เล่มที่ 1 บทที่ 44 ลัทธิบูชาปรวาณ
หงส์ฟ้าสะครวญโหยวเฟยหย่าได้ยินเสียงขวับขึ้นพร้อมกันของวัตถุเรียวเล็กโปรยปรายมา หากบอกว่าโหยวเฟยหย่าเหลียวมองดูก็ไม่เชิง แม้นางเหลือบแลจริง กลับคล้ายเหลือบแลเถ้าธุลีที่ไม่มีความหมายอันใด เพียงส่งเสียงในลำคอเบาๆ " เปือกตมแดนฟ้าเมฆินทร์ " โหยวเฟยหย่ากรีดนิ้วเรียวยาวร่ายวนเป็นร่างอักขระยันต์เทวะของลัทธิบูชาปรวาณ พลันปรากฏจุดเรืองแสงลากยาวไล่วนตามอักขระที่ร่างไว้ นางเพียงปรือตาลงแก่นปฐมญาณบังเกิด ชั่วพริบตาเส้นแสงวิ่งวนไปมา ยิ่งมายิ่งว่องไว ยิ่งมายิ่งเข้มข้นสว่างจ้ากว่าเดิม ก่อนเคลื่อนแยกถักทอกางออกทั้งสี่ทิศสี่ทางสุดท้ายกลายเป็นผืนลวดลายเรืองแสงจ้าสี่แถบใหญ่ขึงพืดขึ้นอันเป็นยันต์เทวะปราการยุทธ์เข้าต้านปะทะเข็มทองที่พุ่งเข้ามาไว้หมดสิ้น เปรี๊ยะ ! ปานเข็มแก้วพุ่งกระทบถูกกำแพงทองแดง แตกยับเป็นผุยผง เฮ่อเปี้ยนฝู กู้จี้เสอและเหล่านิกายพิษอสูรไหนเลยเคยเห็นวิชาที่นางใช้มาก่อน แต่อวี๋เปี้ยนไท่ถึงกลับรู้จักวิชานี้" เอ๊ะ ! อักขระยันต์เทวะ ! " เมื่อเขาเห็นเข็มทองที่ซัดโปรยออกถูกทำลายถึงกลับอุทานออกมา วิชาที่สตรีนางนี้ใช้ถึงกลับเป็นแนวทางเดียวกับที่เซียนฟ้าพยากรณ์ใช้ออก เมื่อสี่สิบปีที่แล้วตอนจอมมหาเวทซ่อนดาวอาจารย์ของเขาร่วมมือกับจอมมารพิษอสูรกลุ้มรุมเซียนฟ้าพยากรณ์เมื่อถึงยามคับขันกลับใช้ยันต์เวทที่ปรากฏลวดลายเป็นเส้นแสงออกมา ภายหลังทราบจากปากอาจารย์ เรียกวิชาเหล่านี้ว่า อักขระยันต์เทวะ อวี๋เปี้ยนไท่เมื่อทราบว่านางเป็นคนของลัทธิบูชาปรวาณ ความคิดที่จะต่อต้านขัดขวางไหนเลยมีอีก และยิ่งศิษย์ของนิกายพิษอสูรที่ขนมาปานมดปลวกที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ ไหนเลยรับมือคนของลัทธิบูชาปรวาณได้ ลัทธิบูชาปรวาณเป็นค่ายสำนักลึกลับที่อาจารย์เคยบอกเขาก่อนจากไป 10 ปีก่อนว่า เบื้องบนเหนือแดนฟ้าเมฆินทร์แห่งนี้ขึ้นไปหลายโยชน์ เป็นถิ่นสถิตของผู้ที่มีสภาวะเปรียบดั่งเทพที่อยู่ใกล้ที่สุดเรียกว่าแดนเทวะฟ้านภาคราม ลัทธิบูชาปรวาณนี้มีแหล่งที่มาจากแดนเทวะฟ้านภาครามนั้น และน้อยครั้งที่จะปรากฏกาย น้อยคนที่จะรู้จักหรือเคยพบเห็นร่องรอย แม้คำเล่าลือที่ว่ามังกรศิลาโบราณของตระกูลลู่ที่กลายเป็นมังกรฟ้าโบยบินขึ้นสรวงสวรรค์ มังกรฟ้าตนนี้ก็มาจากแดนดินเบื้องบนที่ว่านี้เอง กู้จี้เสอ และเฮ่อเปี้ยนฝูคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เข็มทองของอวี๋เปี้ยนไท่ที่พุ่งซัดโปรยปรายออกไหนเลยเป็นเพียงเข็มทองที่แหลมคมกลับแฝงพลังปราณของเขาไว้เต็มเปี่ยม เมื่อถูกแถบลวดลายเรืองแสงจ้าที่กางออกกลับไร้ประโยชน์ปานขว้างขนนกใส่กำแพง ผู้คนที่เหลือไหนเลยกล้าแสดงความทุเรศยิ่งกว่านี้ออกมาอีก ช่วงที่ตกตะลึง เสียงปีกกระพือตีลมค่อยเงียบไป เมื่อร่างหงส์ขนาดใหญ่ที่มีสตรีนางหนึ่งเกาะไว้และที่กรงเล็บหิ้วลำตัวที่ม้วนจนกลมของงูคงคาสวรรค์โบยบินขึ้นสู่เวหาเบื้องบนอย่างเร็วรวด ทั้งคนทั้งหงส์ทั้งงูก็หายไปในอากาศ...และไม่ปรากฏให้เห็นอีกจนหลายสิบปีต่อมา ทุกคนในที่นี้บางส่วนลอบคิดว่าตนเองฝันไป จนเมื่อชัดเจนว่าซากงูคงคาสวรรค์ตัวนี้ถูกพาบินหนีลอยนวลไปจริงๆ โขดหินที่แตกเป็นช่องใหญ่ก็ยังคงเห็นหลงเหลืออยู่" เรื่องราวอันใดกัน? ไฉนปล่อยให้มันหนีได้ไปอีกครา "กู้จี้เสออุทานตามออกมาก่อนมองบนฟ้าจนสิ่งที่มองหายลับไปแล้วจึงเอ่ยถามเฮ่อเปี้ยนฝูขึ้นว่า" เฮ่อเปี้ยนฝูเจ้าเคยเห็นหงส์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อนหรือไม่ ? " " อย่าว่าแต่ใหญ่เช่นนี้ เล็กกว่านี้ลงมาบ้างยังไม่เคยเห็น แต่สตรีที่อยู่บนหงส์ตัวนั้น ชุดที่นางใส่โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงกุฏที่นางสวมแปลกตาไม่น้อย เจ้าเคยเห็นหรือได้ยินมาหรือไม่ " เฮ่อเปี้ยนฝูถามกลับคืน กู้จี้เสอส่ายหน้าแทนคำตอบ เฮ่อเปี้ยนฝูเมื่อไม่ได้คำตอบ จึงหันมามองอวี๋เปี้ยนไท่ที่ยังยืนนิ่งคล้ายตกในภวังค์คิดอันใดอยู่ ก่อนที่เขาจะจำได้ว่าได้ยินอวี๋เปี้ยนไท่อุทานคำว่า'อักขระยันต์เทวะ'ขึ้นหรือเขาจะเคยเห็นวิชานี้มาก่อนจึงถามขึ้น" ท่านจอมแพทย์มารรู้จักความเป็นมาของนางผู้นั้น " อวี๋เปี้ยนไท่ตอบเพียงว่า" ข้าก็เพิ่งเคยเห็นนางครั้งแรกเช่นพวกเจ้า ไม่รู้จักอักขระยันต์เทวะอะไรนั้น รึพวกเจ้าไม่เชื่อ " กล่าวเสร็จแล้วขึงตาขึ้น เมื่อเจอท่าทีของเขาที่คล้ายบ่งบอกว่าอย่าได้ถามข้าอีกเชียว จึงทำให้เฮ่อเปี้ยนฝูมองหน้ากู้จี้เสอลอบสื่อความหมายผ่านดวงตาว่า 'กล่าวออกมาได้น่าเชื่อถือยิ่งนัก' ก่อนหน้าตาประจบสอพลอที่เพิ่งถูกเก็บไปเมื่อครู่จะถูกนำมาปั้นแสดงออกไป“ ไม่รู้จักย่อมไม่รู้จัก เช่นนั้นพวกเราขอตัวลาท่านจอมแพทย์มารไปก่อน ” เมื่องูคงคาสวรรค์ถูกช่วงชิงไป ไม่อาจตามกลับมาได้อีก เฮ่อเปี้ยนฝูและกู้จี้เสอก็ขอแยกตัวขึ้นหลังค้างคาวสามตากลับที่ตั้งของนิกายพิษอสูร อวี๋เปี้ยนไท่เปรยตาส่งพวกเขา และสั่งให้ศิษย์นิกายพิษอสูรแยกย้ายกลับไปเช่นกัน ส่วนตนเองกลับล้วงไก่บินที่ขดอยู่ในอกเสื้อออกมา เมื่อไม่เห็นร่างผู้ใดแล้ว ก็เขียนข้อความใส่กระดาษใส่ลงในกระดองปล่อยให้ไก่บินกระพือปีกสีเขียวอมแดงบินออกไป ก่อนร่างของเขาจะกระโดดขึ้นคางคงยักษ์แตะจับบนเข็มทองที่ฝังจมลงข้างขมับของคางคงยักษ์ จนร่างมันขยับเดินมาตรงชะง่อนหิน ฟ้าวววววววว! เสียงคางคงยักษ์อ้าปากสูบเอาลมเข้าไปหอบใหญ่จนตัวพองใหญ่ขึ้น มันอ้าดูดอีกสองครั้งก็ตัวพองออกปานไม่กลัวปริแตก ก่อนจะกระโดดดิ่งร่างลงตามม่านน้ำตก แรงลมปะทะขึ้นจนชายเสื้อยาวของอวี๋เปี้ยนไท่ตีขึ้นดังพึบพับๆ แต่เขาคล้ายยังนึกถึงสตรีที่อยู่บนหงส์ตัวใหญ่นั้นอยู่ ผ่านชั้นน้ำตกไปห้าหกชั้นใช้เวลาไม่เกินสามก้านธูปไหม้ก็ร่วงถึงแอ่งน้ำตรงพื้นดินข้างล่างที่เป็นโขดเขาลำเนาธารที่น้ำรินหลั่งซ่านกระเซ็นไปทั่วบริเวณ เสียงน้ำตกดังอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง มองขึ้นไปไม่เห็นชั้นน้ำตกตรงยอดหินผาแล้ว ก่อนเขาจะถอนดึงเข็มออกจากขมับคางคงยักษ์ปล่อยให้มันโดดลงลำธารที่อยู่ข้างหลัง อวี๋เปี้ยนไท่ที่หลังจากแก่นปฐมฌานในกายถูกทำลายในวันนั้นก็ทุ่มเทฝึกปรือหาทางเพิ่มพลังฝึกปรือจนต้องไปดูดซับเนื้อสารแห่งความสุขสรรค์เพื่อหาหนทางขึ้นไปยังแดนเทวะฟ้านภาครามตามที่อาจารย์ของเขาเคยบอกไว้ พอเห็นเบาะแสแม้เพียงน้อยนิดจึงมีความหวังขึ้นมา.... .......................... บนเส้นทางสายหนึ่งที่ทอดสู่มณฑลใหญ่ประจิม... เวลาโพล้เพล้จวนมาประชิด เส้นทางที่ทอดยาวสองข้างทางมีต้นไม้ขึ้นเป็นระยะ ฤดูกาลกำลังแปรเปลี่ยน ต้นหลิวข้างทางกำลังผลิใบเขียวขจี เสียงชายเสื้อตีลมแรงรุกเร้าถี่กระชั้นมาแต่ไกล ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งโผทะยานม้วนตัวพลิกพลิ้ว เพียงใช้เท้าสะกิดยอดหลิวที่กำลังผลิใบเขียว ดีดปลายเท้าออกตัวลอยละลิ่วพุ่งดีดไปข้างหน้าไวแสนแต่จุดมุ่งหมายสะดุดลงเมื่อแว่วเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น ร่างอ้วนท้วมนั้นหยุดลง หันดูที่ไกลออกไปยังป่าที่ต้นหลิวขึ้นหนาแน่นเป็นคนส่งเสียงเอ็ดตะโรดัง พร้อมเสียงร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นโจรป่าที่ซุ่มซ่อนอาละวาดปล้นสะดมขบวนรถพ่อค้าที่ไม่คุ้นเคยเส้นทาง ร่างอ้วนท้วมนี้ได้เห็นพลันนิสัยดั้งเดิมปะทุขึ้นเกินอดกลั้น ร่างหมุนหายไปจากยอดหลิวปานควันลอย ................................ในป่าหลิวรถลากสินค้าสามคันที่ขนสินค้าและแพรพรรณถูกจอดทิ้งไว้ ที่พื้นมีผู้หลายคนคุกเข่า และหลายคนทอดร่างมีเลือดแดงย้อมเสื้อผ้าที่สวมใส่จนแดงฉาน นอนแน่นิ่งรายรอบรถลากสินค้าอยู่ไม่น้อย" พวกเจ้า! อย่า.."เป็นเสียงร้องขอชีวิตของชายชราผู้หนึ่งเพียงคำ..อย่า..สิ้นสุดลงคำว่า...ช้า ก็ถูกทดแทนลงไปโดยขุนโจรทมิฬที่ปล้นจี้ผู้คนอยู่แถบนี้ที่จ้วงแทงดาบไปสามครั้งซ้อน ปลายดาบเลือดหยดไหลก่อนจะถูกยกมาใช้ลิ้นตวัดเลีย " ผู้ใดต้องการไวกว่านี้ บอกข้ามา ฮ่าๆๆ" ขุนโจรทมิฬร่ำร้องขึ้นปานสิ่งที่มันทำเกิดความสำราญใจอย่างยิ่ง ดวงตาของมันโปนโตยิ่งขึ้นเมื่อเห็นสินค้าแพรพรรณที่พ่อค้าต่างเมืองพวกนี้ขนมาเต็มคันรถ สมุนของขุนโจรทมิฬสี่ห้าคนก็เพิ่งถอนดาบออกจากหลังเหยื่อผู้เคราะร้ายที่นอนแผ่ราบไปกับพื้นไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็โห่ร้องหัวเราะขึ้นตามมา ชายหนุ่มชุดเทาเห็นผู้เป็นบิดาถูกฆ่าตายไหนเลยอดกลั้นต่อไปได้" ท่านพ่อ ! พวกโจรชั่ว "ชายหนุ่มชุดเทาที่คุกเข่าอยู่ข้างบิดาของเขาที่ถูกฆ่าตายเมื่อครู่ ฝืนย่ำเท้าลุกขึ้น หลังเห็นว่าต่อให้อ้อนวอนอย่างไร คนเลวร้ายเหล่านี้ก็ไม่ปล่อยพ่อค้าอย่างพวกเขาให้เหลือรอดแม้สักคนเดียว นี้เรียกว่าฆ่าชิงทรัพย์ของแท้ไม่หลอกลวงกันแน่นอนแล้ว เขาตบมือเสียงดังฟาดหมัดออกในท่าพยัคฆ์เบิกภูผาไปยังขุนโจรทมิฬที่ยืนทะมึนอย่างรวดเร็ว " เห๊อะ รนหาที่ตาย "ขุนโจรทมิฬหรี่ตามอง ท่าพยัคฆ์เบิกภูผาของชายหนุ่มชุดเทาที่ใช้ออก แม้นเปิดท่ามาเสียงดังฟังชัด แต่กระบวนท่านี้ดาษดื่นยิ่งมีพบเห็นทั่วไป แม้หมาแมวที่บ้านมันยังเผลอใช้ออกมา ขุนโจรทมิฬลอบสถบในใจ เพียงชายหนุ่มชุดเทาเพิ่งพุ่งหมัดออกเสียงดังหวืด ด้ามดาบถูกกระแทกลงปานขุนเขาขนาดย่อมใส่ศีรษะของเขา อ้ากกกกก ร่างร่วงกดลงพื้นแม้แผ่นดินไม่ต้องยุบลงมากก็เพียงพอให้วิญญาณเขาล่องลอยออกจากร่างติดตามบิดาไปในไม่ช้า พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น" พวกเจ้าไฉนทำเช่นนี้ หลานข้า ท่านพี่ พวกเจ้าช่างใจไม้ไส้ระกำนัก "กลับเป็นคนร่างอ้วนท้วมในชุดบัณฑิตไม่ทราบว่าเกลือกกลิ้งดุจหนอนยักษ์มาจากที่ใดร่ำร้องน้ำตาไหลเต็มใบหน้าออกมา กลุ่มสมุนโจรต่างหันมองคนร่างอ้วนท้วมผู้นี้ ที่อยู่ๆปรากฏกายขึ้น รึมันดำดินผุดขึ้นมา คนร่างอ้วนท้วมพอเห็นว่าผิดท่า ตนเองหลงส่งเสียงร้องออกมา พลันลุกขึ้นพุ่งตัวหมายหลบหนี ขุนโจรทมิฬฉุกใจคิดอยู่บ้าง คนผู้นี้มาจากที่ใด หรือเป็นคนของขบวนสินค้าที่หลบซ่อนในกองสินค้า แต่พวกมันก็ค้นดูอย่างละเอียดดีแล้วไฉนเล็ดลอดสายตาไปได้ ขมวดคิ้วขึ้นตะโกนร้องออก" ฟั่นโก้ว ฟั่นเมารีบจับตัวมันกลับมา " " จะหนีไปที่ใด " เสียงฟั่นโก้วที่อยู่ใกล้รับวิ่งไปลากตัวชายร่างอ้วนท้วมที่วิ่งหนีจนสะดุดล้มลง พอฟั่นโก้วลากตัวมา ฟั่นเมาก็ดึงแขนจับมือเขาไว้อีกข้าง ช่วยกันดึงช่วยกันลากกลับมาตรงหน้าขุนโจรทมิฬ " ปล่อยข้า ข้ากลัวแล้ว " คนร่างอ้วนท้วมปานเจอมัจจุราช มันคงคิดผิดที่ปรากฏตัวขึ้นมาขุนโจรทมิฬหรี่ตาอีกครั้งมองดูสภาพที่กำลังตกใจกลัวอย่างยิ่งของเขา แล้วพิพากษาเขาทันที" ค้นตัวมันแล้วฆ่ามันเสีย" " อย่าๆ อย่าทำอะไรข้า พวกเจ้าต้องการเท่าไหร่ พันตำลึงรึจะหมื่นตำลึง ขออย่างเดียวอย่าทำอะไรข้าเลย อย่า!"ทั้งร่างและเสียงของชายร่างอ้วนท้วมสั่นระริกปานใบไผ่เหี่ยวที่ต้องลม น้ำตาแตกออกจากเบ้าพยายามสลัดมือออกจากการถูกคร่ากุม โค้งหัวร้องขอชีวิตปานจะเป็นจะตายเสียให้ได้ คำ'พันหมื่นตำลึง'สะกิดหูขุนโจรทมิฬจนกระดิกขึ้นมา ชายร่างท้วมผู้นี้ถึงกลับร่ำรวยปานนี้ ความคิดมันเปลี่ยนทันที" เอาตัวมันมาด้วย ที่เหลือรีบจัดการที่นี้ "สินค้าในรถลากถูกรื้อค้นอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อได้ของที่ต้องการพวกมันก็หลบหนีไป ปล่อยซากศพร่างเย็นชืด ไร้ลมหายใจของพวกพ่อค้าให้นอนทอดร่างอย่างอุจาดตา และสายตาคู่หนึ่งที่ลอบสังเกตดูบนต้นหลิวในระยะไกล …………………………………….. ขุนโจรทมิฬและสมุนทั้งหกคนพร้อมเชลยเดินเท้าระยะหนึ่ง จนถึงภูเขาที่มีถ้ำอันเป็นที่ซ่อนตัวของกองโจรกลุ่มนี้ ที่นี้กลับลี้ลับไม่น้อยยากแก่การเสาะพบ ถ้ำโถงนี้มีความยาวอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ปิดทึบยังมีเจาะช่องระบายลม โคมไฟเหนือศีรษะปักเป็นระยะ เมื่อมาถึงภายในพวกมันมัดตัวคนร่างอ้วนท้วมเอาไว้เขาร้องโอดโอ้ยออกมา แต่พวกมันไม่สนใจ" หากไม่อยากตาย บ้านช่องเจ้าอยู่ที่ใด บอกออกมา!" " ขะ ข้ายอมแล้ว ข้ามาจากหอทัศนะวิจิตรในตัวเมือง " " ห๋า! พวกเราร่ำรวยกันแล้วครานี้ " ขุนโจรทมิฬย่อมเคยได้ยินชื่อหอทัศนะวิจิตรที่ค้าขายผลงานศิลปะอันล้ำค่าย่อมร่ำรวยมิน้อย ขุนโจรทมิฬหมายจับตัวชายร่างอ้วนท้วมนี้มาเรียกค่าไถ่จึงจับตัวเขามายังถ้ำที่นี้ แต่ความจริงเมื่อมีคนมาไถ่ชีวิต พวกมันย่อมฆ่าปิดปากเสียให้หมดสิ้นเรื่องราวเช่นที่เคยทำ ฟั่นโก้วมองทรัพย์สินที่พวกตนขนถ่ายมาได้สองกระสอบใหญ่ถามขึ้น" หัวหน้าสินค้าเที่ยวนี้มีไม่น้อย ไม่ต่ำกว่าหลายร้อยตำลึงทอง เอาไปเก็บในคลังเลยหรือไม่" " มิต้องแล้ว ! ฮ่าๆๆๆๆๆ " เสียงกลั้วหัวเราะของคนผู้หนึ่งดังทะลุขึ้นมา กลับเป็นร่างอ้วนท้วมที่ถูกจับตัวมา ขุนโจรทมิฬแทบเกาหัว เชลยของมันอยู่ดีๆถึงกลับหัวเราะออกมา รึเขาขู่มันจนสมองกระทบกระเทือนอันใดขึ้นมากะทันหัน " หึๆ พวกเจ้ากองไว้ตรงนี้ อย่าให้บิดาของพวกเจ้าต้องเหนื่อยแรง " เสียงนี้ดังอย่างยิ่งจนกลุ่มโจรต่างออกมาดูที่มาของเสียง เมื่อเห็นผู้ส่งเสียงหัวเราะนี้ออกมา เจ้าก็มองหน้าข้า ข้าก็มองหน้าเจ้า ฉงนไปตามกันๆใบหน้าคนร่างอ้วนท้วมนี้กลับปรากฏรอยยิ้มแย้มดั่งพระสังกัจจายน์ขึ้นมา เชิญชวนให้ผู้คนอารมณ์ดีขึ้นอย่างแปลกประหลาด "ฮ่าๆๆๆๆๆ " เสียงกลั้วหัวเราะของคนร่างท้วมดังขึ้นมาอีก จนทุกคนก็เริ่มหัวเราะตามเขา " ฮ่า ฮ่า ฮ่า " " ฮ่า ฮ่า.. " แต่คล้ายมีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น ริมฝีปากขุนโจรทมิฬกระตุกร้องขึ้นได้เพียงสองคำ เนื่องจากมันเห็นเส้นแดงบางเบาเส้นหนึ่งวาดผ่านศีรษะมันไป เส้นแดงนี้หากดับโคมไฟในถ้ำลงจะเห็นเส้นแดงเล็กๆนี้ชัดเจนแจ่มชัดขึ้น ปานลำแดดที่ส่องผ่านรูเล็กๆลงมา เพียงแต่ลำแดดเล็กๆเส้นนี้กลับทะลุผ่านกะโหลกศีรษะหนาๆของท่านได้ ตาข้างหนึ่งกับศีรษะเสี้ยวหนึ่งพร้อมใบหูถูกตัดวาดโค้งออก ขุนโจรทมิฬขยับศีรษะแต่ศีรษะเสี้ยวนั้นกลับไม่เคลื่อนตามมา ไม่มีแม้เวลาให้ความสะพรึงกลัวถาโถมขึ้นมา เลือดที่ขุ่นคลั่กก็เอ่อล้นออก ก่อนเส้นแดงนี้จะวาดไปทั่วถ้ำ ร่างขุนโจรทมิฬและสมุนโจรร่วงหล่นเป็นส่วนๆดั่งก้อนเต้าหู้ ปานมีแผ่นบางมาตัดขวางร่างออก แม้เสียงโอดโอยยังไม่มีให้ได้ยิน มีเพียงเสียงหล่นตุ๊บตั๊บของก้อนเนื้ออวัยวะต่างๆร่วงลงพื้นถ้ำ เส้นแดงมรณะนี้กลับพุ่งทะลวงออกจากนิ้วชี้ของเชลยร่างอ้วนท้วมที่กำลังแย้มยิ้มนี้ เส้นแดงนี้ไม่มีอื่นใด ดรรชนีมารกำสรวล ! ของอสูรหมื่นยิ้ม ดรรชนีที่เป็นหนึ่ง ทิ้งที่สองให้ผู้อื่นช่วงชิง เหวอ! แต่กลับมีสมุนโจรผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ทางออกที่ตรงปากถ้ำที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงกลับมีปฏิกริยาโต้ตอบรวดเร็วกว่าคนอื่นแหกปากร้อง ชิงวิ่งหนีหายออกไปทางปากถ้ำอย่างรวดเร็ว อสูรหมื่นยิ้มยังยิ้มร่าคล้ายไม่สนใจมัน กลับวาดเส้นแดงหั่นผู้คนที่เหลืออยู่ที่นอนกลิ้งเกลือกออกเป็นแว่นๆ สิ่งที่โหดเหี้ยมเช่นนี้คล้ายเป็นสิ่งหรรษาสำหรับเขา จนมั่นใจว่าซากคนสิบกว่าคนนี้ไม่มีผู้ใดจะลุกขึ้นมามองดูมันยิ้มได้อีก จึงหยุดลงก่อนจะเดินตามเส้นทางในถ้ำจนถึงคลังที่กลุ่มโจรพวกนี้เก็บทรัพย์สินที่ปล้นชิงมา มันเลือกค้นดูสิ่งของมีค่าเหล่านี้จนหนำใจอย่างใจเย็น............................... ที่ปากถ้ำแห่งนี้ กลับยืนไว้ด้วยชายร่างผอมสูงวัยกลางคน และร่างของสมุนโจรป่าที่นอนตายทอดร่างอยู่เพราะถูกฝ่ามือพิษอเวจีเขียวกร่อนกระดูกกระทบถูกอย่างแผ่วเบา ส่วนชายร่างผอมสูงวัยกลางคน คล้ายรอคอยผู้ใด ชั่วหม้อข้าวเดือดสักพัก..ในที่สุดคนที่มันรอคอยก็โผล่ออกมา ร่างอ้วนท้วนที่สะพายถุงผ้าใบใหญ่ออกมา " ฮ่า ฮ่า ๆ ทำให้เทวทูตซ้ายรอนาน เสียมารยาทอย่างยิ่ง "เทวทูตขวาพรรคเหนือหล้า ใบหน้าของมันปานไปบำเพ็ญกุศลมา แย้มยิ้มพิมพ์ใจ มันที่เพิ่งโผล่ออกจากปากถ้ำก็เห็นมารหน้าเขียวยืนรออยู่ที่ปากถ้ำกลับไม่แปลกใจอันใด " จักรพรรดิเหนือหล้าให้เราไปพบนางพร้อมกัน ข้าล่วงหน้าไปก็เปล่าประโยชน์ มิเป็นไรเสียเวลาไปบ้าง แต่ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตานัก "ความจริงมารหน้าเขียวเห็นมันตั้งแต่กลิ้งตัวเป็นหนอนอ้วนร่ำร้องในป่าหลิวแล้ว เพียงติดตามมาดูว่ามันจะก่อลวดลายใด อสูรหมื่นยิ้มส่งเสียงหัวเราะเดินนำหน้า ด้านหลังเป็นถุงผ้าใบใหญ่ที่ใส่ทรัพย์สินที่กวาดมาได้ไม่น้อย มารหน้าเขียวใช้ดวงตาเหลือบแลมองตามหลังเขา คนผู้นี้เห็นโจรถึงกลับปล้นโจร และยังตามมาปล้นถึงในถ้ำ เป็นความหรรษาหรือมันขัดสนอันใด แล้วร่างเงาทั้งสองก็พลิ้วกลับสู่เส้นทางมณฑลใหญ่ประจิมต่อไป... ..........................