ฉู่หรงพูดถูก การซุบซิบนินทาคือธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ แทบไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ชอบจริงๆ นั่นแหละ
ตระกูลฉู่เป็ตระกูลที่ทั้งใหญ่โตและมีกิจการมากมาย จึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายในได้ยาก แม้ภายนอกจะดูสงบสุข ไม่เคยมีการต่อสู้แย่งชิงถึงขั้นรุนแรง แต่ในสายตาของคนนอก ตราบใดที่เป็ตระกูลเศรษฐี ย่อมต้องมีเื่ลับลมคมในซุกซ่อนอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
สารพัดเื่ฉาวโฉ่ของตระกูลฉู่แต่ละสายจึงถูกใส่สีตีไข่ให้เื่ราวร้อนแรงขึ้น ประกอบกับสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารซุบซิบเริ่มซบเซาลง สวนทางกับสื่ออินเทอร์เน็ตที่เฟื่องฟู ทำให้เื่ราวเหล่านี้เป็ที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง
เพียงแค่พิมพ์คำว่า 'ตระกูลฉู่แห่งเจียงฮู่' ในเสิร์ชเอนจินใดก็ได้ เื่เมาท์มอยมากมายจากทุกทิศทุกทางก็จะพรั่งพรูเข้ามาสู่สายตาแทบไม่หวาดไม่ไหวจนตาลายไปหมด
ชาวเน็ตที่ชีวิตแสนจะจืดชืดและน่าเบื่อ จึงพากันเสพข่าวฉาวของตระกูลเศรษฐีบนแพลตฟอร์มอย่างเวยป๋อบัญชีทางการของวีแชทหรือแม้กระทั่งในจือฮูและโต้วป้านอย่างเมามัน
และนานๆ ครั้งก็จะคอมเมนต์กันสักสองสามประโยค ในทำนองว่า 'ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่นี้ ทุกคนล้วนเป็ที่จับตา พวกคนรวยยิ่งต้องคอยหุบหางเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกแฉ! เพราะกระดาษย่อมปิดไฟไว้ไม่มิด!'
แต่มันปิดไม่มิดจริงๆ น่ะเหรอ?
ฉู่ชิวไป๋กลับไม่คิดแบบนั้น อย่างน้อยที่สุด เขาก็มีความลับมากมายที่ถูกเก็บซ่อนไว้เป็อย่างดีมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นคือความฝันของเขา...
ฝันที่เป็ฝันร้าย
***
นั่นเป็เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
ฉู่ชิวไป๋ก็ยังคงจดจำได้อย่างแม่นยำ มันเป็ยามเย็นที่อากาศดีมากวันหนึ่ง
ฉู่เจียงไหลเพิ่งฉลองวันเกิดปีที่สิบเก้าไปได้ไม่นาน ส่วนตัวเขาเองก็อยู่ในวัยยี่สิบสี่ที่เปล่งประกาย ในตอนนั้นเขามีเวลาว่างเหลือเฟือและไม่ประสีประสาอะไรมากนัก แต่กลับหลงทะนงตนว่าสามารถใช้ชีวิตนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วันนั้น คนขับรถพาหานรุ่ยฉินไปเล่นไพ่ที่บ้านของคุณนายคนหนึ่ง ก่อนออกจากบ้าน หานรุ่ยฉินสั่งให้ฉู่ชิวไป๋ที่หยุดงานอยู่บ้านไปรับฉู่เจิ้นเทียนที่กลับจากทำงานต่างเมืองที่สนามบิน
ซึ่งฉู่ชิวไป๋รู้ดีว่า นี่เป็ความตั้งใจของแม่ที่อยากให้พวกเขาพ่อลูกได้พูดคุยกันดีๆ
เขาเพิ่งได้ใบขับขี่มาไม่นาน จึงขับรถอย่างระมัดระวังเป็พิเศษ ระยะทางที่ปกติใช้เวลาเพียงสี่สิบนาที เขากลับใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าจะถึง ด้วยทักษะที่ไม่ชำนาญนี้ ทำให้ฉู่เจิ้นเทียนไม่ไว้วางใจเป็อย่างยิ่ง ขากลับจึงยืนกรานที่จะขับด้วยตัวเอง
ฉู่ชิวไป๋ยอมสละเบาะคนขับให้พ่ออย่างว่าง่าย แล้วย้ายไปนั่งข้างๆ แทน — เขาไม่เคยดื้อดึงในเื่เล็กน้อย เพราะความดื้อรั้นและเผด็จการทั้งหมดของเขานั้น จะถูกเก็บไว้ใช้กับเื่ใหญ่ๆ ในชีวิตเท่านั้น
และนับั้แ่ฉู่ชิวไป๋ไม่ฟังคำแนะนำของครอบครัวที่ให้เรียนการเงินหรือบริหารธุรกิจ และดึงดันที่จะเรียนแพทย์ สองพ่อลูกก็ไม่ได้คุยกันดีๆ อีกเลย
ฉู่เจิ้นเทียนตั้งใจจะปรับความเข้าใจกับลูกชาย จึงเป็ฝ่ายชวนคุย เขาถามไถ่เื่ราวการทำงานที่โรงพยาบาล
ฉู่ชิวไป๋เอาหน้าผากพิงกระจกหน้าต่างเบาๆ พลางตอบคำถามอย่างไม่ใส่ใจนัก ในใจกำลังคิดว่าอีกสักครู่จะให้คนรับใช้เตรียมของว่างอะไรให้ฉู่เจียงไหลดี
ฉู่เจียงไหลเรียนหนัก ่นี้จึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน นานๆ จะกลับมาสักครั้ง พอมาถึงก็อ้าปากร้องหิวใส่เขาทันที ราวกับโรงอาหารที่มหาวิทยาลัยเป็แค่ของประดับ ถ้าขาดพี่ชายคนนี้ไป เขาก็คงไม่มีวันกินอิ่ม
เมื่อบทสนทนาเริ่มวนกลับมาสู่ประเด็นหลัก ฉู่เจิ้นเทียนใช้นิ้วชี้เคาะพวงมาลัยพลางถอนหายใจ “ที่บ้านทำธุรกิจการแพทย์ ก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะต้องไปเป็หมอ ฉันใกล้จะถึงวัยเกษียณแล้ว บริษัทยังไงก็ต้องมีคนรับ่ต่อ”
ฉู่ชิวไป๋ทอดสายตาลงต่ำ พิจารณารอยจันทร์เสี้ยวสีชมพูอ่อนใต้ขอบเล็บหัวแม่มืออย่างละเอียดโดยไม่ตอบโต้อะไร ในใจเขากำลังคิดว่า 'หรือจะให้ห้องครัวทำบาสก์ชีสเค้กดี ฉู่เจียงไหลชอบกิน คราวที่แล้วเขากินคนเดียวหมดทั้งก้อน ท้องอืดจนต้องนอนแผ่แล้วเรอเอิ้กอ้ากอยู่บนโซฟา'
พอนึกถึงท่าทางที่ฉู่เจียงไหลทำตาละห้อยแบบลูกหมาพลางลูบท้อง ฉู่ชิวไป๋ก็เผลอยิ้มออกมาบางๆ
รอยยิ้มของเขาทำให้ฉู่เจิ้นเทียนปวดขมับ — เพราะมันเป็สัญญาณของการดื้อเงียบ
เขาโมโหลูกชายจนควันแทบออกหู “ตกลงแกได้ฟังที่ฉันพูดบ้างหรือเปล่า?”
“ก็ยังมีเจียงไหลอยู่นี่ครับ? เขาเรียนบริหารนะ” ฉู่ชิวไป๋ยังคงพิงหน้าผากกับกระจก มองราวกั้นสีเขียวบนทางด่วนที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่ใส่ใจ
“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง?” ฉู่เจิ้นเทียนยิ่งโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“แล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะครับ?” ฉู่ชิวไป๋แสร้งโง่ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก “เจียงไหลฉลาดขนาดนั้น ผลการเรียนก็ดีกว่าผมตั้งเยอะ ให้เขารับ่ต่อบริษัทน่ะดีที่สุดแล้ว”
ฉู่เจิ้นเทียนถูกลูกชายสวนกลับจนพูดไม่ออก เขากำพวงมาลัยแน่นจนนิ้วมือขาวซีด สีหน้าเหมือนคนหัวใจจะวายเพราะความโกรธ
“ดีตรงไหน? แกจะให้ฉันยกบริษัทให้คนนอกเนี่ยนะ?”
ฉู่ชิวไป๋ตอกกลับทันที “คนนอก?” เขาพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “น่าเสียดายนะครับ ที่พ่อกับแม่ไม่มีลูกสาว ถ้าเจียงไหลได้แต่งเข้าตระกูลฉู่ ก็จะได้เป็คนในครอบครัวจริงๆ เสียที”
“แกพูดบ้าอะไรออกมา!?” สีหน้าของฉู่เจิ้นเทียนบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ฉู่เจียงไหลจะเติบโตมาด้วยเงินสนับสนุนของเขา แต่ทะเบียนราษฎร์เขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน และเด็กคนนั้นยังมีสัญชาติอื่นอีกด้วย
ต่อให้ผู้ใหญ่ในตระกูลฉู่จะบอกว่าฉู่เจียงไหลเป็แค่เด็กที่พวกเขาให้การอุปถัมภ์ แต่ความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกัน รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ที่พ่อมีให้ฉู่เจียงไหลอย่างเท่าเทียม ก็ทำให้ฉู่ชิวไป๋ค่อยๆ ลืมชาติกำเนิดของฉู่เจียงไหลไปสนิท
อาจเป็เพราะโกรธจนถึงขีดสุด หลังจากที่ตวาดเขาจบ ฉู่เจิ้นเทียนก็นิ่งเงียบไปนาน
ฉู่ชิวไป๋เท้าคาง มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเบื่อหน่าย ความคิดของเขาล่องลอยออกไป นึกถึงวันที่เผชิญหน้ากับฉู่เจิ้นเทียนเื่ที่ตัดสินใจจะเรียนแพทย์
***
“เรียนบริหารซะ”
ตอนกรอกใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ความ้าของพ่อทั้งชัดเจนและเด็ดขาด
แต่ตอนนั้นฉู่ชิวไป๋กลับใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในหัวของเขามีแต่ภาพลูกหนูที่กรีดร้องอย่างน่าเวทนา ตอนที่ถูกเผาจนเป็เถ้าถ่านภายใต้แว่นขยาย
ลูกหนูเพิ่งจะเกิด มีขนาดเพียงหนึ่งในห้าของฝ่ามือ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เพิ่งถือกำเนิดเหล่านี้ยังไม่ทันจะได้ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ ก้อนเนื้อสีชมพูที่ขนยังไม่ขึ้นหกตัวเบียดเสียดกันเป็ก้อน ส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นกระเบื้องสีซีเมนต์
เดือนสิงหาคมเป็่ที่ร้อนที่สุดของปี แสงแดดตอนเที่ยงวันแผดเผาพื้นซีเมนต์สีเทาเข้มจนร้อนระอุ ต่อให้เป็แค่เด็กประถมก็น่าจะเคยเห็นคำเตือนว่า 'แสงสะท้อนจากเศษแก้วทุกชนิด อาจทำให้เกิดไฟป่าได้' จากคลิปประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าที่เผยแพร่ไปทั่วเมืองนับครั้งไม่ถ้วน
และแน่นอนว่าการวางแว่นขยายไว้กลางแดด สามารถจุดไฟเผาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีขนได้ — นี่เป็ความรู้พื้นฐานที่เด็กประถมวัยแปดเก้าขวบทุกคนก็รู้ ไม่ต้องพูดถึงฉู่เจียงไหลที่กำลังยืนสังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เขาซึ่งฉลาดเกินวัยมาั้แ่เด็ก เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่ตระหนักถึงความโหดร้ายทารุณที่อยู่เื้ัการฆ่าครั้งนี้ แต่เขากลับไม่ห้าม ตรงกันข้าม เขาจ้องมองฉากสังหารนั้นตาไม่กะพริบ ท่าทีทั้งดูเฉยเมย เ็า และมีสีหน้าที่คล้ายกำลังเพลิดเพลินด้วยซ้ำ
ใต้แว่นขยาย ลำแสงที่ถูกรวมจนร้อนจัดเผาหนูตัวเล็กจนดิ้นทุรนทุราย มันส่งเสียงร้องด้วยความทรมาน ก่อนจะกลิ้งตัวพลิกไปมาในกองเพลิง จนกลายเป็เศษซากถ่านสีดำที่หงิกงอไปในที่สุด...
พ่อที่ยืนกรานให้เขาเรียนบริหาร เห็นเขาเหม่อลอย ก็เคาะโต๊ะด้วยท่าทีที่เคร่งเครียด
“อ่า... ขอโทษครับ” ฉู่ชิวไป๋ได้สติ พยักหน้าอย่างว่าง่าย “พ่ออยากให้ผมเรียนบริหารธุรกิจ แล้วมีอะไรอีกไหมครับ?”
ฉู่เจิ้นเทียนเผยสีหน้าไม่พอใจ แต่พอนึกถึงผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สูงลิ่วอย่างไม่น่าเชื่อของเขา สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย
“หลายวันมานี้แกพักผ่อนมากพอแล้ว อาทิตย์หน้าก็มาฝึกงานที่บริษัทซะ ฉันอยากให้แกเริ่มเรียนรู้จากพื้นฐาน แล้วค่อยหมุนเวียนไปเรียนรู้ตามแผนกต่างๆ ในฐานะ...”
“พ่อครับ” ฉู่ชิวไป๋ขัดจังหวะเขา “จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้อยากเข้าบริษัทขนาดนั้น”
กลิ่นไหม้เกรียมที่ลอยมาจากลูกหนูที่ถูกเผา ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ฉู่ชิวไป๋รู้สึกขยะแขยงจนถึงขั้นคลื่นไส้พะอืดพะอม
เขานึกถึงหอพระในคฤหาสน์ตระกูลฉู่ นึกถึงองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมผู้เปี่ยมเมตตาและหยั่งรู้สัจธรรมของโลก
คำว่า 'กฎแห่งกรรม' ดังก้องในหูราวกับระฆังเตือนสติ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรที่เพิ่งคัดลอกเมื่อตอนบ่ายยังคงดังก้องอยู่ในห้วงคำนึง:
'พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อบำเพ็ญลึกอยู่ซึ่งปรัชญาปารมิตา ได้พิจารณาเห็นว่า ขันธ์ 5 เป็ความว่างเปล่า จึงข้ามพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้... ศารีบุตรเอ๋ย! รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่างก็ไม่ต่างจากรูป รูปคือความว่าง และความว่างก็คือรูป...'
ฉู่ชิวไป๋พูดกับพ่อด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ผมไม่ค่อยสนใจเื่ธุรกิจครับ”
“ไม่สนใจ?”
“ครับ ผมอยากเรียนแพทย์”
ฉู่เจิ้นเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ก็ดี งั้นก็เลือกสายวิจัยก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าบริษัทสาขาของเราที่อเมริกาจะยังไม่สามารถตั้งทีมชาวจีนที่ทำงานวิจัยได้อย่างอิสระ แต่ก็ได้มีการพยายามอยู่ไม่น้อย ในอนาคตข้างหน้า 'การเรียนรู้จากศัตรูเพื่อเอาชนะศัตรู'ย่อมเป็สิ่งจำเป็ ถ้าแกยินดีที่จะทุ่มเทให้กับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีปัญหา มาคิดดูแล้ว อาหวังของแกก็จบมาจากสถาบันวิจัยเหมือนกันนี่น่า”
คุณอาหวังคนนั้นเป็คนที่ฉู่เจิ้นเทียนดันจนได้ขึ้นเป็หนึ่งในกรรมการบริหาร เรียกได้ว่าเป็มือขวาคนสำคัญของเขา
“ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะกลายเป็กลุ่มคนที่มีศักยภาพในการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ กระแสนี้กำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะในวงการแพทย์ ผลตอบแทนยิ่งมหาศาล รัฐบาลเองก็เริ่มผลักดันและให้การสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ที่ถือครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีอย่างจริงจังแล้ว...”
“ไม่ใช่ครับพ่อ ที่ผมบอกว่าอยากเรียนแพทย์ ผมหมายถึงสายที่ต้องรักษาคนไข้จริงๆ ครับ”
“รักษาคน?”
“ครับ” ฉู่ชิวไป๋ตัดสินใจแน่วแน่ เปล่งเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อย “ผมอยากเป็ศัลยแพทย์”
ฉู่เจิ้นเทียนราวกับได้ยินเื่ตลก เขาทวนคำตอบของลูกชายอีกครั้ง “หมอ?”
“แกหมายความว่าแกอยากไปอยู่ด่านหน้า ผ่าตัดให้คนอื่นอย่างนั้นน่ะเหรอ?”
“ใช่ครับ”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
ปฏิกิริยาของฉู่เจิ้นเทียนเป็ไปตามคาด ฉู่ชิวไป๋บอกเขาอย่างใจเย็น “พ่อครับ มันไม่ใช่เื่เหลวไหลอะไรทั้งนั้น ผมตัดสินใจแล้วจริงๆ”
แน่นอนว่าฉู่เจิ้นเทียนไม่มีทางอนุญาตให้ลูกชายคนโตไปเป็ศัลยแพทย์ที่ต้องทำงานหนักอยู่แนวหน้าเป็ระยะเวลานาน เขาพูดเสียงเข้ม “เื่แบบนี้ แกไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง”
“ทำไมล่ะครับ? นี่มันชีวิตของผมนะ”
“แกไม่มีทางมีชีวิตของตัวเอง” ฉู่เจิ้นเทียนมองเขาด้วยสายตาเ็าปนดูแคลนเล็กน้อย “แกเกิดในตระกูลฉู่ เป็ลูกชายคนโตของฉัน นั่นเป็สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าแกจะไม่มีทางได้ใช้ชีวิตตามใจตัวเอง”
“ผมไม่คิดอย่างนั้นครับ”
“นี่เป็กฎตระกูล ไม่จำเป็ต้องให้แกเห็นชอบ” ฉู่เจิ้นเทียนมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว “ในเมื่อเกิดมาใช้แซ่ฉู่ ผลประโยชน์ของตระกูลก็สมควรเป็สิ่งที่แกต้องคำนึงถึงที่สุดในชีวิต จะทำงานอะไร แต่งงานกับใคร มีลูกกี่คน ก็ต้องเอาผลประโยชน์ของตระกูลฉู่มาเป็อันดับแรก”
“พ่อครับ” ฉู่ชิวไป๋หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดออกมา “ผมไม่ใช่เครื่องมือต่อรองที่พ่อจะใช้เพื่อรักษาเกียรติยศของตระกูลนะครับ”
ฉู่เจิ้นเทียนจ้องเขาอยู่หลายวินาที น้ำเสียงยิ่งเข้มงวดขึ้นไปอีก “แกไม่ใช่เด็กแล้วนะ ควรจะเข้าใจอะไรๆ ซะบ้าง”
“ผมไม่เข้าใจ หรือว่าการที่พ่อตัดสินใจเลือกต่อยอดธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และเลือกแต่งงานกับแม่ ก็เป็แค่เื่ผลประโยชน์ของตระกูลฉู่เท่านั้นเหรอครับ?”
ฉู่ชิวไป๋จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นฉู่เจิ้นเทียนตอบกลับมาว่าอะไร
เขารู้แค่ว่า ถ้าหากถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง ฉู่เจิ้นเทียนที่กำลังเหยียบคันเร่งอย่างแรงด้วยความหงุดหงิดอยู่บนที่นั่งคนขับในตอนนี้ จะต้องตอบว่า “ใช่” อย่างแน่นอน
การสนทนาในครั้งนั้นเมื่อหลายปีก่อน ในที่สุดก็จบลงด้วยการที่ฉู่เจิ้นเทียนต้องยอมอ่อนข้อ แม้ฉู่เจิ้นเทียนจึงทุบโต๊ะและคำรามลั่นด้วยความโกรธจัดก็ตาม “แม่แกมีลูกชายแค่คนเดียว ถ้าแกไปเป็หมอ คิดว่าแม่แกจะยอมเหรอ!”
แม้ว่าฉู่ชิวไป๋จะเผชิญหน้ากับพ่อที่โกรธจนตาแดงก่ำ แต่เขาก็ถามกลับในทันที “อะไรคือแม่มีลูกชายแค่คนเดียว? หรือว่าพ่อมีลูกคนอื่นอยู่ข้างนอกอีก?”
ฉู่เจิ้นเทียนเพียงแค่รู้สึกว่าลูกชายพูดจาไม่เข้าท่า เขาจึงหลีกเลี่ยงคำถามนี้ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว
สุดท้าย พ่อที่ไม่อยากต่อปากต่อคำอีก จึงตกลงอย่างไม่เต็มใจ “อยากเรียนอะไรก็ไปเรียนเถอะ” พร้อมกับคำทำนายอันคล้ายกับคำสาปแช่งว่า “ไม่ช้าก็เร็วแกจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เลือก”
และในตอนนั้นเองที่ฉู่ชิวไป๋มั่นใจในที่สุด ว่าการที่พ่อซึ่งมีข่าวฉาวมากมายไม่ยอมหย่ากับแม่ของเขานั้น เพียงเพราะไม่อยากแบ่งหุ้นบริษัท และไม่อยากให้ตระกูลฉู่สูญเสียอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ
โชคดีที่หานรุ่ยฉินเป็คนใจกว้าง เธอก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวไม่ว่าจะเป็เื่ธุรกิจหรือเื่อื่นๆ ของฉู่เจิ้นเทียน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพียงแค่ใช้ชีวิตเป็คุณนายไฮโซอยู่บ้านด้วยความสบายใจไปวันๆ เท่านั้น
เมื่อก่อนเคยมีเพื่อนที่ทนดูไม่ได้ เตือนให้เธอใส่ใจเื่บริษัทและชีวิตส่วนตัวของสามีให้มากกว่านี้ ทว่าหานรุ่ยฉินกลับตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ยิ่งกว่าเพื่อนผู้หวังดีคนนั้นเสียอีก “เื่เงินๆ ทองๆ ยังต้องให้ฉันมานั่งปวดหัวอีกเหรอ? พวกคนหนุ่มสาวที่เรียนสูงๆ เงินเดือนแพงๆ ในบริษัทมีตั้งเยอะตั้งแยะ พวกเขานั่งกินเงินเดือนไปวันๆ หรือไง?! ส่วนพวกกิ๊กพวกชู้ข้างนอกนั่น... โธ่โอ้ย! สังคมสมัยนี้มันก็เป็แบบนี้แหละ ต่อให้ฉู่เจิ้นเทียนไม่ไปยุ่งกับพวกเขา พวกเขาก็ต้องเข้ามายุ่งกับฉู่เจิ้นเทียนอยู่ดี ถ้าฉันมัวแต่โกรธ จะโกรธไหวเหรอ? ยังไงซะตระกูลเราก็ไม่เสียผลประโยชน์อยู่แล้ว อีกอย่างนะ พวกอีหนูข้างนอกนั่นต่อให้ท้องป่องขึ้นมา พอคลอดออกมาเด็กก็ต้องเรียกฉันว่าแม่อยู่ดี”
เมื่อเธอแสดงท่าทีใจกว้างและปล่อยวางได้ถึงขนาดนั้น นานวันเข้าก็ไม่มีใครกล้ามาซุบซิบนินทาเื่ในบ้านของเธอให้เธอฟังอีก
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า หานรุ่ยฉินไม่ใส่ใจอย่างที่เธอแสดงออกจริงหรือไม่
***
สภาพการจราจรข้างหน้าเลวร้ายพอๆ กับอารมณ์ของคนทั้งสอง เพราะมัวแต่คุยกับฉู่ชิวไป๋จนเสียสมาธิ ฉู่เจิ้นเทียนจึงเผลอขับรถผิดเส้นทางโดยไม่รู้ตัว และด้วยความเร็วที่สูงเกินไป พอรู้ตัวอีกทีก็พลาดจังหวะที่จะกลับไปยังเส้นทางเดิมเสียแล้ว
เขาขับตรงไปเรื่อยๆ จนไปถึงถนนบนสะพานยกระดับแคบๆ ที่ไม่คุ้นเคย จึงค่อยๆ ชะลอความเร็วให้ช้าลง
ข้างหน้ามีรถบรรทุกกึ่งพ่วงสองคันที่บรรทุกของจนเต็มแน่น กำลังเคลื่อนตัวอย่างทุลักทุเลในช่องทางเดียวกัน แทบจะชนกันอยู่รอมร่อ
ฉู่เจิ้นเทียนที่กำลังมีเื่ค้างคาใจ เลยอยากให้รถติดอีกสักพัก จะได้มีเวลาเรียบเรียงความคิดของตัวเอง เขาไม่ได้รีบร้อนแซงเหมือนปกติ แค่ขับตามไปเรื่อยๆ แต่เ้าของรถคันหลังกลับไม่ได้ใจเย็นเหมือนเขา เสียงบีบแตรจึงดังระงมไปทั่ว จนฉู่ชิวไป๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
ในขณะที่ฉู่ชิวไป๋กำลังจะลดกระจกลงเพื่อรับลม ก็ได้ยินพ่อบังเกิดเกล้าพูดว่า “เื่ของเจียงไหลแกไม่ต้องยุ่ง ฉันไม่ยกบริษัทให้มันหรอก แกเป็ลูกฉัน ต่อให้ฉู่เจียงไหลมันอยากจะแย่ง แกก็ต้องปกป้องเอาไว้!”
กระจกรถถูกเลื่อนลงเพียงช่องเล็กๆ กลิ่นควันเหม็นหืนก็โชยเข้ามาในห้องโดยสารทันที ฉู่ชิวไป๋รีบเลื่อนกระจกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถามว่า “พ่อคิดว่าเราสองคนกำลังแข่งกันเพื่อสืบทอดตำแหน่งของพ่อเหรอครับ?”
ส่วนประโยคต่อมาที่ว่า 'พ่อคิดว่าตัวเองเป็ใคร? เป็ฮ่องเต้หรือไง?' ถูกเขาซ่อนเอาไว้ในใจ ไม่ได้พูดออกมา
แต่แค่ประโยคที่พูดเดียวนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่เจิ้นเทียนะเิเสียงหัวเราะแล้ว เขาขำที่ตัวเองดันมีลูกชายที่ไร้เดียงสาถึงขนาดนี้
“ใครบ้างไม่ชอบเงิน?”
ฉู่ชิวไป๋เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา แววตาของเขาตรงไปตรงมาแต่แฝงความเฉียบขาดดั่งคมมีด “พ่อคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างเหรอครับ?”
“แล้วมันไม่ใช่หรือไง?” ฉู่เจิ้นเทียนตอกกลับอย่างเจ็บแสบ “งั้นแกก็ไปถามแม่แกดูสิ ว่าถ้าไม่มีแบล็กการ์ดไม่จำกัดวงเงินนั่น จะยังยอมทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เื่พวกนั้นของฉันอยู่หรือเปล่า?”
ฉู่เจิ้นเทียนที่อยากให้ลูกชายคนโตมองเห็นธาตุแท้ของโลก จึงไม่ลังเลที่จะเปิดโปงชีวิตแต่งงานของตัวเองกับภรรยาว่าเป็เพียงเื่ของผลประโยชน์เท่านั้น ไม่เหมือนคนเป็พ่อเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายแล้ว เขาก็เป็แค่คุณชายเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ ที่จมปลักอยู่กับกองเงินกองทองและอำนาจมาทั้งชีวิตเท่านั้น
“อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ยังจะเชื่ออีกเหรอว่าความรู้สึกมันอยู่เหนือผลประโยชน์ได้น่ะ?”
ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกต่อว่าทำเพียงจ้องมองพ่อของตนอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังพิจารณาคนแปลกหน้า
เขาเคยไปค้นพบโดยบังเอิญว่า พ่อที่เคยย้ำนักย้ำหนาว่าจะไม่ยกมรดกให้คนนอกเด็ดขาด ได้แอบเปิดกองทุนทรัสต์ส่วนตัวที่มียอดเงินสดหลายร้อยล้านเอาไว้ และผู้รับผลประโยชน์คือฉู่เจียงไหลกับผู้หญิงอีกคนที่คาดว่าจะเป็แม่ผู้ให้กำเนิดเขา
เดิมคิดว่าเอกสารกองทุนทรัสต์ฉบับนั้นคือความลับทั้งหมดของพ่อแล้ว แต่กลับไม่คาดคิดว่า นี่จะเป็เพียงยอดูเาน้ำแข็งท่ามกลางความลับมากมายที่ไม่อาจเปิดเผยได้ของฉู่เจิ้นเทียนเท่านั้น
ฉู่ชิวไป๋รู้มานานแล้วว่าพ่อเป็คนเ้าชู้ ไม่เคยซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่ และเป็คนไร้คุณธรรม แต่ในด้านธุรกิจ เขากลับมีความเด็ดขาด เฉลียวฉลาด กล้าคิดกล้าทำ อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่แข็งแกร่ง
เขาคือผู้ให้กำเนิดฉู่ชิวไป๋ มอบชีวิตที่สุขสบายและการศึกษาที่ดีให้ และในยามที่อารมณ์ดี เขาก็จะโยนฉู่ชิวไป๋ตัวน้อยขึ้นไปสูงๆ แล้วก็รับไว้ได้อย่างมั่นคง
ฉู่ชิวไป๋เกลียดฉู่เจิ้นเทียน แต่ก็ชื่นชมอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพ่อของเขาคนนี้... เป็คนแบบไหนกันแน่?
สถานการณ์ที่สลับซับซ้อนทำให้ทุกอย่างยุ่งเหยิงไปหมด ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วแน่นด้วยความขัดแย้งในใจ จนเผลอใช้ปลายนิ้วลูบเข็มกลัดที่ฉู่เจียงไหลมอบให้โดยไม่รู้ตัว
“ผมไม่ควรเชื่ออย่างนั้นเหรอครับ? สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน คือการมีศีลธรรมและความรู้สึกไม่ใช่เหรอ?”
ฉู่เจิ้นเทียนจับพวงมาลัยไว้แน่น พลางหันหน้ามามองลูกชายเล็กน้อย สีหน้าของเขาผสมปนเปกันระหว่างความโกรธและความผิดหวัง “เลิกโลกสวยได้สักที! โตจนป่านนี้ก็ควรจะเป็ผู้ใหญ่ได้แล้ว เจียงไหลมัน...”
***
หลายปีต่อจากนั้น ฉู่ชิวไป๋มักครุ่นคิดอยู่บ่อยครั้งว่า ประโยคที่ฉู่เจิ้นเทียนตั้งใจจะพูดในวันนั้น... แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?
เจียงไหลมัน... เป็ผู้ใหญ่กว่าแก?
เจียงไหลมัน... มองโลกตามความเป็จริงมากกว่าแก?
หรือเขาอยากจะพูดว่า 'เจียงไหลมันก็แค่คนนอก ไม่เหมือนแก ที่เป็ทายาทโดยชอบธรรมของฉัน?'
แต่ทุกอย่าง... ก็ไม่อาจสืบสาวหรือค้นหาคำตอบได้อีกต่อไปแล้ว
การสั่นะเือย่างรุนแรงขัดจังหวะคำพูดของฉู่เจิ้นเทียน
ฉู่ชิวไป๋ที่เอนพิงกระจกอยู่อย่างเฉื่อยชาพลันยืดตัวตรง เขาหันขวับไปมองด้านหน้าด้วยความตื่นตระหนก
ทุกอย่างเหมือนฉากในภาพยนตร์ที่ถูกทำให้ช้าลง พื้นถนนพลันแยกออกเป็รอยร้าวขนาดมหึมา รถบรรทุกที่เต็มไปด้วยเหล็กม้วนเต็มคันพลิกคว่ำตกจากสะพานไปต่อหน้าต่อตาเขา ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลาย เสาไฟถนนหลายต้นต่างโค่นล้มระเนระนาด เหมือนไม้จิ้มฟันที่ปักอยู่บนของเหลว ตัดกระแสการจราจรที่ติดขัดจนขาดสะบั้น ด้านหน้าเต็มไปด้วยรถที่ถูกบีบอัดและบดทับจนบี้แบนเป็เศษเหล็กเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ท่ามกลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวล ฝาครอบโคมไฟโลหะอันหนึ่งสะท้อนในดวงตาของเขา มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วงหล่นลงมาราวกับอุกกาบาตจากฟากฟ้า กระแทกเข้ากับกระจกหน้ารถที่แข็งแกร่งจนเกิดรอยร้าวคล้ายใยแมงมุม
กระจกที่พนักงานขายอวดนักอวดหนาว่า 'กันะุได้' แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงแตกร้าวที่บาดแหลมและชัดเจน
เอี๊ยด— โครมมมมม—
ตามมาด้วยการถล่มครืนของพื้นผิวสะพานยกระดับที่พวกเขาอยู่
ในความหวาดกลัวสุดขีด ฉู่ชิวไป๋พยายามจะทำอะไรบางอย่างตามสัญชาตญาณ แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ความเ็ปรุนแรงก็จู่โจมเข้าครอบงำทุกประสาทััของเขา โลกทั้งใบพลันพลิกกลับตาลปัตร เขาฝืนทนความเ็ปพยายามลืมตาอย่างยากลำบาก เพื่อดูอาการของฉู่เจิ้นเทียน แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็เพียงความมืดมิดอันว่างเปล่า
พ่อ...
เจียงไหล...
สองชื่อนี้คือสิ่งสุดท้ายที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของฉู่ชิวไป๋ ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป
***
เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง รอบกายก็มีเพียงความมืดมิด มีเพียงเสียงเครื่องจักรทำงานเบาๆ แว่วเข้าหู... ความสับสนมึนงงเข้าครอบงำในทันที
ฉู่ชิวไป๋มีประสาทการรับกลิ่นที่ไวมาก กลิ่นยาฆ่าเชื้อในอากาศที่คละคลุ้งไปทั่วทำให้เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่ในไม่ช้า ความเ็ปจากทุกข้อกระดูกทั่วทั้งร่างกายก็ถาโถมเข้ามา... รุนแรงจนกลบกลิ่นยาฆ่าเชื้อไปจนหมดสิ้น
ร่างกายของเขาระบมไปหมด ราวกับกระดูกทุกชิ้นโดนทุบจนแหลกละเอียดแล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่แบบลวกๆ ความเ็ปรวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่าง ก่อนจะพุ่งตรงมาจุกที่หน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก
...โดยเฉพาะศีรษะของเขา
ภาพเหตุการณ์อันยุ่งเหยิงราวกับฟ้าดินถล่มทลายก่อนที่เขาจะหมดสติ เป็เหมือนเศษกระดาษที่ถูกขยำแล้วยัดเข้ามาในหัวอย่างสับสนปนเป จนศีรษะที่ถูกอัดแน่นไปด้วยภาพเ่าั้หนักอึ้งและปวดตุบๆ ราวกับถูกกรอกด้วยตะกั่ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ท่ามกลางความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น ฉู่ชิวไป๋เดาว่ากระโหลกของเขาคงแตกละเอียดไปแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้น ทำไมมันถึงได้ปวดจนแทบะเิขนาดนี้?
ในความมืดสนิท เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าเป็พิเศษ ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จู่ๆ ก็มีเสียงร้องที่ทั้งดีใจ ร้อนรน และลนลานดังขึ้นข้างๆ
“หมอ! หมอคะ! ลูกชายฉันฟื้นแล้ว!”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้สติที่กำลังสับสนวุ่นวายชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ฉู่ชิวไป๋จำได้ว่านั่นเป็เสียงของแม่
ตามติดมาด้วยเสียงของฝีเท้าที่เร่งรีบดังใกล้เข้ามา
“คุณฉู่ครับ ได้ยินผมไหม? ผมแซ่เถา เป็แพทย์เ้าของไข้ของคุณ ตอนนี้คุณรู้สึกเป็ยังไงบ้างครับ?”
เสียงของหมอผู้ชายคนนั้นแม้จะฟังไม่คุ้นหู แต่ก็ฟังดูใจดีมาก
ฉู่ชิวไป๋อ้าปากพยายามจะพูด แต่ลำคอเขาปวดราวกับเส้นเสียงถูกฉีกกระชากออกจากกัน เขาพยายามอยู่นานก็ยังเปล่งเสียงเป็คำไม่ได้ ทำได้เพียงกัดฟันทนเจ็บ กลืนน้ำลายที่ขมฝาดลงคอไปหลายอึก ก่อนจะฝืนขยับริมฝีปากที่แห้งผาก เปล่งคำว่า “เจ็บ” ออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้ดังขึ้นอย่างแ่เบาข้างหู หานรุ่ยฉินบีบมือเขาแน่น น้ำตาคลอด้วยความตื้นตันที่ได้เขากลับคืนมา “ชิวไป๋... ในที่สุดลูกก็ฟื้น ลูกทำแม่กลัวแทบตาย”
เสียงร้องไห้ของคนเป็แม่ทำให้แพทย์ยิ่งมั่นใจว่าคนไข้ตรงหน้าต้องเป็คุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมเป็อย่างดีแน่น่อน เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวังมากขึ้น “คุณาเ็หนักมากครับ จึงเจ็บเป็เื่ธรรมดา แต่โชคดีมากที่ไม่โดนจุดสำคัญ เดี๋ยวก็ดีขึ้นแน่นอนครับ”
“อาจจะเจ็บหน่อย แต่รบกวนคุณฉู่ลองทำตามที่ผมบอกนะครับ...”
ฉู่ชิวไป๋ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี เขาทำตามคำสั่งของแพทย์ทุกอย่าง ทั้งยกขา งอเข่า และกำหมัด
และแม้ว่าจะเจ็บไปทั้งตัว แต่ก็ถือโชคดีที่แขนขายังอยู่ครบและการเคลื่อนไหวก็ยังเป็ปกติ
เมื่อแพทย์เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“จากการประเมินเบื้องต้น อาการาเ็ที่ข้อต่อไม่รุนแรงมาก ความสามารถในการเคลื่อนไหวยังปกติดีครับ มีแค่รอยฟกช้ำภายนอกที่อาจจะเจ็บอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวก็หาย โชคดีมากจริงๆ คร...”
“อ้อ...” ฉู่ชิวไป๋ตอบรับอย่างงุนงง เขาพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง แล้วหันศีรษะไปตามเสียงนั้นตามสัญชาตญาณ
แพทย์หยุดชะงัก คำพูดแสดงความโล่งใจพลันหยุดลง เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
จากนั้น ฉู่ชิวไป๋ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังโบกไปมาสองสามครั้งอยู่หน้าดวงตาของเขา
แล้วบรรยากาศรอบข้างก็เงียบสงัดราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง
“ชิวไป๋...”
เขาได้ยินเสียงแม่เรียกชื่อ เสียงนั้นทั้งสั่นเครือและเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
ฉู่ชิวไป๋ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาทำเพียงกะพริบตาอย่างสับสน ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ความหวาดกลัวอันลึกล้ำจนเหมือนกำลังถูกกลืนเข้าไปในความว่างเปล่าครอบงำเขาในทันที
ฝ่ามือนั้นโบกผ่านดวงตาของเขาอีกครั้งแรงขึ้น
ฉู่ชิวไป๋ได้ยินแพทย์คนนั้นถามเขาอย่างลังเล
“คุณฉู่ครับ... คุณมองเห็นมือของหมอไหม?”