บทที่ 9
การเริ่มต้นฝึกงาน
ฉันก้าวเข้าสู่ปีสองของการเรียนแพทย์ที่ปักกิ่งอย่างมั่นคง ทุกวันเต็มไปด้วยการเรียนเชิงลึกและการฝึกปฏิบัติในห้องแล็บ แต่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนเพียงทฤษฎีอีกต่อไป หากแต่ผลักดันให้นักศึกษาเริ่มัักับงานจริงในโรงพยาบาล ฉันจึงได้มีโอกาสเข้าสู่่ฝึกงานระยะสั้น เพื่อเรียนรู้ชีวิตแพทย์ในสนามจริง
เช้าวันแรก ฉันสวมเสื้อกาวน์สีขาวที่เพิ่งได้รับมาใหม่ เนื้อผ้าแข็งและมีกลิ่นยาที่คุ้นเคย แม้จะยังไม่คุ้นกับการเคลื่อนไหวในชุดนี้นัก แต่ในใจกลับรู้สึกมั่นคงและแน่วแน่กว่าครั้งไหน ๆ ราวกับได้เดินเข้าสู่เส้นทางที่ในชาติก่อน ฉันเคยใฝ่ฝันและพลาดไป
“ซ่งหว่านอิง นักศึกษาแพทย์ ปีสอง มาฝึกที่แผนกอายุรกรรมค่ะ” ฉันเอ่ยเสียงชัดเจนตอนรายงานตัวกับคุณหมอประจำแผนก
คุณหมอที่เป็อาจารย์ที่ปรึกษามองฉันผ่านแว่นสายตา พลางพยักหน้า “ตั้งใจเรียนรู้ให้มาก ที่นี่ไม่ใช่ห้องเรียน แต่คือชีวิตจริงของผู้ป่วย”
คำพูดนั้นสะกิดใจฉันอย่างแรง ความจริงที่ว่า หนึ่งการตัดสินใจ หนึ่งความผิดพลาดของแพทย์ อาจหมายถึงชีวิตคน ๆ หนึ่งทำให้ฉันหายใจติดขัดไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ความลังเลหรือความผิดพลาดใด ๆ มาทำลายเส้นทางนี้อีก
---
ในขณะเดียวกัน"อิงเสวี่ย” เพื่อนร่วมรุ่นที่เคยอยู่ใกล้ฉันใน่แรก ๆ ก็ยังพยายามเข้ามาเกี่ยวพัน เธอมักยิ้มแย้ม พูดหวาน และทำเหมือนเป็เพื่อนสนิท แต่ความจริงกลับค่อย ๆ เปิดเผยว่า เธอมักชอบเอาความลับหรือความพยายามของคนอื่นไปใช้เป็ของตัวเอง
ก่อนหน้าฉันเคยคิดว่าเธอเป็เพียงคนที่อยากอยู่รอดในสังคมแข่งขัน แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่า เธอไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อก้าวขึ้นไป
วันหนึ่ง หลังเลิกเรียน เธอเดินมาหาฉันที่หน้าหอพัก
“หว่านอิง เธอจะไปฝึกงานที่แผนกอายุรกรรมใช่ไหม? ได้ข่าวว่าอาจารย์ที่นั่นเข้มงวดมากเลยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งห่วงใยกึ่งเยาะเย้ย
ฉันเพียงยิ้มตอบ “ใช่ ก็แค่ตั้งใจเรียนรู้ก็พอ”
แต่ในใจ ฉันเริ่มชัดเจนแล้วว่า การปล่อยให้คนอย่างอิงเสวี่ยอยู่ใกล้ ๆ อาจกลายสิ่งบั่นทอนกำลังใจและเป็หอกทิ่มแทงในอนาคต
---
่ฝึกงานผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ฉันได้เจอทั้งผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นจากความเจ็บป่วยร้ายแรง และครอบครัวที่หลั่งน้ำตาเมื่อสูญเสียคนที่รัก บางวันกลับหอพัก ฉันรู้สึกเหมือนแบกความหนักหน่วงของโลกทั้งใบไว้บนบ่า แต่ทุกครั้งที่มองเสื้อกาวน์สีขาว ฉันก็จะเตือนตัวเองว่า นี่คือเส้นทางที่ฉันเลือก นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำให้ได้
อาจารย์หมอคนหนึ่งเดินมาบอกฉันหลังการตรวจผู้ป่วยเสร็จ
“เธอมีสายตาที่มั่นคงและใจที่อ่อนโยน ซ่งหว่านอิง ถ้าเธอรักษามันไว้ได้ เธอจะกลายเป็แพทย์ที่แท้จริง”
คำชื่นชมเล็ก ๆ นั้นเหมือนพลังที่ทำให้ฉันก้าวต่อไป
---
การฝึกงานทำให้ฉันเหน็ดเหนื่อยแทบทุกวัน แต่ก็เต็มไปด้วยความหมาย ฉันเริ่มเรียนรู้การสื่อสารกับผู้ป่วย เข้าใจว่าการเป็หมอไม่ได้มีเพียงทักษะการรักษา แต่ยังต้องมีหัวใจที่พร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้คนใน่เวลาที่อ่อนแอที่สุดของชีวิต
ทุกย่างก้าวในโรงพย
าบาลคือบทพิสูจน์ และฉันก็พร้อมจะก้าวต่อไป