มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 32 กำเนิดปีกเลิศล้ำ

             เสื้อกังหลงโดนสิ่งที่ดันแผ่นหลังทิ่มแทงจนขาด สิ่งที่ทะลุเสื้อออกมาเป็นของแหลมสีน้ำตาลยาวประมาณสองวา เมื่อกางออกมองเผินๆลักษณะเป็นโครงกระดูกถูกยึดไว้ด้วยแผ่นหนังสีน้ำตาลบางใส ที่สามารถมองผ่านไปเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังแผ่นหนังนี้ดังมองผ่านแผ่นฟิมล์ 


            สิ่งนี้เมื่อกางออกมองดูโดยรวมก็เหมือนปีกค้างคาว แต่มีขนาดใหญ่ประมาณสองวา  กังหลงตกตะลึงจนพลังลมปราณเริ่มปั่นป่วน เมื่อพลังเริ่มปั่นป่วนปีกที่กลางหลังเริ่มหดเล็กลงและหายวับเข้าไปในแผ่นหลังในทันที  

     

            "งะ คงจะเป็นปีกฟ้าวายุคำรณ แต่เพียงครู่เดียวก็หายวับไปแล้ว คงต้องฝึกให้พลังนี้เชื่อมต่อกับจิตสำนึกจึงจะสามารถควบคุมและใช้งานได้ดังใจปรารถนา แต่ไม่ทราบต้องสิ้นเปลืองพลังปราณมากมายปานใด"

     

            กังหลงสำรวมจิตเชื่อมต่อกับพลังธาตุสายฟ้าวายุในกายอีกครั้ง ครานี้เริ่มสัมผัสถึงพลังที่หลอมรวมอยู่ในร่าง ลองกำหนดจิตระลึกถึงปีกที่กลางหลัง ฉับพลันพลังในกายส่วนหนึ่งเริ่มไหลไปรวมกันที่กลางหลัง

     

            "พรึ่บ"

     

            ปีกค่อยๆ เกิดขึ้น แผ่ออกจากกลางหลัง เริ่มกระพือปีกจากช้าและเริ่มเร็วขึ้น จนร่างเบาหวิวลอยขึ้นจากพื้น


    กังหลงตื่นเต้นดีใจยิ่ง เพราะการที่จะบินหรือเหาะเหินไปบนนภาได้นั้นต้องเป็นผู้ฝึกยุทธระดับปราณราชันย์ขึ้นไปเท่านั้น


            ปราณยุทธระดับราชันย์สามารถสร้างปีกยุทธเพื่อเหาะเหินเดินอากาศได้ ระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามเพียงใช้พลังปราณเหาะเหินเดินอากาศได้ และรวดเร็วกว่าปราณยุทธระดับราชันย์ที่สามารถสร้างปีกยุทธเพื่อเหาะเหินเดินอากาศถึงสองเท่า หากระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามใช้ปีกยุทธก็จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนกลายเป็น รวดเร็วกว่าปราณยุทธระดับราชันย์ถึงสามเท่าตัว


            แต่สำหรับปีกสายฟ้าวายุคำรณนั้นเกิดจากของวิเศษตามธรรมชาติที่หลอมรวมขึ้น ย่อมอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมดาทั่วไปเหล่านั้น ปีกฟ้าวายุสามารถเหินบินได้รวดเร็วว่องไวสุดเปรียบปาน เทียบเท่าความเร็วของระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามถึงสองเท่าตัว..!!


            ขณะเรียกใช้ปีกพลังความสามารถของผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว ปีกมีความแข็งแกร่งทานทนต่อศาสตราวุธและพลังลมปราณหากเกิดความเสียหายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ในเวลาอันรวดเร็ว


            ยามใช้ปีกห่อหุ้มตัวสามารถปิดบังอำพรางพลัง กลิ่นได้แนบเนียนดุจล่องหนหายตัว และสามารถโจมตีด้วยพลังสายฟ้าวายุรุนแรงเทียบเท่าสายฟ้าวายุตามธรรมชาติ หากผู้คนหรือสัตว์อสูรสามารถสร้างปีกฟ้าวายุคำรณก็จะสามารถใช้งานได้ทันทีไม่ว่าจะมีปราณยุทธจะอยู่ที่ระดับใด


            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดก็สามารถสร้างปีกได้สำเร็จ ตอนนี้ข้าสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้แล้ว จากคุณสมบัติของปีกฟ้าวายุคำรณ หากเป็นไปตามที่ตำราโบราณกล่าวไว้ย่อมมีประโยชน์ต่อข้ายิ่ง"


            "คงต้องฝึกฝนใช้งานให้ชำนาญ ยามออกท่องเที่ยวแม้จะเจอคู่ต่อสู้ระดับจักรพรรดิ์สงครามถึงไม่ชนะแต่การปลีกตัวเพื่อหลบหนีก็คงไม่ใช่เรื่องยาก"


            กังหลงสำรวมจิตสำนึกควบคุมการใช้ปีกฟ้าวายุคำรณจวบจนพลบค่ำจึงเริ่มชำนาญและใช้งานได้ตามใจปรารถนา


            "วันนี้ใช้เวลาในการสร้าง ฝึก ควบคุมใช้งานปีกวายุคำรณเกือบทั้งวัน แต่ผลที่ได้นับว่าคุ่มค่ายิ่งนัก พรุ่งนี้เป็นเวลาครบสองวันนับจากเก็บผลอุทกศิลาครั้งแรก ถึงเวลาที่ต้องเก็บผลต่อไป คงต้องจัดสรรเวลาสำหรับทำเรื่องราวต่างๆให้เหมาะสมแล้ว "


            เมื่อคิดดังนั้นกังหลงจึงได้แบ่งเวลา โดยใช้เวลาหนึ่งวันเข้าไปยังห้องฝึกยุทธเพื่อศึกษาเรียนรู้วิชาฝีมือ ทักษะต่าง ๆ ในการต่อสู้ประจำตัวทุกชนิด ที่เฒ่าเทียนคงเคยฝึกปรือ


            ในห้องมีศาสตร์หลากหลายชนิด ตำรายุทธและวิชาฝีมือจากที่ต่างๆที่น่าสนใจที่เฒ่าเทียนคงเก็บสะสมไว้ พอพลบค่ำก็ออกไปพักผ่อนฝึกลมปราณยังแท่นศิลานิลกาลจน์ในห้องโถงกลาง วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปยังห้องโอสถเพื่อเก็บผลอุทกศิลากลืนกินย่อยสลาย


            ทุกครั้งในช่วงเวลาพักผ่อนกังหลงจะใช้แท่นศิลานิลกาลจน์ในการนอนพักผ่อนและนั่งฝึกฌานพร้อมทั้งค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องราวและประสบการณ์ต่างที่ซึมซับจากเม็ดพลังของเฒ่าเทียนคงทีละน้อย


            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากังหลงเมื่อถึงครบกำหนดผลอุทกศิลาสุก กังหลงก็จะไปยังห้องโอสถเพื่อเก็บผลอุทกศิลากลืนกินตามคำแนะนำของเฒ่าเทียนคงเพื่อหล่อเลี้ยงจักระทั้งเจ็ดให้สมบูรณ์เต็มที่และเสริมสร้างจุดชีพจรและเส้นลมปราณให้สมบูรณ์แข็งแรงจนสามารถรองรับพลังต่าง ๆ ได้ พร้อมทั้งศึกษาวิชาโอสถจนมืดค่ำจึงค่อยออกมาพักผ่อนเดินลมปราณที่แท่นศิลานิลกาลจน์


            ปฏิบัติแบบนี้สลับไปมาจนกลืนกินผลอุทกศิลารวมครบเจ็ดผลใช้เวลาไปทั้งสิ้นสิบหกวัน บัดนี้นับว่าจุดเส้นชีพจรลมปราณ เส้นเอ็น กระดูกกล้ามเนื้อ พร้อมทั้งจักระทั้งเจ็ด ล้วนได้รับการเสริมสร้างจนสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่พร้อมทั้งได้รับการปรับพื้นฐานจนหนาแน่นแข็งแกร่งยากที่หาบุคคลใดเทียบเท่า และระดับปราณยุทธของกังหลงก็ได้เลื่อนเพิ่มขึ้นจนถึงปราณขุนพลระดับสองขั้นสุด


            เส้นชีพจรที่ก่อนนี้เคยเลือนลางบัดนี้เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น นับเป็นเส้นชีพจรที่มีขนาดใหญ่และหนากว่าชีพจรของบุคลทั่วไปถึงเกือบสิบเท่า กังหลงเพียงรับรู้แต่ไม่ได้สนใจ เนื่องจากตนไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับเส้นชีพจร แต่หากบุคคลอื่นได้เห็นเส้นชีพจรเข้าคงต้องตกตะลึงตาค้างเป็นแน่แท้


            และด้วยเหตุที่ขนาดของจุดตันเถียนที่มีขนาดใหญ่กว่าของชาวยุทธทั่วไปถึงเจ็ดเท่า ทั้งเส้นชีพจรลมปราณที่มีขนาดใหญ่และหนากว่าบุคคลอื่น กังหลงจึงต้องการพลังปราณที่จะมาเติมเต็มเพื่อ ยกระดับฝีมือให้พัฒนาขึ้นมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก 


            กังหลงหาทราบไม่ว่าด้วยสรรพคุณของผลอุทกศิลาทั้งเจ็ดผลที่ตนเองได้กลืนกินไปและการได้นั่งฝึกฌานบนแท่นศิลานิลกาลจน์ถึงสิบหกวันนั้น พลังที่กังหลงได้ซึมซับไปสามารถยกระดับพลังฝีมือของผู้อื่นให้เพิ่มขึ้นได้ถึงหนึ่งช่วงระดับใหญ่  คือหากอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดจะสามารถเลื่อนไปสู่ระดับปราณขุนพลระดับสองขั้นสุดอย่างง่ายดาย  แต่บุคคลอื่นหาใช่จะสามารถดูดกลืนพลังได้มากมายและรวดเร็วอย่างเช่นกังหลงไม่ กังหลงมีจุดเส้นชีพจรที่เปิดออกทั้งห้าสิบสี่จุดและมีจักระทั้งเจ็ดตำแหน่งที่ได้รับการเปิดโดยศาสตร์ลับโบราณซึ่งช่วยเสริมหนุนให้การดูดซับพลังเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมากมายกว่าบุคคลอื่นหลายเท่า  


            การฝึกฝนในช่วงสิบหกวันที่ผ่านมานี้ เป็นเพียงการสร้างฐานให้มีทั้งพลังปราณและพลังจิตให้พร้อมที่จะรองรับการฝึกด้านต่าง ๆ ต่อไป


            ด้านทักษะยุทธ ด้านการปรุงโอสถ กังหลงยังไม่ได้เริ่มเรียนรู้เนื่องจากต้องการสร้างฐานพลังให้มีความหนาแน่นมั่นคงก่อน เมื่อใดที่รากฐานสมบูรณ์พร้อม ภายภาคหน้ายามจะเรียนรู้วิชาฝีมือใด ๆ จะได้ไม่ต้องมากังวลว่าจะมีพื้นฐานพลังหรือคุณสมบัติไม่เพียงพอ


            ถ้าหากเป็นเช่นนั้นการเรียนรู้ก็จะหยุดชะงักช้าลงยามประสบปัญหา   กลับกันหากมีฐานที่สมบูรณ์พร้อมความก้าวหน้าจะยิ่งกระโดด รวดเร็วยิ่งเช่นกัน