ภัทรพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยร่างกายที่บอบช้ำ แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าร่างกาย คือเขาไม่สามารถปกป้องใครเอาไว้ได้เลย ในหัวของเขาเหมือนเห็นภาพมิรินที่ถูกลัทธิกุหลาบดำ พาตัวไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงตอนนี้เขาไม่เคยตระหนักถึงพลังที่ต้องมีเพื่อปกป้องใครสักคนเลย เมื่อมาสู่โลกผู้วิเศษนี้ เขาคิดเสมอว่าแค่พยายามทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็จะมีพลังมากพอที่จะช่วยมิรินกลับมาได้ แต่เหมือนเขาจะคิดง่ายเกินไป
ในโลกผู้วิเศษ พลังคือทุกอย่าง... ไม่มีพลังก็ปกป้องใครไม่ได้ทั้งนั้น แม้แต่ตัวเอง
เขามองไปที่ริน... รินที่กำลังเก็บซากตุ๊กตากระต่ายขึ้นมากอด ยืนร้องไห้เงียบๆ
“พี่ริศ... ผมฝากคุณรินด้วยนะครับ” ภัทรพูดเสียงแหบพร่า
“ภัทร... ภัทรเธอจะไปไหน!?” ริศที่พยายามปลอบรินอยู่ถาม
ภัทรไม่ตอบ เขาเดินโซเซ ลากสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด เดินออกจากกลุ่มพนักงานไปอย่างโดดเดี่ยว
“ปล่อยมันไปเถอะเจ๊” ชีตาห์จับแขนของริศไว้ไม่ให้ตามไป “โดนหยามขนาดนี้... มันคงอยากอยู่คนเดียว ให้มันไประบายความโกรธเถอะ”
“แต่ฉันกลัว...” ริศมองตามหลังภัทรด้วยความเป็นห่วง “กลัวว่าภัทรจะไม่ใช่แค่โกรธ... แผลใจเรื่องเด็กคนนั่นคงเปิดขึ้นมาอีกแล้ว”
แม้ว่าท้องฟ้าจะยังสว่าง แต่ในใจของภัทร... ตอนนี้มันมืดมิดยิ่งกว่าราตรีกาล
โป๊งเป้ง! โป๊งเป้ง! โป๊งเป้ง!
เสียงค้อนทุบลงบนโลหะร้อนแดงที่กำลังบุบบู้บี้ดังสนั่นก้องไปทั่วโกดังหมายเลขสี่
คนทุบไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ภัทร
ตอนนี้เขากำลังโมโหอย่างมาก... ไม่ได้โมโหภาคินที่อัดเขาจนป่นปี้ ไม่ได้โกรธที่อุปกรณ์ของเขาไม่แข็งแรงพอ แต่เขาโกรธตัวเองที่อ่อนแอ!
หากเขามีพลังมากกว่านี้สักนิด รินคงไม่ถูกหยามเกียรติ มิรินคงไม่ถูกพาตัวไป...
การโดนกลั่นแกล้งจากคนมีอำนาจเป็นสิ่งที่เขาคาดไว้อยู่แล้ว ถ้ามันเกิดแค่กับเขา เขาอาจจะก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมได้ แต่พอเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนรอบข้าง มันกลับทำให้เขาเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกมีดกรีด
เป้งๆๆๆๆ!
เสียงค้อนยังคงระดมทุบต่อไป จนแผ่นเหล็กของโล่ที่เคยบุบเบี้ยวค่อยๆ คืนรูปทรงเดิม
“อ๊ากกกก!”
ภัทรตะโกนร้องระบายความอัดอั้นตันใจออกมาสุดเสียง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหอบแฮกๆ ข้างเตาหลอม
“ไอ้แผ่นเหล็กนั่นมันไปทำอะไรให้เอ็งโกรธนักหนาวะ? ทุบมันจะเป็นจะตาย” ลุงประดิษฐ์เดินโผล่เข้ามาในห้องหลอม พร้อมขวดน้ำเย็นในมือ
“เปล่าครับลุง... ผมแค่มาซ่อมของนิดหน่อยเฉยๆ”
“อ้อเหรอ? ข้าบังเอิญได้ยินมาว่า มีลูกหมาไปเห่าใส่เครื่องบินเข้า ก็เลยโดนยำซะเละ... แต่ดูท่าทางก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่หว่า”
“ไม่มีอะไรหรอกครับลุง ผมแค่... ‘มือลื่น’ ไปหน่อย”
“ให้มันจริงเถอะ... แต่ที่ข้าได้ยินข่าวมา เรื่องผู้หญิงนี่หว่า ตัวแค่นี้ริอาจจีบสาวแล้วเรอะ? หึๆ”
“เปล่านะลุง! รินธิราเป็นแค่เพื่อน... เพื่อนร่วมงานเฉยๆ ครับ!” ภัทรรีบส่ายมือปฏิเสธพัลวัน
“ว่าแต่ลุง... ลุงรู้จักเวทมนตร์อะไรที่มันผลัก หรือบีบ หรือกดสิ่งของให้อยู่กับที่ได้บ้างมั้ยครับ? เหมือนผมจะได้ยินว่าชายคนนั้นพูดว่า เวทมนตร์แรงโน้มถ่วง ” ภัทรลองเลียบเคียงถาม เขารู้ดีว่าลุงประดิษฐ์เคยผ่านโลกมาเยอะ น่าจะรู้อะไรดีๆ
“นี่เอ็งไปเปรี้ยวกับคนในตระกูล ‘สุริยคราส’ มารึ? ฮ่าๆๆๆ เล่นของสูงซะด้วย! ไม่ตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
ภัทรตาลุกวาวทันที “มันคือพลังอะไรเหรอครับลุง? ลุงเคยเห็นด้วยเหรอ?”
ลุงประดิษฐ์ลูบหนวดแพะของตนพลางครุ่นคิด “เออ... จะบอกว่าเคย มันก็เคยได้ยินมาบ้าง เหมือนมันเป็นเวทมนตร์ประจำตระกูลสุริยคราส เวทมนตร์แรงโน้มถ่วง เป็นเวทมนตร์ที่ส่งต่อกันทางสายเลือด แต่มันก็ไม่ได้ปรากฏมาเป็นร้อยปีแล้วนี่หว่า แปลว่าคงมีสักคนปลุกสายเลือดขึ้นมาได้สินะ เองโชคดีมากที่โดนแค่นี้มันทำได้มากกว่าที่เอ็งเคยเจอมาซะอีก ข้าเคยได้ยินว่ามันถล่มภูเขาหายไปทั้งลูกได้เลยนะเว้ย”
“โชคดีนะที่เจอพวกคนรุ่นหลัง ไม่งั้นนะ... หึๆ ขนาดข้ายังไม่กล้าไปแหย็มกับรุ่นปู่พวกมันเลย ต้องบอกว่าสายประดิษฐ์อย่างเราแพ้ทางมันสุดๆ แต่ก็ยังแพ้น้อยกว่า ‘พวกแม่เหล็ก’ หน่อยนึง”
“แล้วผมจะสู้มันได้ยังไงล่ะครับ? แรงมันเยอะกว่าคาถาดึงหรือผลักตั้งเยอะเลย ไม่มีทางไปถึงตัวคนร่ายคาถาได้เลย” ภัทรถามต่อ
“บ๊ะ! เอ็งจะไปรับมันทำสากกะเบืออะไรล่ะวะ?”
ลุงประดิษฐ์เอาขวดน้ำเคาะหัวภัทรเบาๆ
“หัดคิดเองซะบ้างสิ! หรือไม่ก็ลองให้มันยำอีกสักสองสามที เผื่อจะรู้ว่ามันทำงานยังไง... ไม่คุยด้วยละ ไปทำงานของข้าดีกว่า”
ลุงประดิษฐ์เดินผิวปากออกจากห้องไป
“ขอบคุณครับลุง!” แม้ว่าจะไม่ได้คำตอบตรงๆ แต่ภัทรก็เหมือนได้รับคำใบ้ชิ้นสำคัญ เขารีบดับไฟในเตาหลอม เก็บข้าวของ แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังห้องสมุดทันที
ลุงประดิษฐ์หยุดเดินแล้วหันกลับมามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่วิ่งออกไป
“ท่าทางข้าจะไม่ไม่ผิดจริงๆ...” แกพึมพำกับตัวเองก่อนจะยิ้มมุมปากอารมณ์ดีไปทำงานต่อ
อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องกระจกชั้นบนสุดของอาคารสีขาวปรอทที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของสำนักงาน หญิงสาวในชุดสีขาวลายดอกไม้ปักรูปดอกบัว กำลังนั่งจิบชาและมองภาพเหตุการณ์ผ่านกระจกเวทมนตร์ เธอเห็นภาพการต่อสู้ของเด็กสองคน... หรือจะเรียกว่าการโดนยำอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า
ชายชราในชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลดำที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้น “เป็นอย่างไรบ้างครับ? เขาใช่เด็กในคำทำนายที่ท่านเฝ้ารอมาตลอดหรือไม่?”
“ใช่” หญิงสาววางแก้วชาลง “เพียงแต่เขาควรจะปรากฏตัวหลังจากนี้หนึ่งเดือน... คำทำนายไม่เคยคลาดเคลื่อนมาก่อน นี่ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”
“ท่านจะไปหาเขาเลยหรือไม่ครับ?”ชายชราถามขึ้น
“ยังก่อน แม้ว่ายังไงก็ต้องส่งต่อสิ่งประดิษฐ์นั่นให้เขาตามคำทำนายอยู่แล้ว แต่คนที่จะสืบทอด 'ความรู้' ของฉัน ฉันจะยังต้องพิจรณาอย่างถี่ถ้วน”
"แต่กระผมว่าเจ้าหนุ่มนั้นแข็งแกร่งมากพอที่จะรับ 'ความรู้' ของท่านได้นะครับ ไม่เหมือนเจ้าเด็กปวกเปียกนี้" เขามองภาพฉายของภัทรที่นอนหมอบอยู่กับพื้น
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “นายผิดอยู่เรื่องนึงนะ เอ็ม”
“โปรดชี้แนะแก่ผู้โง่เขลาด้วยขอรับ” ชายชราค้อมศีรษะ
“เพราะเคยอ่อนแอจึงสามารถเข้มแข็งได้... เปรียบเหมือนน้ำ แม้จำนวนน้อยอาจดูอ่อนแอ แต่เมื่อรวมตัวกันมากขึ้นก็ยิ่งมีพลังมหาศาล ในขณะที่หินผา แม้ภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่รอยร้าวเล็กๆ เพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้มันแตกสลายได้”
“แต่เจ้าหนุ่มนี้ ก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดีนะครับ จิตใจเปราะบางแบบนี้ จะรับหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่ได้จริงเหรอครับ?” ชายชราแย้ง
“แต่เพราะแบบนี้ ‘สิ่งนั้น’ ถึงได้แสดงพลังของมันออกมาได้อย่างไรเล่า? ถ้าเป็นเด็กคนนี้ ต้องสร้างและใช้ประโยชน์จากมันได้แน่ แต่กับผู้อยู่ในคำทำนาย... เขาจะต้องการมันจริงๆ หรือ?”
เธอหลับตาลงถอนหายใจ แต่จู่ๆ ก็สะดุ้งเฮือก เงยหน้ามองไปทางทิศหนึ่ง
“สิ่งที่ไม่ควรเห็น... สิ่งไม่ควรได้ยิน...สิ่ง ไม่ควรตามหา... มันใกล้เข้ามาแล้ว! ฉันต้องไปจัดการอะไรสักหน่อย เดี๋ยวฉันมา!”
“ท่านครับ!” ชายชราตกใจพยายามจะห้าม แต่หญิงสาวกลายเป็นละอองแสงสีทองระยิบระยับหายวับไปในอากาศเสียแล้ว
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ชายชราพึมพำด้วยความกังวล
หลังจากได้คำใบ้จากลุงประดิษฐ์ ภัทรก็รีบตรงมาที่หอสมุดของสำนักงาน หอสมุดแห่งนี้ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานาน ไม่มีคนใช้งานเลย อาคารมีด้วยกันสามชั้น ชั้นแรกเป็นโซนความรู้ทั่วไป ชั้นที่สองเก็บข้อมูลการทำงานของหน่วยในแต่ละปี และชั้นที่สามเป็นเขตข้อมูลระดับสูงที่ต้องใช้บัตรผ่านระดับชำนาญการ
ชั้นหนึ่งกว้างขวางมากและเต็มไปด้วยฝุ่น ภัทรจึงเลือกเดินขึ้นไปชั้นสองเผื่อว่าจะเจอข้อมูลของคนมีชื่อเสียงในอดีตบ้าง
เขาเดินเข้าไปในห้องด้านในสุดที่มืดกว่าปกติ บรรยากาศวังเวงชอบกล เขาเช็ดฝุ่นออกจากสันหนังสือแล้วก้มหน้าอ่าน
‘เจ็บใจใช่ไหม...’ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้น
ภัทรหันขวับไปหาต้นตอเสียง แต่กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น มีเพียงชั้นหนังสือที่ว่างเปล่า
‘ต้องการพลังรึเปล่า? ข้าสามารถดลบันดาลให้เจ้าสมปรารถนา...’
เสียงนั้นลอยตามลมเข้ามาในหู ทั้งที่ในห้องไม่มีลมพัดเลยสักนิด มีแต่ฝุ่นหนาเตอะที่จับตัวนิ่งสนิท
“สงสัยเราจะเหนื่อยเกินไป...” ภัทรพูดปลอบใจตัวเองพลางส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้พลัง... บอกกับข้าสิ... เจ้าอยากได้อะไร?’
คราวนี้เสียงชัดเจนขึ้นจนน่าขนลุก
ภัทรเริ่มกลัว คำสอนของโรงเรียนเก่าผุดขึ้นมาในหัว ‘ได้ยินเสียงอะไรห้ามทัก’
ความกลัวเรื่องผีสางเริ่มเกาะกุมจิตใจ เขาคว้าหนังสือประวัติผู้วิเศษเล่มหนาขึ้นมากอดไว้เพื่อความอุ่นใจ
หมับ!
จู่ๆ ก็มีมือเย็นเฉียบมาจับที่ไหล่เขา!
“จ๊ากกกก!!!”
ภัทรกระโดดโหยงถอยหลังไปไกลหลายก้าว
เมื่อตั้งสติได้ ก็พบว่าเป็นหญิงสาวคนเดิมที่เขาเคยเจอที่สวนสาธารณะเมื่อเดือนก่อน
“หึๆ... เธอก็ขวัญอ่อนเหมือนกันนะเนี่ย” หญิงสาวเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก ภายใต้ผ้าคลุมหน้าบางๆ
ภัทรเอามือกุมหน้าอกที่หัวใจเต้นโครมคราม “โธ่... คุณนั่นเอง! ตกใจหมดเลย นึกว่าผมโดนผีหลอกซะแล้ว”
“ผีในโลกนี้มีที่ไหนกัน?”
“แต่เมื่อกี้...”
“เธอหูแว่วไปเองเฉยๆ ต่างหากล่ะ”
“ว่าแต่คุณเข้ามาได้ยังไงครับ? นี่เป็นพื้นที่เฉพาะเจ้าหน้าที่นะครับ”
“ฉันก็เป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกัน” เธอตอบเสียงเรียบ
แม้ภัทรจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
“เธอสนใจหนังสืออยู่เหรอ? ฉันมีหนังสือดีๆ มาแนะนำนะ”
หญิงสาวชุดขาวหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากใหนก็ไม่รู้ แล้วยื่นให้ภัทร
ภัทรก้มลงอ่านชื่อหน้าปกหนังสือที่สะอาดสะอ้านผิดกับเล่มอื่น “ทฤษฎีการรบกวนคลื่นเวทมนตร์และเวทมนตร์ที่ระบุเป้าหมาย”ดวงตาของภัทรเบิกกว้าง นี่มันอาจจะตรงกับสิ่งที่เขาต้องการอยู่ตอนนี้ก็ได้!
“ขอบคุณครับ!”
ภัทรเงยหน้าขึ้นจะขอบคุณ... แต่หญิงสาวหายไปแล้ว!
“หรือว่า...”
จู่ๆ ขนแขนและขนทั่วตัวของภัทรก็ลุกซู่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ผีหลอกกกก!”
เขาคว้าหนังสือสองเล่มนั้นแล้ววิ่งแน่บออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดชีวิต
หญิงสาวชุดขาวคนเดิมที่นั่งห้อยขาอยู่บนราวระเบียงชั้นสาม มองตามหลังเด็กหนุ่มไปพลางยิ้มขำ
“หึๆ... ขวัญอ่อนจริงๆ เลย”