บทที่ 13 แสงเหนือ
ชั้นน้ำแข็งของธารน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือมีความหนาประมาณสองถึงสี่เมตร และธารน้ำแข็งที่สถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 249 ตั้งอยู่นั้นก็มีความหนาสูงถึงสี่เมตร
หลังจากที่ฮั่วอวี๋เดินลงไปยังชั้นใต้ดิน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
ชั้นใต้ดินทั้งหมดลึกถึงสี่เมตร พื้นของมันทำขึ้นจากกระจกเทมเปอร์ลามิเนตสองชั้น
นี่คือกระจกนิรภัยที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการอบคืนตัว การใช้แรงดันสูง การใช้ความร้อน และกระบวนการอื่น ๆ อีกมากมาย กระจกประเภทนี้ถูกนำไปใช้ปูตามจุดชมวิวบางแห่ง แน่นอนว่ามันมีความทนทานมาก
ชั้นใต้ดินครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร และภายใต้แสงสีขาว เขาสามารถมองเห็นท้องทะเลด้านล่างได้อย่างชัดเจน
เดิมทีน้ำทะเลจะไม่มีสี แต่เพราะการดูดกลืนของแสง*[1] และการกระเจิงของแสง*[2] น้ำทะเลจึงปรากฏเป็สีน้ำเงิน
ฮั่วอวี๋เหยียบลงบนกระจกเทมเปอร์และมองดูด้านล่างราวกับเขากำลังอยู่ที่ก้นบึ้งของทะเลสีคราม
ใต้เท้าชายหนุ่ม สิ่งมีชีวิตทางทะเลแทบทุกชนิดถูกดึงดูดโดยแสงที่ส่องสว่างขึ้นรอบกระจกเทมเปอร์ พวกมันไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังโดนมนุษย์ที่อยู่้าแอบมองอยู่
ฮั่วอวี๋ได้เห็นแม้กระทั่งแมงกะพรุนแผงคอสิงโตขนาดหนึ่งเมตรที่มีรัศมีสีรุ้ง
หลังจากที่วางเสี่ยวอวี๋ลงกับพื้น เ้าตัวเล็กก็แสดงท่าทีดีใจและวิ่งไล่สิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างสนุกสนาน
ผู้พิทักษ์น้ำแข็งหนุ่มถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ภาพตรงหน้าพวกเขาน่าทึ่งเป็อย่างมาก น่าเสียดายที่ไม่สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นดูด้วยได้ เพราะอย่างไรเสีย แหล่งที่มาของชั้นใต้ดินแห่งนี้ก็ยากที่จะอธิบาย
หากเขาถ่ายทอดสดที่นี่ได้คงจะดึงดูดผู้ติดตามจำนวนมากอย่างแน่นอน!
ฮั่วอวี๋ไม่ได้รีบออกจากชั้นใต้ดิน แต่เลือกที่จะนั่งลงบนพื้นและมองดูเสี่ยวอวี๋เล่นกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเ่าั้
เมื่ออยู่ภายในโลกใต้น้ำ ชายหนุ่มพลันรู้สึกว่าหัวใจของตนได้ถูกชำระล้างโดยทะเลสีคราม ทำให้เขารู้สึกสงบ
ธรรมชาติคือจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุด มันช่วยชำระล้างและเยียวยาจิตใจของมนุษย์ที่หลงทางได้เสมอ
น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยุคใหม่ไม่้าที่จะอยู่ใกล้หรือรักษามันไว้
หลังจากที่อยู่ที่ชั้นใต้ดินเป็เวลาเกือบชั่วโมง ฮั่วอวี๋ก็กลับไปยังห้องนอนพร้อมกับเ้าลูกหมาป่าที่ยังเล่นไม่หนำใจในอ้อมแขน
เ้าตัวเล็กอายุยังน้อยและร่างกายก็ยังอ่อนแอจึงไม่ควรให้เล่นมากจนเกินไป
กว่าจะตรวจสอบสถานการณ์รอบสถานีหน้าด่านและเตรียมอาหารเย็นให้ตัวเองเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทพอดี
หลังจากกินมื้อเย็นแล้ว ฮั่วอวี๋ก็ยืดเส้นยืดสายและเดินออกไปข้างนอก
ด้านนอกคือทุ่งหิมะกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด น้ำแข็งปกคลุมแนวชายฝั่งคดเคี้ยวและูเาสูงก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะ
ภายใต้ท้องฟ้าที่พร่างพราว มีดวงดาวนับพันกำลังเปล่งประกายส่องสว่าง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบและอ้างว้าง
ทิวทัศน์ที่เหมือนกับทะเลดวงดาวนี้พบเห็นได้ในขั้วโลกเหนือที่ไม่มีมลพิษและหมอกควันเท่านั้น
ทุกอย่างตรงหน้าเขาไม่ด้อยไปกว่าทิวทัศน์ของท้องทะเลที่ชั้นใต้ดินเลย ฮั่วอวี๋ไม่รอช้า ชายหนุ่มเปิดการถ่ายทอดสด พร้อมที่จะดึงดูดผู้ชมจำนวนมากเข้ามาทันที
เมื่อเหล่าผู้ติดตามของฮั่วอวี๋ได้รับแจ้งเตือนการถ่ายทอดสดก็เข้ามาดูด้วยความสงสัย
- เกิดอะไรขึ้น? เ้าของห้องถ่ายทอดสด?
- เ้าของห้อง ทำไมวันนี้คุณถึงถ่ายทอดสดช้าจัง?
“พอดีผมไปทานข้าวเย็นและหาละครดูไปด้วยระหว่างนั้น!"
- ว้าว สวยจัง!
ฮั่วอวี๋ยิ้มอย่างมีเลศนัยให้กับกล้อง จากนั้นจึงยกนิ้วขึ้นจรดปากและชี้ไปที่ท้องฟ้า
กล้องเคลื่อนไปตามนิ้วของเขา จากนั้นภาพทะเลดวงดาวอันงดงามก็ฉายขึ้นในห้องถ่ายทอดสด
- พระเ้า ดาวเยอะจัง!
- ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว บนโลกมีทิวทัศน์แบบนี้อยู่จริง ๆ
- ขอบคุณเ้าของห้อง ฉันไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
- มันจะมีแสงเหนือไหม? ฉันอยากเห็นแสงเหนือจริง ๆ
- เ้าของห้องจะต้องมีความสุขมากแน่ ๆ ที่ได้อยู่ที่นั่น!
คุณไม่อาจตำหนิเหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดที่เอะอะโวยวายได้หรอก เพราะมีผู้ที่เติบโตขึ้นในเมืองใหญ่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีโอกาสเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวแบบนี้
โชติมาตรปรากฏ*[3] ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นอยู่ที่หกเท่า และจำนวนดวงดาวที่อยู่ในโชติมาตรระดับหกก็มีอยู่ไม่ถึง 5,000 ดวง แม้ในความเป็จริง คนสายตาดีจะสามารถมองเห็นได้สูงถึง 6.5 เท่าก็ตาม
โชติมาตรปรากฏหมายถึงระดับความสว่างที่กล้องโทรทรรศน์สามารถส่องเห็น
สมมติว่าดวงดาวทั้งหมดกระจายตัวเท่า ๆ กันบนท้องฟ้า จะมีดวงดาวมากกว่าครึ่งที่สามารถมองเห็นได้ภายในซีกโลกเหนือเท่านั้น ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 3,000 ดวง
3,000 ดวงอาจดูเหมือนไม่มากนัก แต่ในท้องฟ้าที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็เหมือนกับดวงดาวเหล่านี้ได้ปกคลุมระยิบระยับไปทั่วนภาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ จำนวนดวงดาวที่สามารถมองเห็นได้จริงจึงมีจำนวนน้อยกว่าตัวอย่างข้างต้นมาก
ภายในพื้นที่ชนบททั่วไปที่ปราศจากมลภาวะทางแสงและมลพิษทางอากาศ โชติมาตรปรากฏจะอยู่ที่ประมาณห้าเท่า
แต่ภายในเมืองอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว โชติมาตรปรากฏจะอยู่ที่สามเท่าเท่านั้น พวกเขาเห็นดวงดาวได้แค่หลักร้อยดวงเท่านั้น
ฮั่วอวี๋สังเกตเห็นว่าขณะนี้ ผู้ชมคนหนึ่งภายในห้องถ่ายทอดสดที่ใช้ชื่อว่า [ไลท์เชสเซอร์] ได้ถามเกี่ยวกับแสงเหนืออีกครั้ง
ผู้พิทักษ์น้ำแข็งหนุ่มประทับใจผู้ชมคนนี้มาก ทุกครั้งที่เขาเริ่มถ่ายทอดสด อีกฝ่ายจะถามเสมอว่าจะได้เห็นแสงเหนือหรือไม่
คนคนนี้ต้องเป็คนรักแสงเหนืออย่างแน่นอน
ฮั่วอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งและเอ่ย “แสงเหนือไม่ได้ปรากฏตลอดทั้งปี ในซีกโลกเหนือจะปรากฏใน่หน้าหนาวเท่านั้น"
“ตอนนี้เป็เดือนมีนาคม มีความเป็ไปได้ที่จะมีแสงเหนือแต่ไม่มากนัก"
เมื่อมองไปยังแถบแสดงข้อความที่อยู่ในห้องถ่ายทอดสด ดูเหมือนผู้ที่ใช้ชื่อว่า [ไลท์เชสเซอร์] จะไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาอีก
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจและเอ่ยกับตัวเอง “แสงเหนือเป็ที่รู้จักในฐานะการแสดงแสงสีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผมไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้ในพื้นที่ละติจูดสูง"
"ในภาษาฟินแลนด์ แสงเหนือถูกเรียกว่า 'จิ้งจอกเพลิง' เพราะมีความเชื่อที่ว่า แสงเหนือเกิดจากการที่สุนัขจิ้งจอกวิ่งผ่านทุ่งหิมะอย่างรวดเร็วจนเกิดประกายไฟสะท้อนบนฟ้า”
“แน่นอน พวกเราทุกคนรู้มานานแล้วว่าแสงเหนือคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับคำกล่าวของชาวฟินแลนด์" ฮั่วอวี๋ยิ้ม "แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลต่อความโรแมนติกของมันเลย"
ผู้พิทักษ์น้ำแข็งเงยหน้ามองท้องฟ้าและเอ่ยกับเหล่าผู้ชมต่อ “ผมเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอกขั้วโลกและแสงเหนือ มันดูเหมือนความเข้าใจที่โรแมนติกระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ”
“ในเดือนกันยายน ภายในค่ำคืนอันหนาวเหน็บบนทุ่งหญ้าและเนินเขา
เป็ฤดูกาลที่สุนัขจิ้งจอกขั้วโลกปรากฏตัวขึ้น
หางของสุนัขจิ้งจอกขั้วโลกพาดผ่านดินแดนน้ำแข็ง แสงเหนือก็พลันปรากฏขึ้นในทันที
ท้องฟ้ายามค่ำคืนในขั้วโลกเหนือส่องสว่างราวกับฟ้าแลบที่ปราศจากเสียงร้อง
เมื่อคุณจ้องมองแสงเหนือ
คุณจะรู้สึกถึงลำแสงที่สาดส่องเข้ามายังส่วนลึกของจิติญญาและแพร่กระจายไปทั่วทั้งร่าง
แสงเหนือจะมีสีแดงเข้มกว่าที่เคย และค่ำคืนก็จะโรแมนติกยิ่งขึ้น
ว่ากันว่าเมื่อคุณเห็นแสงเหนือ ความสุขจะมาถึงตามที่ได้สัญญาไว้”
เสียงที่อ่อนโยนของฮั่วอวี๋ดังขึ้นในค่ำคืนแถบขั้วโลกเหนือ เขาบอกเล่าตำนานของแสงเหนือราวกับกล่าวบทกวี
บนแถบหน้าจอมีข้อความปรากฏขึ้นไม่มากนัก และดูเหมือนว่าทุกคนจะกำลังเพลิดเพลินไปกับความโรแมนติกนั้น
จนกระทั่งข้อความแถบหนึ่งได้ทำลายความสงบของห้องถ่ายทอดสดไป
- เ้าของห้อง ด้านหลัง ด้านหลังของคุณ--
ฮั่วอวี๋หันไปมองด้านหลัง
มีแสงสว่างหลากสีปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
แสงดังกล่าวลอยอยู่ราวกับเอลฟ์ในยามค่ำคืน ขณะเดียวกันก็กะพริบและเปล่งแสงสีแดง น้ำเงิน เขียว และม่วงออกมา
นั่นคือ...
แสงเหนือ!
[1] การดูดกลืนของแสง : การดูดกลืนของแสงทำให้พลังงานแสงหายไปเมื่อแสงเคลื่อนที่ลงสู่น้ำ โดยโมเลกุลของน้ำจะมีความสามารถในการดูดกลืนแสงแต่ละสีแตกต่างกันไป แต่ที่ดูดกลืนได้ดีที่สุดคือสีแดง รองลงมาคือสีเขียว ดังนั้นเมื่อทั้งสองสีนี้ถูกดูดกลืน จึงเห็นน้ำทะเลใส ๆ เป็สีน้ำเงิน
[2] การกระเจิงของแสง : คือการแพร่กระจายของแสงในน้ำทะเล ่คลื่นของแสงสีใดเกิดการกระเจิงมาก เราจะเห็นสีนั้นได้ชัด ซึ่งแสงสีน้ำเงินเกิดการกระเจิงในน้ำได้ดีที่สุด จึงเห็นน้ำทะเลเป็สีน้ำเงิน
[3] โชติมาตรปรากฏ : เป็หน่วยวัดระดับความสว่างของดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือวัตถุบนท้องฟ้าอื่น ๆ