถมมันยังค่อนข้างย่ามใจจนเผลอเลินเล่อ หลงคิดว่าตนโชคดีที่วันนี้มีชนชั้นสูงหลงเข้ามาในเขตตรอกที่มันดูแล
ตรอกเล็ก ๆ ที่ปกติมีเพียงสนามประลองใต้ดิน มีหรือที่ปกติจะมีชนชั้นสูงหรือบุตรหลานขุนนางงดงามเช่นนี้เข้ามา
แน่นอนว่าไม่มี
ในเวลาไม่กี่อึดใจ ซัดกันไปไม่กี่ท่าไอ้สามโจรที่ยังวัยละอ่อน ทั้งขาดประสบการณ์และอ่อนซ้อมก็ลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้กล้าที่ปกติใช้ชีวิตเพื่อต่อสู้กับกลุ่มโจร หรือออกล่าสัตว์อสูรอยู่เป็นิจอย่างโจชัวร์
เสียงโอดครวญและร่างของสามคนที่โดนซัดน่วม กระทั่งทรุดลงไปกองกับพื้น ไม่อาจทำให้ใครอีกคนตรงนั้นขยับตัว
โจชัวร์ปัดมือไปมา หางตาชำเลืองมองชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดหรูหรา อันที่จริงแม้จะปราศจากอาภรณ์สูงค่า แต่ความสูงศักดิ์คล้ายจะสะท้อนออกมาจากตัวอีกฝ่ายมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่โจชัวร์ให้ความสนใจ เขาไม่ได้สนใจสถานะทางสังคมของคนตรงหน้า แค่ทนเห็นคนถูกรังแกไม่ได้มากกว่า เพราะงั้นเมื่อจบสิ้นปัญหา เขาเลยเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ไม่ว่าท่านจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับโอเมก้า”
โดยเฉพาะสถานะอย่างคนตรงหน้า มาอยู่ที่เช่นนี้ก็ยิ่งอันตราย ยิ่งมองดูรูปร่างที่น่าจะสูงน้อยกว่าเขาเกือบครึ่งคืบ สัดส่วนที่ดูคล้ายเพรียวบางกว่ากันก็ทำให้เขาหาข้อสรุปได้ว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะไม่ใช่ชนชั้นสูง กลุ่มนักเลงเมื่อครู่ที่น่าจะเป็ ‘อัลฟ่า’ ก็คงจะเข้ามาหาเื่อีกฝ่ายที่ดูแล้วคงเป็ ‘โอเมก้า’ อยู่ดี
“ออกไปจากที่นี่เสียเถิด ที่แบบนี้ไม่ใช่ที่ที่ท่านควรอยู่นาน”
แม้เขาไม่ได้กลิ่น แต่กลิ่นฟีโรโมนโอเมก้าอาจดึงดูดอัลฟ่าตัวอื่นมาอีก โจชัวร์จึงเตือนด้วยความหวังดี แต่เขาเพิ่งจะหยิบถุงผ้าที่ใส่อาหารเย็นของตนขึ้น เสียงนุ่มของอีกคนก็ทำลายความเงียบ
…ไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เ้า เป็เบต้าหรือ”
“…”
“เ้าชื่ออะไร”
โจชัวร์ลังเล แต่เขาไม่คิดว่าคนตรงหน้าจำเป็ต้องรู้ คิดอีกทีเขาก็ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอีก จึงส่ายหน้าตอบ
“ท่านรีบกลับเสีย ชื่อข้าท่านไม่จำเป็ต้องรู้”
“ทำไมเล่า”
“อย่างไรก็ไม่ได้พบกันอีก”
เมื่อกล่าวเตือนไปแล้วหลายคำ อีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีจะฟัง โจชัวร์ก็ตัดบท แล้วทำท่าจะหมุนตัวหนี เป็จังหวะเดียวกับที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้า พร้อมกับเสียงตื่นตระหนกดังตามหลังมา
“คุณหนู!!!”
เขาไม่รอช้าอีก เร่งฝีเท้าไปอีกด้าน แฝงตัวกับเงามืดข้างตัวอาคารศิลาเย็นเยียบ เพราะไม่้าตอบคำถามใครให้เสียเวลา มีคนมาตามแล้วก็ดี จะได้ปลอดภัย หลังจากนี้ไปย่อมไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา
ก็อย่างพวกมันว่านั่นแหละ จริง ๆ เขาไม่ควรยื่นมือเข้ามายุ่ง
เพราะอย่างไร พวกเราก็ย่อมไม่ได้เจอกันอีกอยู่ดี
แผ่นหลังองอาจผึ่งผายเพิ่งหายลับสายตาไปเมื่อครู่นี้ ทว่าใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กระทั่งเสียงกระหืดกระหอบของพ่อบ้านส่วนตัวมาถึง อีกคนแทบจะอยากดึงคุณหนูของตนไปสำรวจ ทว่าไม่กล้า ได้แต่หอบหายใจหนักหน่วงถาม
“เป็อะไรไหมขอรับ คุณหนู”
กุสตาฟหนอกุสตาฟ พ่อบ้านที่น่าสงสารยังไม่ทันได้ทำหน้าที่ของตนเอง ก็ได้รับหน้าที่ใหม่เสียแล้ว เมื่อคุณหนูของเขาหันกลับมายิ้มให้
กุสตาฟและเหล่าบ่าวรับใช้ที่วิ่งตามกันมาเป็พรวนใจหายอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย
“กุสตาฟ เ้าทำอะไรให้ข้าอย่างสิ”
#คุณหนูโอเมก้ากับเบต้าคนสวน
เอ๊ะ!!! คุณหนูคนนั้น มันยังไงกันแน่ ๆ คะ มองลูกเราแบบนั้น ไหนบอกสิ???
***เื่นี้ นอ ของเราเป็ผู้กล้า บึกบึนทนทาน บอกเลยว่าสนุกมาก แล้วพี่ ๆ เขามีอีกเวอร์ชันอื่น ๆ ด้วย ไรต์ คมช มาแล้ว จะทยอย ๆ ลงให้ดูกันนะคะ
ปิดท้าย...
สวัสดีค่า ไรต์เป็นักเขียนนิยาย BL เพิ่งมาลงกับทางกวีเป็เื่แรก
แน่นอนว่ามีเนื้อหาสนุก ๆ มากมายมาฝากกัน
เพราะงั้นขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ