หลายเดือนผ่านไป
“นั่นไม่ใช่ทางกลับบ้านของฉันนี่คะ?” น้ำส้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปมองหน้านักรบที่กำลังขับรถบนท้องถนน ในเส้นทางไม่ใช่ทางกลับบ้านของตนเอง
“แล้วใครบอกว่าผมจะพาคุณกลับบ้าน” นักรบพูดตอบกลับด้วยความทะเล้น นั่นยิ่งทำให้น้ำส้มรู้สึกฉงนใจ
“แล้วจะพาฉันไปไหน?” เธอย้อนถามอีกครั้ง
“ถึงก็รู้เองแหละ” เขาตอบเธอด้วยความยียวน
“ไม่ได้พาไปขายใช่ไหม?” น้ำส้มเอ่ยทีเล่นทีจริง พร้อมกับรอยยิ้มกริ่มมุมปาก
“มันจะได้ราคาเท่าไหร่กันเชียว” นักรบตอบสบประมาท พร้อมกับเลี้ยวซ้ายในซอยหนึ่งที่เป็นปลายทางของสถานที่จะไป
“ก็ลองดูไหมล่ะ?” คำหยามที่ไม่จริงจังแต่ช่างปั่นอารมณ์ผู้หญิงให้หัวร้อนได้ จนน้ำส้มต้องเอ่ยประโยคนี้ออกไปด้วยความท้าทาย
“ไม่!!!” ทำให้นักรบรีบตอบทันควันด้วยน้ำเสียงแข็งและสีหน้าบึ้งตึง หันมองน้ำส้มตาเขม็ง เขาพูดแซวเล่นเพื่ออยากแกล้ง แต่เธอตลบคำปั่นอารมณ์เขาแทนเสียอย่างนั้น
“หวงละสิ” เธอเย้ยเขาและพูดเข้าข้างตัวเอง สะบัดผมไปข้างหลังด้วยความเชิดมั่นใจ
“..........” นักรบไม่ได้ตอบกลับเขาเลือกที่จะเงียบและเขารถนิ่ง ๆ ไปตามเส้นทาง เพราะหากพูดมากกว่านี้กลัวว่าน้ำส้มจะสวนคำจนทำให้เขาหน้าเสีย
“ไม่ตอบซะด้วย โธ่นึกว่าจะแน่” ความเงียบทำให้น้ำส้มนึกเข้าข้างตัวเองในความสวยที่เธอมี
“ขี้เกียจพูดเฉย ๆ หรอกเลยเงียบน่ะ”
“จ้า” น้ำส้มตอบเสียงสูงอย่างไม่คิดเชื่อในสิ่งที่นักรบพูด เธอมองออกว่าเขาแถ แต่ไม่อยากจะต่อความให้ยืดยาว เพราะยังไงมันก็คือการพูดเล่นหยอกเย้ากัน เธอนั่งมองตรงไปด้านหน้าตามท้องถนน สองข้างทางที่มีตึกสูงระฟ้าเรียงรายกัน สถานที่แห่งนี้เธอไม่เคยมา อยากจะถามให้รู้แต่เขาคงไม่ให้คำตอบที่พอใจ จึงเลือกเงียบนิ่งและรอให้ถึงปลายทางเท่านั้น
“ไปกันครับ”
ไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย รถยนต์จอดเทียบด้านหน้าของตึก นักรบลงจากรถอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่น้ำส้มนั่งอยู่ เขาจับมือเธอแล้วพาเดินเข้ามายังสถานที่หนึ่ง เป็นสถานที่ที่น้ำส้มไม่คุ้นเคย เธอยอมเดินไปกับเขาแม้จะสงสัยว่าพาเธอมาทำไม แต่ก็ไม่ยอมถามออกไป
“อ๋อ ที่แท้ก็พามาดูถ่ายงาน...บอกฉันแต่แรกก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายต่อความกันแล้วไหมคะ?” ผู้คนที่อยู่ตรงหน้าทำให้น้ำส้มร้องอ๋อ เธอเข้าใจกับการที่เขาพามาโดยไม่บอกล่วงหน้าแล้วล่ะ
“คิดแบบนั้นเหรอ?” นักรบเอ่ยขึ้น
“ก็เห็น ๆ กันอยู่” และน้ำส้มก็ตอบลอย ๆ พร้อมกับรอยยิ้มส่งให้กับทีมงานที่เคยร่วมงานกับเธออย่างไม่ถือตัว
“ทุกคนวางมือจากงานแป๊บหนึ่งผมมีข่าวจะบอก” นักรบปรบมือเสียงดังและออกคำสั่ง ทำให้เหล่าทีมงานถ่ายแบบแฟชั่นใหม่ต้องหันมามองเป็นสายตาเดียว ทุกคนต่างอยากรู้ว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นจนระดับคุณนักรบต้องมาเองได้ขนาดนี้
“คุณนักรบ” แอนนาที่กำลังอยู่หน้ากล้อง เสียงของนักรบทำให้เธอระริกระรี้รีบวิ่งมาเกาะแขนของเขาอีกข้างที่ยังเว้นว่าง เธอบึนปากให้กับน้ำส้มด้วยความตาร้อน ก่อนจะเงยหน้าเปรยยิ้มมองนักรบ แต่เขากลับไม่ได้ชายตามองแอนนาแม้เพียงเสี้ยว ไม่สะบัดออกยอมให้เธอเกาะอยู่แบบนั้น น้ำส้มที่เห็นก็พยายามเก็บกลั้นความรู้สึก เธอเลือกที่จะปล่อยมือจากการจับกุมของนักรบแทน เพราะไม่อยากให้พนักงานมองในแง่ลบ แม้ว่าพวกเขาจะรู้สถานะของเธอระหว่างนักรบก็ตาม
“ใช้สิทธิ์อะไรถึงได้เกาะแขนของผม” นักรบพูดด้วยน้ำเสียงสุขุมแต่ฟังแล้วดุดัน หางตามองต่ำไปยังมือของแอนนาที่เกาะกุม ทำให้เธอต้องรีบดึงมือออกแนบลำตัวทันที รู้สึกหน้าเสียกับการที่นักรบฉีกหน้าจนชา ท่ามกลางสายตาของคนมากมาย หลายคนมองเธอพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปาก พวกเขากำลังหัวเราะเยาะเธอ สร้างความอับอายแก่แอนนาจนเธอถอยห่างแทบไม่ทัน
“ใช้สิทธิ์คนละครึ่งก็คงไม่ได้ เพราะไม่เข้าเกณฑ์พิจารณา” น้ำส้มเปรยออกมาลอย ๆ ไม่ได้มองหน้าเจาะจง แต่รู้ดีว่าหมายถึงใคร ส่วนแอนนาได้แต่ยืนกัดฟันและกำมือแน่น
“มีข่าวอะไรเหรอคะบอส” จ๋าพนักงานแสนขยันเอ่ยถามตัดบรรยากาศที่มันเริ่มอึมครึม สร้างความสนใจแก่คนอื่น ๆ จนลืมกิริยาของแอนนาไปเลย
“ทุกคนฟังให้ดีนะ หลังจากถ่ายงานเซทนี้เสร็จ ผมอนุญาตให้ทุกคนลาพักร้อนในเดือนหน้าได้.....”
(( (( (เย่) )) ))
คำพูดของนักรบทำให้พนักงานดีใจกระโดดโลดเต้นอย่างลืมตัว เพราะนานแล้วกับการที่ทำงานหนักแถมมีโอทีดึกดื่น ไม่ได้พักผ่อนร่างกายให้ผ่อนคลายนานหลายเดือนแล้ว ช่างเป็นข่าวดีที่น่าเปรมปรีดิ์สำหรับพนักงานเหลือเกิน
“บอสมาถึงที่นี่เพื่อบอกข่าวแค่นี้เองเหรอคะ? แค่ให้พักร้อนแจ้งคุณแตงกวาประกาศในกลุ่มก็ได้นี่คะ” จ๋าที่ดีใจจนลืม เธอเอะใจกับการมาของเจ้านายที่มันไม่ค่อยสำคัญอะไร จึงได้เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ทำงานมาเจ้านายของเธอยากนักจะออกมานอกสถานที่ด้วยตัวเองแบบนี้
“จ๋านี่นะ” เขาเอ่ยเมื่อพนักงานรู้ทัน “ที่ให้พักร้อนก็เพื่อ...” นักรบพูดต่อแต่เว้นวรรคคำพูดสุดท้ายไว้ ทุกคนต่างรอฟังคำตอบด้วยความลุ้นระทึก
(( (เพื่อ.....?) ))
“ไปร่วมงานแต่งงานของผมในเดือนหน้า” นักรบประกาศข่าว แต่ทำเอาน้ำส้มที่ยืนเคียงข้างหันขวับมามองด้วยความงุนงง
((ฮิ้ว) )
(ยินดีด้วยค่ะบอส / ยินดีด้วยครับบอส)
เสียงโห่แซวด้วยความยินดีของพนักงานดังก้องสตูดิโอ เสียงปรบมือดังสนั่นด้วยความเปรมปรีดิ์ ยกเว้นก็แต่แอนนาที่ไม่มีความยินดีกับข่าวที่นักรบประกาศ เธออิจฉาและริษยา ไม่เคยยินดีกับใครเมื่อพบเจอเรื่องราวดี ๆ แถมนักรบเป็นคนที่เธอเพ่งเล็งด้วยแล้ว ยิ่งหาความยินดีได้ยาก ดวงตาของเธอมองไปยังน้ำส้มอย่างเคืองโกรธ มีสิทธิ์อะไรมาแย่งของที่เป็นของเธอไป…
งานแต่ง?
แต่งกับใคร?
ทำไมเธอถึงไม่รู้เรื่องราวอะไรสักอย่าง นื่คือสิ่งที่น้ำส้มถามตัวเองในใจ เธอยืนอึ้งกับสิ่งที่นักรบพูดออกมา ส่วนเขายิ้มหน้าตาระรื่นชื่นมื่นไม่สะท้านใด ๆ
“คุณขอฉันแต่งงานตอนไหนไม่ทราบ” เธอกัดฟันพูดกระซิบชิดหูของเขา ไม่อยากถามโต้ง ๆ ให้พนักงานแคลงใจ
“เอาล่ะ ๆ ผมมีเรื่องบอกให้ทราบแค่นี้ ทุกคนทำงานต่อได้ ส่วนการ์ดผมจะให้แตงกวาส่งไปให้ทีหลัง” ผมจบเขาก็จับมือน้ำส้มเดินจากมา พร้อมกับเสียงปรบมือของพนักงานที่ดังตามหลัง
“เดี๋ยว ๆ คุณนักรบคุยกันก่อน” น้ำส้มดึงแขนอันแข็งแรงของนักรบรั้งไว้ อยากถามให้แน่ใจกับสิ่งที่เขาป่าวประกาศ
“คุยอะไรครับ” เขาย้อนถามเธออย่างคนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งที่น้ำส้มยังคงงงเป็นไก่ตาแตก
“แต่งงาน?...ใครแต่งงานและแต่งกับใครทำไมฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย” เธอสาดคำถามใส่เป็นพัลวัน
“กับคุณไงถามแปลก จะให้ผมแต่งกับใครได้ล่ะ รักคุณนี่ไม่ได้รักคนอื่น” เขาด้วยความมั่นหน้า
“แล้วคุณขอฉันแต่งงานตอนไหน ขอในฝันหรือไง” น้ำส้มถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ก็เธอไม่รู้เรื่องแถมตั้งตัวไม่ทันกับสิ่งที่เขาพูดออกมา
“จำเป็นต้องขอด้วยเหรอ อายุปูนนี้แล้วผมรีบ...ไปกันเร็วผมนัดร้านชุดแต่งงานไว้” เขาพูดพร้อมกับลากแขนน้ำส้มให้เดินตาม
“เอ้า!!!แบบนี้ก็ได้เหรอวะ”
“หน้าที่ของคุณคือเป็นเจ้าสาวของผม ไม่ต้องทำอะไรเลยแค่อยู่เฉย ๆ สวย ๆ และทำตามก็พอทุกอย่างผมกับแม่จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว” เขาพูดพร้อมกับดันเธอเข้าไปนั่งในรถยนต์ ในขณะที่น้ำส้มยังคงอื้ออึ้งไม่หาย...จะบ้าตายกับผู้ชายคนนี้ที่เธอตามไม่ทันกับอารมณ์ที่เขาเป็น