ตอนที่10 พัฒนาฟาร์ม
พลันเกิดเสียงเฮอีกครั้งเมื่อลูกบอลจากมือของเสิ่นลี่อิงลงห่วงไปอย่างสวยงามโดยไม่กระทบขอบห่วงแม้แต่น้อย
“เฮ! นักเรียนเสิ่นโชคดีชะมัดไม่น่าเชื่อว่าจะยิงลูกระยะสามแต้มได้อีก”
“ว้าว! แบบนี้พวกเราก็มีโอกาสชนะแล้วสิ”
“ไม่น่าเชื่อ!ปกตินักเรียนเสิ่นเล่นบาสไม่ได้เื่เลยนี่นา”
“โอ้! เกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนเสิ่น? เธอทำไมเก่งกาจเร็วแบบนี้?”
นักเรียนชายหญิงห้องห้าต่างพากันส่งเสียงแสดงความประหลาดใจในความเก่งกาจของเสิ่นลี่อิงกันถ้วนหน้า
บรรยากาศในสนามบาสเกตบอลคุกรุ่นมากขึ้นจากนักเรียนทางฝั่งโรงเรียนมัธยมอันดับสองที่ไม่คาดคิดว่าจะมีนักเรียนหญิงของฝั่งตรงข้ามเก่งกาจจนสามารถต่อกรได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ
ครูพละที่เดินทางมาด้วยกันกับทีมโรงเรียนมัธยมอันดับสองรีบขอพักเบรกชั่วขณะหนึ่ง ทำให้นักเรียนทั้งสองฝั่งกลับมารวมกลุ่มกับโรงเรียนตนเองเพื่อวางแผนกลยุทธ์ต่อสู้
“ว้าว!นักเรียนเสิ่น เธอโยนลูกบอลได้แม่นยำมาก น่าเหลือเชื่อเสียจริง”นักเรียนหญิงคนหนึ่งเอ่ยชมเสิ่นลี่อิง
“จริงด้วย!หากพวกเราส่งลูกบอลให้อิงเอ๋อร์ละก็ พวกเอาอาจชนะอีกทีมก็เป็ได้”
กงเจียหลิงพยักหน้าเห็นด้วยพลางเหลือบมองเสิ่นลี่อิงอย่างคาดหวัง
“ได้สิ!หาทางส่งให้ฉันดู ฉันคิดว่าสามารถยิงลูกระยะไกลได้แม่นอยู่”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลายเธอมีความมั่นใจในหลักการที่สรุปเองมากขึ้นโดยคิดว่าสามารถช่วยให้ทีมห้องห้าเอาชนะคู่ต่อสู้ได้
จากนั้นนักเรียนทั้งห้าคนปรึกษาวางแผนอีกเล็กน้อยเพื่อเอาชนะทีมตรงข้ามให้ได้ก่อนหมดเวลาในครึ่งแรก
เมื่อมีเสียงเป่านกหวีดส่งสัญญาณเรียกนักเรียนให้กลับเข้าสนามแข่งขันปรากฏว่านักเรียนจากทางฝั่งทีมตรงข้ามจำนวน
ถึงสามคน เข้ามารุมล้อมประกบตัวเสิ่นลี่อิงเป็การเฉพาะคล้ายกับ้าปิดกั้นโอกาสยิงลูกบอลจากระยะไกลของเธออีก
เสิ่นลี่อิงยิ้มมุมปากอย่างไม่กังวลใจเธอสามารถวิ่งหลบหลีกฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับรับลูกบอลจากเพื่อนแล้วยิงลงห่วงในระยะสามแต้มได้อีกหลายครั้งหลายครา
ในที่สุดทีมนักเรียนหญิงจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งสามารถทำแต้มได้มากถึงสามสิบแต้มในขณะที่ทีมฝั่งตรงข้ามทำคะแนนไปได้เพียงสิบสองแต้มเท่านั้น
บรรยากาศของห้องห้าหลังจากจบสิ้นการแข่งขันทั้งฝั่งทีมชายและทีมหญิงต่างเต็มไปด้วยความสดชื่นมีชีวิตชีวา มีการพูดจาหยอกล้อระหว่างกันอย่างมีความสุข
ครูเจียงตันเดินมาพูดคุยกับนักเรียนห้องห้าอีกครั้งหลังจากส่งครูและนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมอันดับสองกลับออกจากโรงเรียนไปแล้ว
เขากวาดสายตามองนักเรียนห้องห้าด้วยความภาคภูมิใจโดยหยุดสายตาอยู่ที่เสิ่นลี่อิง พลางเอ่ยชมทุกคนในภาพรวมเพื่อให้กำลังใจว่า
“การประลองทักษะบาสเกตบอลกะทันหันคราวนี้พวกเธอทำได้เยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็ทีมชายหรือทีมหญิงครูก็เพิ่งรู้ตัวว่าต้องจัดทีมแข่งกับพวกเขา ก่อนหน้าพวกเธอไม่นานแต่สุดท้ายพวกเราก็เอาชนะได้”
หูเฉาเหว่ยยกมือขึ้นสอบถามครูเจียงตันด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า
“ครูเจียงครับแสดงว่าพวกเขา้ามาแก้มือจริง ๆ ใช่ไหมครับ?”
เจียงตันพยักหน้ายอมรับพร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันครั้งนี้ด้วยสีหน้าสดชื่นยินดีว่า
“ใช่แล้ว.....พวกเขาประสานผ่านมาทางรองผู้อำนวยการคงคิดที่จะเอาชนะทีมหญิงด้วย เพราะรู้มาว่าพวกเราอ่อนด้อยสำหรับฝ่ายหญิงแต่ไม่นึกว่าวันนี้โชคดีที่มีตัวช่วย ในที่สุดพวกเราก็สามารถเอาชนะได้ทั้งสองทีม”
เพื่อนนักเรียนหลายคนต่างหันหน้าจ้องมองเสิ่นลี่อิงเป็จุดเดียวอย่างมีความนัยเนื่องจากผลงานการยิงระยะสามแต้มมาจากเด็กสาวหลายครั้ง จนทำให้เอาชนะทีมตรงข้ามไปได้อย่างขาดลอย
หลังจากนั้นครูเจียงตันปล่อยนักเรียนกลับบ้านเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนในเวลาสิบเจ็ดนาฬิกา
เสิ่นลี่อิงเดินกลับกับเพื่อนห้องห้าหลายคนไปยังประตูหน้าโรงเรียนอย่างมีความสุขโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้เธอจะกลาย
เป็คนดังของโรงเรียนไปอย่างเหนือความคาดหมาย
..........
เมื่อกลับไปถึงบ้านพร้อมน้องชายแล้วเสิ่นลี่อิงรีบขับรถมอเตอร์ไซค์เอทีวีสี่ล้อคันใหญ่ที่ใช้ประจำในฟาร์มเพื่อออกไปสำรวจพื้นที่ทั้งหมดภายในฟาร์มเธอ้าเห็นสภาพแวดล้อมปัจจุบันอีกครั้งก่อนนำเสนอข้อมูลกับพ่อแม่
จากนั้นกลับมาทำอาหารเย็นช่วยแม่เพื่อกินข้าวร่วมกันระหว่างที่กินอาหารเย็นใกล้อิ่มแล้วเสิ่นลี่อิงปรึกษากับพ่อแม่และน้องชายอย่างจริงจังว่า
“พ่อคะ แม่คะเื่ที่หนูเคยเกริ่นไว้เื่ผลผลิตฟาร์มของเราพ่อกับแม่มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะ?”
เสิ่นลี่คุนปล่อยให้ลูกชายเก็บถ้วยชามไปไว้ในห้องครัวเองเขาเหลือบมองภรรยาที่นั่งข้างกันอย่างเข้าใจ เนื่องด้วยเคย
ปรึกษากันแล้วหลังจากได้ยินคำแสดงความห่วงใยและกังวลจากลูกสาว จึงตอบกลับลูกตามจริงว่า
“พ่อกับแม่คุยกันแล้วพวกเราว่าจะแปรรูปมันฝรั่งเอง ทำให้เป็ของกินเล่นประจำท้องถิ่นด้วยแบรนด์ของเราอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทรับซื้ออย่างเดียว แต่สวนส้มนี่สิ.....กำลังว่าจะให้แม่ไปอบรมเพิ่มส่วนเงินทุนพัฒนาเพิ่มเติม อันนี้เป็เื่ใหญ่ทีเดียว พ่อต้องซื้อเครื่องจักรเตรียมไว้พวกเราจะได้แปรรูปส้มเหมือนกัน”
เสิ่นลี่อิงยิ้มกว้างอย่างยินดีเธอพบว่าพ่อแม่ที่ได้เรียนสูงจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฉงชิ่งล้วนมีความคิดก้าวไกลช่วยให้เธอไม่เป็กังวลในการพัฒนาฟาร์มของครอบครัวมากนัก
แต่ถึงอย่างนั้นเธอได้เสนอแิเกษตรผสมผสานเพิ่มเติมซึ่งเธอสืบค้นอย่างไม่ตั้งใจแล้วพบเข้ากับบทความหนึ่งจากประเทศไทยจึงเสนอความคิดให้พ่อแม่รับฟังอย่างกระตือรือร้นว่า
“พ่อแม่คะพอดีหนูสืบค้นเจอเื่เกษตรผสมผสานจากไทย พวกเขาใช้พื้นที่ว่างภายในฟาร์มปลูกผักแล้วก็เลี้ยงปลา เป็ดไก่ หรือเลี้ยงหมูอีกด้วย พวกเราจะได้มีอาหารไว้กินเองไม่ต้องซื้อจากด้านนอกเพียงฝ่ายเดียว”
เสิ่นลี่คุนและสวีเหยียนมองสบตากันด้วยความแปลกใจในความคิดประหลาดของลูกสาวทว่าเป็อีกแิหนึ่งในการพัฒนา จึงสอบถามลูกในรายละเอียดนั้นอย่างออกรสโดยมีเสิ่นลี่หยางช่วยออกความคิดเห็นด้วย
เมื่อได้ข้อตกลงจากมติของครอบครัวแล้วเสิ่นลี่คุนเป็คนสรุปให้ครอบครัวฟังอย่างกระตือรือร้นเขาไม่คาดคิดว่าบทความที่ลูกสาวเอ่ยถึงจะทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องคิดที่จะกังวลกับคู่ค้ามากนักว่า
“เอาละ.....พ่อจะสรุปคร่าวๆ นะ พวกเราจะพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เสริมด้วยการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์”
เสิ่นลี่หยางพูดแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าพ่อไม่เอ่ยถึงเื่ที่เขาเสนอความคิดเห็นว่า
“ต้องมีบ่อเลี้ยงปลาด้วยนะครับผมชอบกินปลา”
“ตกลงเสี่ยวหยางพ่อเขาไม่ลืมหรอกน่า พ่อกำลังเรียบเรียงความคิดอยู่”สวีเหยียนบอกลูกชายอย่างใจเย็น
เสิ่นลี่อิงรับฟังความคิดของพ่อแม่อย่างยินดีเธอคิดว่าการพัฒนายังคงเหลือในส่วนหาเงินลงทุนก้อนโตซึ่งไม่อยากให้
ครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทรับซื้อสินค้าทางการเกษตรซึ่งเป็หนึ่งในบริษัทของอดีตสามี จึงกล่าวแนะนำพวกเขา
อย่างจริงจังว่า
“แล้วเื่เงินทุนที่จะมาพัฒนาฟาร์มเราเพิ่มละคะ?พ่อแม่คิดว่าจะกู้ยืมเงินจากที่ไหนดี?หนูคิดว่าลองติดต่อกู้เงินกับทางการดูก่อนดีไหม?พอดีหนูมีโอกาสสืบค้นข้อมูลจากโรงเรียนข่าวบอกว่าทางการเตรียมจะส่งเสริมพื้นที่เมืองต้าเสิ้งให้เป็แหล่งเกษตรอัจฉริยะพวกเขาคงมีเงินให้กู้อยู่บ้างค่ะ”
เสิ่นลี่อิงถือโอกาสนำข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นในอนาคตมาบอกกล่าวพ่อแม่ให้รับรู้เธอไม่อยากให้เกิดเหตุการกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยมากเกินไปจนกลายเป็เหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจนำตัวเองชดใช้หนี้สินแทนครอบครัว
ประการสำคัญเธอสมัครใจชดใช้หนี้สินครอบครัวเองเพราะหลงรักชายหนุ่มหล่อเหลาคารมดีที่ชื่อหลินอี้เฟิงหมดหัวใจ จึงยินยอมตกเป็ทาสบำเรอเขาทั้งกายและใจกระทั่งถูกเขาหักหลังและมีส่วนร่วมฆ่าเธอในชาติก่อน
เสิ่นลี่คุนขมวดคิ้วพลางสบตาภรรยาด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าทางการจะมีโครงการเข้ามาใน่นี้พอดี
อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าคำแนะนำจากลูกสาวที่ปรับปรุงตัวขึ้นใหม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจที่มีลูกใส่ใจกิจการของครอบครัว จึงตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“จริงหรือ?งั้นก็ดี.....พ่อจะลองไปติดต่อทางการดูเสียหน่อยหากพวกเขามีเครื่องจักรและเงินให้กู้ยืมมากพอพ่อจะได้ไม่ต้องไปกู้เงินกับทางบริษัทรับซื้อพวกเขาเพิ่งเปิดให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรอยู่พอดี”
เสิ่นลี่อิงเบิกตาแว่บหนึ่งอย่างกังวลใจเธอไม่คาดคิดว่าบริษัทของอดีตสามีจะมีโครงการทำให้เกษตรกรเป็ลูกหนี้ระยะยาวเช่นนี้จึงรู้สึกยินดีที่ตนบอกข้อมูลให้พ่อแม่มีทางเลือกหาเงินทุนเพื่อพัฒนาฟาร์มได้ทันการณ์
“ดีแล้วค่ะ พ่อไม่ต้องกู้เงินกับบริษัทนั่นหรอกพวกเราเป็หนี้ทางการดีกว่า หนูจะตั้งใจเรียนและหางานทำที่ดี หากหนูหาเงินได้มากพอแล้วหนูจะชดใช้หนี้สินให้เอง”
เสิ่นลี่อิงรีบกล่าวสนับสนุนให้พ่อไปกู้เงินกับทางการดีกว่าบริษัทของอดีตสามีเธอพยายามคิดหาหนทางที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเพิ่ม โดยคิดที่จะเรียนรู้ทักษะทางคอมพิวเตอร์มากขึ้นเพื่อหวังที่จะเพิ่มศักยภาพในการสืบค้นข้อมูลของตนเอง
จากนั้นเสิ่นลี่อิงสอบถามการบ้านกับน้องชายเธอไม่อยากให้น้องต้องนอนดึกเกินไปจนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย อีกทั้งเธอและน้องมีนัดที่จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปออกกำลังกายด้วยกัน
เสิ่นลี่หยางนำหนังสือเรียนมาปรึกษาพี่สาวที่โต๊ะกินข้าวอย่างยินดีโดยเสิ่นลี่อิงตั้งใจสอนการบ้านให้น้องอย่างใจเย็น
เสิ่นลี่คุนยืนโอบไหล่ภรรยาจากชั้นบนบ้านพลางจ้องมองลูกสาวที่กำลังช่วยสอนการบ้านให้ลูกชายบนโต๊ะกินข้าวอย่างมีความสุขเขาพูดกับภรรยาอย่างภาคภูมิใจว่า
“ไม่นึกเลยว่าอิงเอ๋อร์จะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้นี่คือภาพที่พวกเราอยากเห็นใช่ไหมเหยียนเอ๋อร์?”