ดยุครินบรั่นดีในขวดแก้วเจียระไนใส่ลงในแก้วที่จอร์เจียหยิบจากในตะกร้าออกมาวางให้ เขาลองจิบชิมแล้วก็นึกรู้ในทันทีว่ามันคือคอนยัคชนิดดีที่สุดของฝรั่งเศส เหนือกว่าบรั่นดีทุกชนิดที่เขาเคยดื่มมาในรอบหลายปี“ผมอาจจะไม่รู้จักพ่อค้าที่รับซื้อเหล้าจากคุณก็จริง แต่รับรองได้เลยว่าเขาเป็นบุคคลที่มีรสนิยมในเรื่องบรั่นดีสูงมาก”“อย่าเยาะฉันเลย” จอร์เจียขอร้อง “คุณเองก็รู้เท่าๆ กับฉันนั่นแหละว่าบรั่นดีนี้มาจากไหน มันเป็นชนิดที่มีราคาแพงมาก สำหรับครั้งนี้ฉันเชื่อว่ามันเป็นบรั่นดีคุณภาพสูงกว่าที่เราเคยลอบนำเข้า“ผมว่าคุณจะต้องเป็นสุภาพสตรีที่ร่างกายแข็งแรงมาก” ดยุคกล่าวอย่างตั้งข้อสังเกต “ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าคุณถึงกับจะต้องลงไปแจวเรือเองหรอกนะ แต่ความแข็งแรงของร่างกายที่สามารถทนทานกับการข้ามช่องแคบกลับไปมาภายในสิบสองชั่วโมงนี่ ถือว่าเยี่ยมอย่างน่านับถือทีเดียว”“บางครั้งก็ต้องเป็นอย่างนั้น” จอร์เจียตอบอย่างยอมรับ “แต่ฉันก็ต้องคอยระวัง ที่จะไม่ออกทะเลตอนที่คลื่นลมแรงคนของเราไม่ใช่พวกชาวเรือ ไม่คุ้นกับทะเลเลยก็ว่าได้ แค่มีคลื่นนิดหน่อยก็เมาแล้ว”“คุณไม่คิดอยากจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ผมฟังบ้างหรือหรือ? ” ดยุคถาม เมื่อพูดออกไปแล้วก็อยากกัดลิ้นตัวเองเสียนักเพราะมันเป็นคำพูดที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยเลยเพราะคำพูดประโยคนั้นที่ทำให้จอร์เจียกระโดดขึ้นยืน“ไม่มีทาง..” เธอร้องอย่างขุ่นเคือง “ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยนะนี่ว่ามานั่งคุยกับคุณด้วยเรื่องต่างๆ พวกนี้ได้ยังไงมันก็คงเป็นเพราะไม่มีใครที่นี่ที่ฉันจะระบายความอัดอั้นตันใจให้เขารับฟังได้กระมัง ถ้าฉันขึ้นพูดเรื่องนี้ให้นาน่าฟังแกจะต้องโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งสิ้น และยิ่งเวลาที่ฉันออกทะเล แกยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก“ผมเชื่อเลยว่านาน่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่” ดยุคกล่าวอย่างเห็นด้วย “ใครก็ตามที่รักคุณย่อมจะต้องรู้สึกอย่างเดียวกันทั้งนั้น ก็ตรงนี้ไงล่ะ ผมถึงได้พูดว่า ผมไม่เข้าใจสามีคุณเลยจริงๆ ”“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าสามีฉันไม่ได้รู้เห็นกับเรื่องทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นนี่เลย“เอ้า..ถ้ายังงั้นก็แม่เลี้ยงของคุณ...ท่านยอมให้คุณทำแบบนี้ได้ยังไง? ”“ฉันไม่มีอะไรจะพูดอีกต่อไปแล้ว” จอร์เจียตอบ “เอาอย่างนี้ดีกว่า มิสเตอร์ราเวน ฉันอยากจะพูดให้มันชัดๆ ลงไปเลย ว่ายิ่งคุณไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ได้เร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น บางที ฉันอาจคิดผิดก็ได้ ที่เอาคุณมาซ่อนตัวไว้อย่างนี้ แต่คุณจะต้องออกเดินทางคืนนี้ทันทีที่มันปลอดภัยพอ..คุณเข้าใจไหม?“ผมน่ะสุดแท้แต่คุณจะกรุณาอยู่แล้วละ ถ้าเช่นนั้นคุณช่วยบอกนาน่าหน่อยก็แล้วกัน ว่าผมขอบใจที่อุตส่าห์อบพายแสนอร่อยมาให้ แล้วก็ขอบใจเรื่องบรั่นดีด้วย..ไม่ว่ามันจะมาจากไหนก็ตาม..”ดยุคตั้งใจจะยั่วให้เธอโกรธ ซึ่งก็ได้ผล เพราะจอร์เจียแทบหายตัวออกไปทางประตูในวินาทีนั้นโดยไม่ได้เอ่ยอะไรต่อแม้แต่คำเดียว เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินลงบันไดไปช้าๆ แล้วก็อดหัวเราะอยู่กับตัวเองขณะในบรั่นดีเติมให้ตัวเองอีกแก้วไม่ได้ เธอเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาน่าทึ่ง เขาไม่คิดอิจฉาสามีเธอเลย ถ้าเมื่อกลับจากทะเลแล้วจะใช้ความพยายามปราบเธอให้อยู่มือ เขาน่าจะต้องอ้างสิทธิ์ของตนเองเสียบ้าง ถ้าหวังจะเป็นนายในบ้านของตนเองเช่นนี้..!เสียงที่ดังมาจากข้างล่าง ทำให้ดยุคต้องลุกขึ้นเดินไปมองตรงหน้าต่าง เสียงที่ได้ยินอยู่ขณะนี้คือเสียงเป่าแตรดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเสียงที่มีพลังบังคับอยู่ในตัว จากนั้น เขาก็ได้เห็นรถม้าคันหนึ่งโอ่อ่าสง่างามมาก เทียมด้วยม้าหกตัวที่เข้าคู่กันอย่างยากจะหาใดเทียบ เครื่องเทียมเป็นสายหนังสีเงินสะท้อนว่าความอยู่ในแสงตะวัน ตัวรถฉาบด้วยสีสันสดใส รถม้าคันนั้นวิ่งอ้อมวงเวียนเล็กๆ รอบสนามกว้างและมาหยุดลงเบื้องหน้าคฤหาสน์นอกจากนั้นยังมีขบวนม้าอีกสองคู่นำหน้า ผู้ที่อยู่บนหลังม้าเหล่านั้นล้วนอยู่ในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้ม เช่นเดียวกับคนรับใช้กลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ เพื่อจะได้เห็นดยุคพยายามชะโงกหน้าลงไปมอง เพื่อจะได้เห็นภาพผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้าคันงามอย่างชัดเจน แต่น่าเสียดายนักที่ชายคากับต้นไม้ใหญ่บังสายตาไว้ เขาจึงได้เห็นแต่เพียงม้าเทียมรถที่ส่ายหัวอยู่ไปมากับคนขับและพนักงานประจำรถที่แต่งเครื่องแบบหรูหรา สวมหมวกทรงสูง ที่นั่งตัวตรงอยู่ด้านหน้าจากนั้น เขาก็ได้เห็นรถม้าคันใหญ่อีกสองคนที่ขับตามหลังมา ดยุคอดคิดอิจฉาอยู่ในใจไม่ได้ เมื่อนึกถึงว่าข้างล่างกำลังจะมีงานปาร์ตี้ใหญ่ เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสจะพาตัวเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย..!เขาคงเป็นอะไรที่ผิดมนุษย์แน่ ถ้าจะไม่บังเกิดความสงสัยใคร่รู้จนแทบจะหมดความอดทน ขณะนี้ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าบุคคลที่มาร่วมในงานปาร์ตี้ครั้งนี้เป็นใครกันบ้างแล้วก็ให้โมโหตัวเองที่เขาไม่ได้ถามจอร์เจียไว้เลยว่ามารดาเลี้ยงของเธอชื่ออะไร“เพราะบางที เราอาจรู้จักผู้หญิงคนนั้นก็ได้..” เขาบ่นอยู่กับตัวเอง “เราอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจู่ๆ เราก็ลงไปร่วมงานปาร์ตี้กับพวกเขาด้วย” แต่ลึกลงไปในใจเขารู้ว่าไม่อาจทรยศต่อความไว้วางใจของจอร์เจียได้..อย่าดีกว่า เขาควรจะหลบออกไปในท่ามกลางความมืดเช่นที่เธอขอร้องไว้ และลืมเรื่องราวอันแสนประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตในวันนี้เสียให้สิ้น“ให้ตายสิ..” เขาร้องพร้อมกับกระแทกตัวลงบนเตียง “มันคงรบกวนจิตใจไปชั่วชีวิตทีเดียว ถ้าเราจะไม่มีวันรู้ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่มันเกิดขึ้นครั้งนี้..!”
ดยุคมีความรู้สึกว่า เวลาในยามบ่ายของวันนั้น ช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน เขาได้แต่ทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแคบๆ มองภาพแสงอาทิตย์สาดกระทบอยู่กับพื้นผิวน้ำในทะเลสาบ มองกิ่งไม้ใบไม้ที่ส่ายไหวเบาๆ อยู่ในสายลมอ่อน และฝูงนกที่บินวนอยู่เบื้องท้องฟ้าสีคราม เขาปรารถนาที่จะได้ทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ที่เป็นไปในทางบวก แม้ว่าเขาจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่อยากทำนั้นคืออะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจอย่างที่สุด ที่จะต้องมานั่งรอเวลาอยู่แต่ในห้องแคบๆ เท่ารูหนูโดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันมีอะไรเกิดอยู่ที่ชั้นล่างของตัวบ้านบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจก็คือ ขณะนี้ มันจะต้องมีกิจกรรมที่น่าสนุกสนานกำลังดำเนินอยู่เขาปรายตามองไปยังหนังสือที่รายเรียงอยู่บนชั้นข้างผนังห้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนา และจะต้องถูกนำมาเก็บไว้ในห้องนี้นานมาก อาจจะหลายสิบปีหรือไม่ก็อาจจะเป็นศตวรรษแล้วก็ได้ เมื่อกวาดสายตามองไปโดยรอบ เขาก็สังเกตเห็นตู้เก็บของที่สร้างขึ้นไว้ในผนังซึ่งเมื่อเปิดออกก็พบว่า ภายในสิ่งของจิปาถะเก็บอยู่ เช่นอ่างพิวเตอร์ แก้วน้ำดื่มหลากสีสัน กล่องใส่ทินเดอร์ซึ่งเป็นเชื้อสำหรับจุดไฟ เครื่องมือเย็บปักถักร้อย กล่องใส่เข็มที่สนิมจับแล้ว และด้านในของตัวตู้คือตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่งภาพที่เห็นทำให้ดยุคอดยิ้มไม่ได้ เขาเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจอร์เจียใช้ห้องนี้เป็นที่ซ่อนตัว เพราะสังเกตเห็นอยู่ว่าผ้าห่มที่วางอยู่บนเตียงนอนมีกลิ่นสะอาด ทั้งผ้าปูที่นอนปลอกหมอนล้วนแล้วแต่เป็นผ้าลินินเนื้อดีหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ ผ้าปูโต๊ะไม้โอ๊คตัวเล็กมีลวดลายที่ปักด้วยฝีมือนอกจากนั้น ทั้งบนพื้นห้องและชั้นวางหนังสือแทบจะไม่มีฝุ่นละอองจับเกาะอยู่เลยเขาครุ่นคิดอยู่ในใจ..ว่ามีความเป็นไปได้ที่จอร์เจียอาจจะเคยพาคนแปลกหน้าคนอื่นขึ้นมาพักหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ แต่แล้วเขาก็นึกไปถึงท่าทางตื่นกลัวของเธอ กับการที่เธอแสดงท่าเหมือนเพิ่งนึกถึงห้องลับห้องนี้ขึ้นมาได้ในนาทีสุดท้าย เพราะฉะนั้น มันก็มีความเป็นได้อยู่ว่า เขาจะเป็นคนนอกคนแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาใช้ห้องลับนี้ทำไมเธอจึงซ่อนตัว..และซ่อนจากใครล่ะ..? นั่นคือคำถามที่เกาะกินอยู่ในหัวใจ เขาสามารถมองเห็นภาพที่เธอหลบเข้ามาซ่อนตัวเองอยู่ในห้องนี้ได้ แต่นั่นก็เป็นภาพเมื่อครั้งที่เธอยังเด็ก ซึ่งในตอนนั้น สิ่งที่เธอจะทํา ก็คือคอยเงี่ยหูฟังเสียงพยาบาลหรือไม่ก็พ่อแม่ ที่เรียกหาอยู่ คนเหล่านั้นอาจจะออกติดตามหาตัวเธอทั่วสวนดอกไม้ ไม่เคยรู้เลยว่าจริง ๆ แล้ว เธอกล้าหาญพอที่จะพาตัวเองขึ้นมาแอบซ่อนอยู่บนนี้..แต่การซ่อนตัวแบบเด็กๆ กับการซ่อนตัวของหญิงสาวที่เกิดขึ้นจากความกลัวนั้น มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาคิดเอาเอง..? ทำไมจอร์เจีย เบลลาย หญิงสาวผู้มีความกล้าหาญชาญชัยพร้อมที่จะเสี่ยงกับการติดคุกติดตะรางถ้าถูกหน่วยยามฝั่งจับได้ ว่าขนสินค้าเถื่อน จะมีความกลัวถึงขนาดต้องซ่อนตัวเมื่อถึงคราวจำเป็น..? แต่ถึงอย่างไร ในความรู้สึกของดยุคแล้ว เธอต้องมีความกลัวที่แฝงลึกอยู่ในจิตใจอย่างแน่นอน..