ตอนที่92 ผู้ช่วย
เจิ้งหมิงพูดไม่ผิดเนื้อแกะผัดกระทะร้อนร้านนี้อร่อยมากจริง ๆแต่ตอนนี้ร้านอาหารพวกนี้เป็นร้านที่แอบเปิดขึ้นอย่างลับ ๆไม่มีใครกล้าเปิดร้านอย่างโจ่งแจ้ง
สถานที่ตั้งร้านค่อนข้างเงียบสงบเพราะตั้งอยู่ในบ้านของเถ้าแก่ หากมีใครมาถามก็จะบอกว่าเป็นญาติของเถ้าแก่
จางเหว่ยกินอาหารพร้อมทั้งเล่าให้เจิ้งหมิงฟังว่าเขาและฟู่เยี่ยนรู้จักกันได้อย่างไรอีกทั้งเขายังไม่พลาดเล่าเรื่องราวแย่ ๆ ที่พี่สาวของเขาต้องประสบพบเจอมาตอนนี้พี่สาวของเขาได้พบเนื้อคู่ที่แท้จริงแล้วทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดีและวางแผนที่จะแต่งงานกันแล้วด้วยจางเหว่ยจึงรู้สึกซาบซึ้งใจฟู่เยี่ยนเป็นอย่างมาก
“ดังนั้นแม้ว่าพวกเราจะไม่รู้ว่าเธอมีความสามารถมากมายแค่ไหนแต่ถึงอย่างไรฉันก็คิดว่าฉันจะติดตามเธอไปทั้งชีวิต ไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉันก็จะทำสิ่งนั้น อย่างน้อยก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยส่วนบุคคลได้”
“หลายปีมานี้พ่อของฉันสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับผู้คนมาไม่น้อยดังนั้นฉันถึงได้ตระหนักรู้ด้วยตนเองว่ายังมีวิธีการรับอีกมากมายที่พวกเรายังไม่รู้”จางเหว่ยมาเพื่อทดสอบเจิ้งหมิง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังพูดความจริง
ฟู่เยี่ยนจะต้องคาดไม่ถึงแน่นอนว่าการที่เธอเจอพันธมิตรที่ดีจะกลายเป็นการผูกมัดเธอและเขาไปตลอดชีวิต
เจิ้งหมิงเองก็ไม่ใช่คนโง่เมื่อเห็นว่าจางเหว่ยสารภาพแบบนี้ นั่นหมายความว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นตอนนี้เขายอมรับในตัวฟู่เยี่ยนอย่างเต็มเปี่ยมแล้วและคิดไม่ถึงเลยว่าจางเหว่ยจะมีเรื่องราวแบบนี้ด้วยตอนนี้เขามีความคิดเดียวกับจางเหว่ยคือการติดตามและทำงานกับฟู่เยี่ยนไปตลอดชีวิต
ดังนั้นเขาจึงคิดอยู่นานและตัดสินใจถามออกมาในที่สุด
“เหว่ยจือฟู่เยี่ยนเป็นคนช่วยชีวิตฉัน ฉันเห็นเธอเป็นผู้มีพระคุณมาโดยตลอดอีกทั้งเรื่องราวที่เธอทำมาทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีน้ำใจมากเมื่อกี้ตอนที่ฉันได้ยินนายพูด ฉันก็มีความคิดเดียวกับนายเช่นกันหากเธอมีเรื่องอะไร ขอเพียงนายพูดออกมา ถ้าฉันทำได้ ฉันจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
“พี่หมิงพี่เองก็รู้เรื่องนี้ ตอนนี้เธอกำลังถูกหัวหน้าทีมของคณะกรรมการปฏิวัติจับตามองได้ยินมาว่าเป็นน้องชายของพี่ พี่น่าจะรู้ว่าหากเธออยากให้ใครสักคนหายไปบางทีเธออาจทำได้โดยที่คนอื่นไม่รู้ตัว
แต่นั่นคือน้องชายของพี่ดังนั้นพี่จะทำอย่างนั้นไม่ได้แน่นอน ลืมไปเถอะตอนแรกฉันไม่อยากบอกเนื้อความในจดหมายให้พี่รู้ แต่ตอนนี้ให้พี่อ่านดูดีกว่า”
พูดแล้วจางเหว่ยก็นำจดหมายของฟู่เยี่ยนยื่นให้เจิ้งหมิง เขาอ่านดูแล้วในจดหมายขอให้จางเหว่ยใช้เส้นสายของนายกเทศมนตรีจางไปสืบให้เธอทีว่าคนที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังของเจิ้งจื้อเป็นใคร
เจิ้งหมิงวางจดหมายลงจริงอยู่ที่เขาไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของน้องชายคนรอง แต่เขาเชื่อว่าพ่อน่าจะรู้
“เหว่ยจือหากนายเชื่อในตัวฉัน ฉันจะกลับไปถามพ่อเรื่องนี้เอง ฉันไม่ขอปิดบังนายแล้วกันที่จริงพ่อของฉันไม่เคยอยากให้เจิ้งจื้อถลำลึกไปกับเส้นทางนี้เลยแต่เขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน”
“พ่อเลี้ยงดูฉันมาจนเติบใหญ่ถึงเวลาที่ฉันจะต้องแบ่งเบาความกังวลของเขาบ้างแล้วถึงแม้ว่าฉันจะตอบแทนบุญคุณที่เขาเลี้ยงดูฉันมาแล้วก็ตาม ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้เจิ้งจื้อได้รับความโปรดปรานจากผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งจริง แต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ฉันว่าเราสามารถสืบหาศัตรูของเขาได้ง่าย”
“เหว่ยจือหลังจากตรวจสอบแล้วฉันจะมาบอกนาย ถือว่าเรื่องนี้เราร่วมมือกัน”
จางเหว่ยเห็นท่าทีของเจิ้งหมิงก็รู้ได้ว่าเขาพูดด้วยความจริงใจเขาจึงวางใจลงไปไม่น้อย
“ตกลงพี่หมิง แม้จะไม่ใช่พี่น้องกันแท้ ๆ แต่เราก็เป็นสหายรู้ใจกันดังนั้นฉันจะรอจดหมายจากพี่” พูดแล้ว เขาก็ยกแก้วชนกับเจิ้งหมิง
เหล้าแก้วนี้ของเจิ้งหมิงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งความตื่นเต้นจากการตัดสินใจเลือกของเขาทั้งความกังวลที่มีต่อเจิ้งจื้ออยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรเจิ้งจื้อก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของพ่อ แต่เขารู้ดี อย่าว่าแต่เจิ้งจื้อจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เลย ต่อให้ฟู่เยี่ยนชำระบัญชีแล้วไม่เอาถึงขั้นตายเจิ้งจื้อก็คงไม่ได้มีสภาพที่ดีอะไรแน่นอน
ดูจากคนเหล่านั้นที่ถูกส่งไปทำงานในคอกวัวคอกควายก็รู้ได้ว่าเรื่องราวบนโลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่มีสิ่งใดคงอยู่ไปตลอกกาล การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ยังคงเป็นนิรันดิ์
หลังจากดื่มเสร็จแล้วจางเหว่ยและเจิ้งหมิงจึงแยกย้ายกันกลับไป
จางเหว่ยไม่ได้เมาเพราะเหล้าแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลย เมื่อกลับมาถึงบ้านนายกเทศมนตรีจางได้กลับมาถึงบ้านแล้วเช่นกันช่วงนี้แม่ของจางเหว่ยกลับไปที่เมืองหลวงดังนั้นที่บ้านจึงเหลือเพียงจางเหว่ยและพ่อ ปกติจางตันพี่สาวของจางเหว่ยจะอาศัยอยู่ที่หอพักและจะกลับบ้านมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
“ไปดื่มกินที่ไหนมาล่ะ? ทำไมถึงไม่เอากลับบ้านมาฝากฉันด้วย ดูสิฉันหิวแย่แล้ว ! ” นายกเทศมนตรีจางเห็นลูกชายเดินเข้ามาแบบนี้ก็อารมณ์ไม่ดี
“ทำไมพ่อไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะแพนเค้กที่แม่ทำไว้ยังเหลืออยู่ ยังไม่เสีย พ่อจะกินไหม ? ”
“ฉันกินจากที่โรงอาหารมาบ้างแล้วทำไมวัน ๆ แกถึงไม่ยอมไปทำงานทำการกับเขาบ้าง ? ฉันให้แกไปทำงานแกก็ไม่ยอมไปแกอยากทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ งั้นหรอ ? ” นายกเทศมนตรีจางยังพยายามโน้มน้าวให้ลูกชายไปทำงาน
“พ่อผมทำตัวไร้สาระตรงไหน ผมหาเงินมาใช้จ่ายได้ไม่ขาดมือก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว พ่อดูสินี่คือเงินที่ผมหามาได้”จางเหว่ยเดินขึ้นไปชั้นบนแล้วนำค่าคอมมิชชั่นที่ตนเองได้รับมาตบลงบนโต๊ะ
นายกเทศมนตรีจางตกใจมากแม้จะไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นเงินมาก่อนเพราะอสังหาของภรรยาเขาทำเงินได้มากกว่านี้มาก แต่เมื่อจางเหว่ยนำมันมาวางลงบนโต๊ะเขาก็ตกใจอยู่ดี
“แกทำอะไรน่ะ? ไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน ? ”
“พ่อพ่อเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่าผมขายยันต์ให้อาจารย์ฟู่ มันน่าแปลกตรงไหน ? ”
นายกเทศมนตรีจางรู้เรื่องนี้จริงแต่เขาไม่คิดว่ามันจะสามารถทำเงินได้มากขนาดนี้ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าหากลูกชายทำอาชีพนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
“แกต้องพับโครงการเรื่องนี้ไปก่อนหากแกยังไม่หยุด ก็รอคณะกรรมการปฏิวัติมาหาแกถึงหน้าบ้านได้เลย ! ”
“พ่ออาจารย์ฟู่บอกผมไว้แล้ว ต่อไปนี้พวกเราจะไม่ขายยันต์ธรรมดาแล้วแต่จะเป็นยันต์ระดับสูง และไม่ใช่ยันต์ที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถซื้อได้เพราะพวกเขาซื้อไม่ไหวแน่นอน” จางเหว่ยพูดด้วยสีหน้าลึกลับ
“งั้นแกก็ต้องระวังตัวจริงอยู่ที่เงินเป็นของดี แต่หากมันดึงดูดสายตามากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน”
“ผมรู้แล้วพ่อตอนนี้มีคนกำลังมุ่งเป้าไปที่อาจารย์ฟู่ ผมยังอยากให้พ่อช่วยผมบางอย่างด้วย ! ” จางเหว่ยจึงถือโอกาสถามเกี่ยวกับคณะกรรมการปฏิวัติ
แม้นายกเทศมนตรีจางจะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีแต่เขามุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนเท่านั้นและไม่ก้าวก่ายงานของคณะกรรมการปฏิวัติซึ่งหัวหน้าของคณะกรรมการปฏิวัติก็เป็นคนอื่นดังนั้นนายกเทศมนตรีจางที่มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองจึงมีตำแหน่งจริงเป็นรองหัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติประจำเมืองด้วย
หัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติมีเบื้องหลังที่ลึกซึ้งมากแต่ปกติหากไม่มีเรื่องใหญ่หรือเรื่องพิเศษอะไร เขาก็จะไม่มาทำงานนายกเทศมนตรีจางดำรงตำแหน่งที่นี่มาสองปีกว่าแล้วแต่เคยเจอผู้นำคนนั้นแค่สองครั้งเท่านั้นดังนั้นนายกเทศมนตรีจางที่มีตำแหน่งรองหัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติจึงทำหน้าที่เป็นหลักและมีตำแหน่งเบื้องหน้าว่า ‘นายกเทศมนตรี’
แต่เท่าที่เขารู้หัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติท่านนี้ไม่น่าทำเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายเพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังอยากมีตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีกก้าวส่วนเรื่องที่จางเหว่ยพูดมานั้น เขาสามารถตรวจสอบได้จากจางหย่งเลขานุการของหัวหน้าคณะกรรมการปฏิวัติ โดยปกติเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบงานและจัดการงานบางอย่างของคณะกรรมการปฏิวัติแทนผู้นำ
“เดี๋ยวฉันจะให้คนไปตรวจสอบเรื่องที่แกบอกมาแกอย่าเพิ่งทำอะไรล่ะ เพราะถึงอย่างไรแกก็เป็นลูกชายของฉันแกทำอะไรก็เหมือนกับฉันเป็นคนทำมันด้วย เข้าใจไหม ? ”
“ครับพ่องั้นผมจะรอนะครับ” ไม่ต้องไปถามเองก็ดีแล้ว
“แกเองก็อย่าทำตัวว่างนักเลยตอนนี้พี่สาวของแกกำลังคบหากับคนใหม่อยู่ แกลองไปทำความรู้จักเขาสักหน่อยสิไปดูว่าเขามีนิสัยอย่างไร อย่าให้เกิดเรื่องเหมือนครั้งที่แล้วอีก”เทียบกับจางเหว่ย จางตันทำให้นายกเทศมนตรีจางเป็นกังวลยิ่งกว่าเพราะลูกสาวของเขาถูกเขาและภรรยาเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจนอ่อนต่อโลกเกินไป
“ครับพ่อตอนบ่ายผมจะไปกินข้าวกับผู้ชายคนนั้น” จางเหว่ยกำลังอยากไปหาพี่สาวอยู่พอดีเขาจึงตกปากรับคำ
……
ฟู่เยี่ยนไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดนี้เธอกำลังอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเนื่องจากซ่งจืออันเป็นลมหมดสติไปตั้งแต่ยังเดินไม่ถึงทางเข้าของหมู่บ้านฟู่เซินจึงแบกเขาขึ้นหลังกลับมาที่บ้านตอนนี้แพทย์แผนจีนวัยชรากำลังจับชีพจรดูอาการให้เขาอยู่