เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 9.ชุมนุมมังกรพยัคฆ์ (6)

            เมื่อหวนคิดถึง คืนที่ริวจิเห็นหลินอิงฮวา โผล่ออกจากสวนในโรงเตี๊ยม ตอนนั้นมันสะดุ้งเฮือกตื่นตกใจจนบีบแขนนางเจ็บไปหมด ความจริงนางเอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแต่ต่อมาเกิดเรื่องขึ้นมากมายค่อยลืมไป ต้องซักไซ้ให้ได้ว่าที่แท้ทั้งหมดเกี่ยวโยงกันอย่างไร

     

           ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องชะงักความคิดนี้ไว้ก่อน เท้าซึ่งกำลังก้าวเดิน ก็หยุดลงโดยพลันเนื่องเพราะเบื้องหน้า มีภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง!

     

           ที่แท้ทั้งสองเดินคุยกันมาเรื่อย จนถึงสวนด้านข้าง เรือนรับรองตระกูลฟางสวนนี้ย่อมต่อเชื่อมกับ เรือนรับรองตระกูลอื่น ๆ ด้วย

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งรีบฉุดดึงมือริวจิ ดึงแขนมันเข้าแอบ หลังหินก้อนใหญ่พร้อมกับนาง

     

           ริวจิงุนงงยิ่ง กำลังจะเอ่ยถาม แต่นางกลับบุ้ยใบ้ชี้มือให้ริวจิดูภาพเบื้องหน้า

     

           มุมหนึ่งของสวน บริเวณค่อนข้างลับสายตาผู้คน บุรุษกับสตรีนางหนึ่งกำลังสนทนากันอยู่

     

           บุรุษผู้นั้นเป็นกงซุนจินผิง ส่วนสตรีนางนั้น กลับเป็นซ่างกวนจึงเหม่ย!

     

           จากตำแหน่งซึ่งมู่หยงไฉ่จิ่งกับริวจิแอบอยู่ ย่อมไม่ได้ยินว่าทั้งสองสนทนาอะไรกัน

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งชี้มือ ไปยังหินใหญ่อีกก้อน ซึ่งอยู่ด้านหลังกงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ย ทำท่าทางบอกให้ริวจิโผร่าง ไปยังหินก้อนนั้น

     

           ริวจิคอยจนบุรุษสตรีทั้งสอง หันหลังให้ก้อนหินใหญ่ ค่อยโผกายไปอย่างรวดเร็ว

     

           แทบเป็นจังหวะเดียวกัน มู่หยงไฉ่จิ่งก็ใช้ชั่วพริบตานั้นโผกายไปยืนเคียงข้างริวจิทันที

     

           จากตรงนี้ สามารถฟังคำสนทนาของ บุรุษสตรีทั้งสองอย่างชัดเจน

     

           กงซุนจินผิงกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

     

           “หลังการค้าขายเมื่อปีก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยพบเจ้าอีกเลยจึงเหม่ยเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” กล่าวพลางเกาะกุมมือซ่างกวนจึงเหม่ยไว้

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยรีบดึงมือกลับ เหลียวหน้ามองซ้ายขวา คล้ายกลัวผู้ใดมาเห็นกล่าวดุอีกฝ่าย

     

           “เดี๋ยวท่านพี่มาเห็น จะโกรธข้าพเจ้า ท่านควรทราบกฎของหมู่ตึกเรา...”

     

            กงซุนจินผิงทอดถอนใจยังรั้งมือนางมาเกาะกุมจนได้

     

           “ข้าพเจ้าย่อมทราบดี...แต่ในเมื่อได้เจอเจ้าข้าพเจ้าไหนเลยหักห้ามใจได้...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยได้ยินดังนั้น ถึงกับแสดงอาการเอียงอาย กลับไม่ดึงมือหนีอีก

     

           “ท่านไฉนมีเวลาว่าง เวลานี้หมู่ตึกพันอักษร ต้องมีงานยุ่งอย่างยิ่ง...”

     

           กงซุนจินผิงได้ยินนางเอ่ยถึงเรื่องนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที

     

           “ถูกต้อง เหล่าชาวยุทธ์ล้วนต้องการคัมภีร์ เฮอะ...ก็ดีตระกูลกงซุนจะได้หมดภาระเสียที”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยแปลกประหลาดใจยิ่ง เอ่ยถามว่า

     

           “ท่านพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร ไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องการคัมภีร์พันอักษรหรือตระกูลกงซุนกลับไม่ต้องการ?”

     

           กงซุนจินผิงกล่าวอย่างท้อแท้ว่า

     

           “ท่านพ่อย่อมไม่เข้าร่วมประลอง ส่วนข้าพเจ้าไหนเลยสามารถสู้ผู้อื่นได้ต้องการหรือไม่ มีประโยชน์อันใด อย่าว่าแต่...ตระกูลกงซุน ครอบครองหมู่ตึกพันอักษรยี่สิบเอ็ดปี เฮอะ...แล้วอย่างไร เจ้าดูสิว่าตอนนี้ตระกูลกงซุนเป็นอย่างไรบ้าง...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยทราบว่า บุรุษหนุ่มไฉนท้อแท้ปานนี้ กล่าวปลอบโยนมันว่า

     

           “ตระกูลกงซุนต้องหวังพึ่งท่านแล้ว ท่านต้องเข้มแข็งไว้พี่จินหมิงย่อมภูมิใจในตัวท่านยิ่ง ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่าน คัมภีร์เพียงเล่มเดียวไหนเลยประลองแย่งชิงกันขนาดนี้”

     

           กงซุนจินผิงกุมมือนางแน่นขึ้น ดวงตาแวววาวเปี่ยมความหมาย

     

           “ให้ผู้อื่นแย่งชิงคัมภีร์กันไป...ครั้งนี้ข้าพเจ้าเพียงต้องการประลองกับเจ้าหากชนะเจ้าได้ข้าพเจ้าย่อมสามารถ...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยขวยเขิน ยิ่งไม่กล้าสบสายตาบุรุษหนุ่ม

     

           กงซุนจินผิงเอ่ยถามขึ้นว่า

     

            “คาดว่าพลังฝีมือของเจ้า คงก้าวหน้าไปมากไม่ทราบข้าพเจ้าสามารถชนะได้หรือไม่?”

     

           “ท่านต้องใช้ความพยายามเองแล้ว...”

     

           “ไม่ทราบตระกูลซ่างกวน ยินดีต้อนรับข้าพเจ้าหรือไม่...”

     

           “...นี่เป็นกฎของหมู่ตึกเรา ไหนเลยบิดเบือนได้ ไม่ว่าผู้ใดชนะย่อมสามารถ...”

     

           กงซุนจินผิงทอดถอนใจ กล่าวน้ำเสียงหนักใจ

     

           “...สมมติหากข้าพเจ้า ไม่สามารถชนะเจ้าได้ล่ะ”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยสะดุ้งขึ้น มือที่เกาะกุมกันไว้คลายออกทันที

     

           “นี่...นี่...”

     

           “หาก...ข้าพเจ้าแค่สมมติหากข้าพเจ้าไม่อาจเอาชนะเจ้าได้...อย่างนั้นพวกเรา...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยพูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงบ่งบอกความตั้งใจแน่วแน่

     

           “อย่างนั้นข้าพเจ้า จะไม่ยอมแต่งกับผู้ใด หากมีผู้มาขอประลองข้าพเจ้าจะสู้สุดฝีมือ ถ้าชนะคนผู้นั้นไม่ได้ ก็ขอตายในมือมันข้าพเจ้าไม่ยอมพ่ายแพ้เด็ดขาด นอกจากท่านข้าพเจ้าจะไม่แต่งกับใครทั้งสิ้น!”

     

           กงซุนจินผิงได้ฟัง วาจาจริงใจปานนี้ จากปากนางผู้เป็นดวงใจถึงกลับพลุ่งพล่านใจ โอบรั้งร่างนาง เข้าสู่อ้อมอกของมัน กระซิบที่หูนางเบา ๆ ว่า

     

           “หากข้าพเจ้าแพ้ ไฉนเราไม่หนีไปด้วยกัน...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยผละออก จากอ้อมอกมันทันที กล่าวอย่างหวาดกลัวยิ่ง

     

           “ทำอย่างนั้นไม่ได้! หากถูกจับได้ เราทั้งคู่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ทรมานยิ่งกว่าตาย! จินผิง...บอกกับท่าน...ข้าพเจ้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดข้าพเจ้ากริ่งเกรงยิ่งว่า ท่านไม่สามารถเอาชนะข้าพเจ้าได้...”

     

           “เป็นข้าพเจ้าไม่ดีเอง...พลังฝีมือข้าพเจ้า...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยกล่าวขัดขึ้น แววตาแน่วนิ่ง เปี่ยมความรักใคร่จับจ้องดวงตามัน

     

           “จินผิง...ท่านฟังข้าพเจ้า หาก...ท่านไม่สามารถชนะข้าพเจ้าได้จริง ๆให้ท่านตัดใจเสีย สำหรับข้าพเจ้า...ข้าพเจ้ายินยอมตาย จะไม่แต่งกับผู้ใดเด็ดขาด”

     

           “ไม่! พวกเราค่อย ๆ คิด อาจมีวิธี บางทีขณะประลอง...”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยดึงมือมันมากุมแน่น แทบร่ำไห้ออกมา

     

           “ไม่มีประโยชน์ ท่านก็ทราบการประลองของสตรี ซึ่งเป็นทายาทโดยตรงต้องมีประมุขทั้งห้าตระกูลเป็นสักขีพยาน ระดับฝีมืออย่างพวกเราไหนเลยตบตาเหล่าประมุขได้...”

     

           กล่าวได้เพียงแค่นี้ ซ่างกวนจึงเหม่ยจู่ ๆ ก็ร่ำไห้ออกมาจริง ๆ

     

           กงซุนจินผิงตื่นตระหนกยิ่ง ไม่ทราบไฉนจู่ ๆ นางกลับร้องไห้ปิ่มจะขาดใจรีบกล่าวปลอบโยน

     

           “เจ้าไม่ต้องร้องไห้...เรื่องนี้ค่อยพูดค่อยจากันยังไม่แน่ว่าข้าพเจ้าต้องแพ้เจ้า”

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยกล่าวทั้งที่ยังสะอื้นไห้

     

           “เรื่องของพวกเราสามารถค่อย ๆ คิดได้จริง ๆแต่ที่ข้าพเจ้าร้องไห้เพราะ...ข้าพเจ้าคิดถึงพี่เหม่ยเซียนกับพี่จินหมิง...”

     

           กงซุนจินผิงย่อมเข้าใจความรู้สึกของนางดี น้ำเสียงพลันสั่นเครือเช่นกัน

     

           “ข้าพเจ้าก็คิดถึงพี่ทั้งสอง...”

     

           “ท่านบอกข้าพเจ้าได้หรือไม่...ผู้ใดเป็นคนร้ายคนนั้น!”

     

           “หากข้าพเจ้าทราบ ไหนเลยปล่อยให้มันลอยนวล!”

     

           “ท่าน...ท่านโกหกหรือไม่ ท่านถือเป็นผู้สืบทอดตระกูลกงซุนแล้วท่านลุงมิเคยบอกสิ่งใดเลยหรือ...”

     

           กงซุนจินผิงได้ยินนางถามเช่นนั้น มันแทบทอดอาลัยตายอยาก ด้วยมิอาจหาคำตอบมาให้นางได้

     

           “ท่านพ่อไม่เคยเอ่ยปากพูดเรื่องนี้เลยหลังจากวันนั้นท่านเก็บตัวอยู่แต่ที่นี่ กิจการของตระกูลกงซุนทั้งหมดล้วนให้ข้าพเจ้าดูแลจัดการ”

     

           “พี่หมิงจูต้องการจับอี่ไป๋เฮ่อให้ได้”

     

           กงซุนจินผิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น จึงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

           “ท่านไม่เชื่อว่าอี่ไป๋เฮ่อ เป็นฆาตกร?”

     

           กงซุนจินผิงอ้ำอึ้งอีกครั้ง ไม่ทราบควรตอบอย่างไรดี

     

           “แต่ท่านพ่อกับเหล่าผู้เฒ่า บอกว่ามันมิใช่ผู้แพร่พิษ...”มันหวนคิดถึงตอนนั้น “คืนนั้น...หากท่านลุงหลินอยู่ด้วยในวันนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้”

     

           “เป็นสองพี่น้องนั่นไม่ดี พวกนางไฉนไม่สามารถช่วยท่านพี่ได้...”

     

           “ว่าพวกนางได้อย่างไร อายุพวกนางตอนนั้นจะทำอะไรได้”

     

           “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ในหมู่ตึกมียอดฝีมือคุ้มกันอยู่มากมายไฉนเกิดเรื่องขึ้น หนำซ้ำเจ็ดปีแล้ว ไม่อาจหาตัวฆาตกรได้ข้าพเจ้ายากยิ่งจะเชื่อจริง ๆ ...ท่านใช่ปิดบังข้าพเจ้าหรือไม่?”

     

           “ข้าพเจ้าไหนเลยปิดบังเจ้า...ข้าพเจ้าขบคิดเรื่องนี้มาหลายปีทบทวนเหตุการณ์ในครั้งนั้นทั้งหมดแต่กลับไม่ได้เบาะแสใดเลย...ข้าพเจ้าช่างโง่เขลานัก”พลันน้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็นสาย

     

           ซ่างกวนจึงเหม่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดมัน พลอยร้องไห้ตามไปด้วย กล่าวปลอบโยนว่า

     

           “แล้วกันเถอะ...พวกเราไปทานข้าวกัน เดี๋ยวท่านพี่จะรอนาน...”

     

           ทั้งสองเดินจากไป ริวจิกับมู่หยงไฉ่จิ่ง เดินออกมาจากหลังก้อนหิน

     

           โยชิโอกะ ริวจิยืนอมยิ้ม มองทั้งสองจนลับตา

     

           “คิดไม่ถึง เจ้านั่นกลับกรุ้มกริ่ม เจ้าชู้เช่นนี้”

     

           “ท่านน่ะสิ กรุ้มกริ่มเจ้าชู้...คิดไม่ถึงพวกเขามีการติดต่อกัน...”

     

           “แปลกประหลาดอันใด ซ่างกวนหมิงจูกับซ่างกวนจึงเหม่ยดูแลกิจการของตระกูลหลายปีแล้ว ข้าพเจ้าเองตอนอยู่แดนอาทิตย์อุทัยเมื่อติดต่อค้าขายก็พบพวกนางเป็นประจำ ตระกูลกงซุนก็ประกอบการคุ้มกันสินค้าหากต้องติดต่อพบปะกัน ยามซื้อขายขนย้ายสินค้า ย่อมเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง...”

     

           พลันเสียงกู่ร้องยาว ดังขึ้นรอบเรือนรับรองทั้งห้าหลัง!

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งได้ยินถึงกับสะดุ้งเฮือก พุ่งร่างตรงออกจากสวนดอกไม้ทันที

     

           โยชิโอกะ ริวจิหน้าตาตื่น ไม่ทราบเกิดเรื่องราวใดอีก มันรีบวิ่งตามไปปากก็ร้องถามว่า

     

           “เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ?”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งหันมากล่าว น้ำเสียงเคร่งเครียด

     

           “เสียงสัญญาณจากหอเก็บคัมภีร์! ไม่ทราบผู้ใดร้ายกาจนัก ถึงกับเล็ดลอดผ่านหน่วยห้าธาตุเข้าถึงหอเก็บคัมภีร์ได้!”

     

           โยชิโอกะ ริวจิวิ่งอย่างรวดเร็ว เคียงข้างไปกับมู่หยงไฉ่จิ่ง

     

           เพียงครู่ทั้งสองก็ตัดสวนดอกไม้ เข้าสู่บริเวณชั้นในสุดของหมู่ตึก‘หอเก็บคัมภีร์’

     

           ริวจิตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่สุดมันก็ได้เห็นหัวใจของหมู่ตึกพันอักษรสถานที่ซึ่งชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดินหมายปอง รวมทั้งตระกูลโยชิโอกะของมันด้วย

     

           ทว่าสิ่งที่คาดคิดกับภาพเบื้องหน้า อันปรากฏต่อสายตากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...

     

           ตามความคิดของโยชิโอกะ ริวจิ หอเก็บคัมภีร์ควรเป็นสถานที่ลึกลับ มิอาจปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้โดยง่าย อีกทั้งรอบตัวอาคาร ควรสร้างด่านสกัด ป้องกันผู้บุกรุก อาทิคูน้ำ ป้อมค่ายหลายชั้น ทั้งควรติดตั้งค่ายกล สลับซับซ้อนโดยรอบ

     

           มันย่อมไม่คาดคิดว่า เพียงเดินตัดสวนดอกไม้ ก็สามารถเข้าถึงหอเก็บคัมภีร์ได้โดยง่ายเช่นนี้

     

            ยิ่งกว่านั้นรูปลักษณ์ภายนอกของหอเก็บคัมภีร์ ยิ่งต่างจากที่มันจินตนาการไว้มากมาย

     

           มันเคยนึกวาดภาพรูปลักษณ์ ของสถานที่นี้ไว้ว่าสมควรเป็นตึกใหญ่แข็งแรงมั่นคง ภายนอกขมึงทึงสร้างความระย่อน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น ทั้งยังต้องแฝงกลิ่นอายลึกลับ มิอาจลบหลู่นอกจากนี้รอบตัวตึก ควรสร้างกำแพงสูงรายล้อม ป้องกันมิให้ยอดฝีมือใช้วิชาตัวเบาพลิ้วผ่านได้

     

           เยี่ยงนี้จึงเหมาะสมกับเป็นสถานที่เก็บ ‘คัมภีร์พันอักษร’วิชาฝีมืออันดับหนึ่งของบุรุษแซ่เซียว

     

           แต่เบื้องหน้ามัน ‘หอเก็บคัมภีร์’ เป็นเพียงเรือนน้อยสองชั้นหลังหนึ่งก่อสร้างด้วยไม้ธรรมดา ตัวอาคารปลูกสร้างคล้ายเรือนคหบดีทั่วไปเรือนน้อยสามัญหลังนี้ ไม่มีที่ใดสะดุดตาทั้งสิ้นจริง ๆ

     

           ทั้งยังตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว กลางลานหินกว้างใหญ่ มิมีรั้วรอบหรือกำแพงใดถัดจากลานหินกว้างโดยรอบ คือสวนดอกไม้ซึ่งเชื่อมต่อออกไปถึงเรือนรับรองของเหล่าประมุขห้าตระกูล

     

           แวบแรกมันนึกในใจ ‘ห้าตระกูลออกจะเชื่อมั่น ในตัวเองเกินเลยไปแล้วสถานที่สำคัญเช่นนี้ กลับมิคิดสร้างแนวป้องกันผู้บุกรุกสักชิ้น...’

     

            แต่แล้วมันก็ฉุกใจคิดได้อย่างรวดเร็ว

     

           แม้โดยรอบมิมีป้อมค่าย หรือเวรยามสักคน จะอย่างไรย่อมต้องมีกองกำลังซุ่มคุ้มกันแน่นอน...นั่นคือหน่วยห้าธาตุ ซึ่งแสดงฝีมือเมื่อสองวันก่อน

     

           วันนั้นกระทั่งมัน ยังยอมรับความสามารถ กลุ่มคนเหล่านั้น...

     

            เหตุที่มันสองผ่านเข้ามาได้ง่ายดายย่อมเพราะมันกับแม่นางมู่หยง เป็นแขกของตระกูลทั้งห้า

     

           บัดนี้มันค่อยได้คิด ‘มีหน่วยห้าธาตุคอยคุ้มกันไหนเลยต้องสร้างหอเก็บคัมภีร์ ในสถานที่ลึกลับหรือก่อกำแพงสูงอันใด...’

     

           หน้าหอเก็บคัมภีร์ จุดโคมเพียงสองดวง ดังนั้นแสงสว่างจึงน้อยยิ่งหากเพิ่งออกจากสวนดอกไม้ เยี่ยงริวจิและมู่หยงไฉ่จิ่งจะมองเห็นได้เฉพาะบริเวณประตูหน้า หากไม่สังเกตให้ดีย่อมไม่เห็นว่ารอบหอคัมภีร์มีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ แต่ต้องมิใช่มีเพียงมันสองคนที่ได้ยินสัญญาณเตือน

     

           มันสองยิ่งมิใช่ ผู้มีวิชาตัวเบาโดดเด่นอันใดดังนั้นเมื่อริวจิกับมู่หยงไฉ่จิ่งมาถึงหน้าลานหินกว้างจึงมีผู้คนยืนอยู่ก่อนทั้งสองมากมาย...

     

           ผู้คนเหล่านั้นยืนอยู่ในเงามืด หน้าหอเก็บคัมภีร์ ริวจิพยายามเพ่งมองค่อยทราบว่าคนเหล่านั้นประกอบด้วย ซ่างกวนหมิงจู ติงฝูหรง หลินอิงฮวา หยางป๋อหูนักพรตเฉินซื่อ และท่านโยชิอิ

     

           มันเหลียวมองด้านหลัง พบกงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ยกำลังวิ่งจากสวนดอกไม้ตามมาติด ๆ

     

           ยามนี้สายตาทุกคู่ กำลังจับจ้อง ณจุดเดียวกัน...กลางลานกว้างหน้าหอเก็บคัมภีร์

     

           บุรุษผู้หนึ่งร่างสันทัด สวมใส่ชุดดำปกปิดหน้าตา พยายามตะเกียกตะกายทรงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

     

           ร่างมันโงนเงนไปมาตลอดเวลา มันแข็งใจประคองตัวจนสองเท้ามั่นคงแต่แล้วกลับกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ทรุดฮวบลงบนพื้นอีกครั้ง หอบหายใจไม่หยุดแสดงชัดลมปราณมันติดขัด เนื่องเพราะบาดเจ็บช้ำใน

     

           แม้ร่างทรุด หากใบหน้ามันยังเงยขึ้น ตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังประตูหอเก็บคัมภีร์ซึ่งปิดสนิท

     

           ในสถานที่มีแสงสว่างน้อยเช่นนี้ ยังเห็นประกายคมกล้า เปี่ยมความมุ่งมั่นฉายชัดจากดวงตามัน!

     

           ทุกคนทราบ...นี่มิใช่แววตาของผู้ยอมทิ้งร่างลงบนพื้นเช่นนี้...มันต้องยืนหยัดขึ้นอีกครั้งแน่นอน...

     

           บุรุษชุดดำยังหอบหายใจไม่หยุด อึดใจนั้นมันพยายามปรับลมปราณจนสามารถรักษาจังหวะการหายใจเป็นปกติ...ที่สุดมันแข็งใจยืนขึ้นจนได้

     

           ร่างไม่สูงใหญ่ยืนหยัดมั่นคง ท่าร่างดุจเกาทัณฑ์ขึ้นสายพร้อมหลุดจากแล่งตระเตรียมโจมตีอีกครั้ง!

     

           ทุกคนทราบ...บุรุษผู้นี้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งร่าง เตรียมจู่โจมโดยไม่คำนึงถึงชีวิต

     

           ทุกคนทราบอีกว่า...หากการลงมือครั้งนี้ล้มเหลวมันต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อย่างแน่นอน

     

           พลันน้ำเสียงทุ้มหนักจริงจัง หากเจือแววปราณีอยู่หลายส่วนดังจากภายในหอเก็บคัมภีร์

     

           “...ขอเตือนท่านด้วยความหวังดี พลังการฝึกปรือระดับท่านอาการบาดเจ็บเพียงเท่านี้ ยังสามารถฟื้นฟูเป็นปกติก่อนถึงวันประลองไว้ตอนนั้นค่อยพิสูจน์ฝีมือกับผู้คนเถอะ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งวันนี้เลย...”

     

           บุรุษชุดดำผู้นั้นนิ่งอึ้ง มันไม่ตอบคำ แต่ประโยคนั้นคล้ายแช่แข็งร่างมันจนไม่อาจขยับเขยื้อน ทั้งนี้เพราะคำพูดนั้นกระตุ้นเตือนความจริงซึ่งมันย่อมรู้แก่ใจ...

     

           หากฝืนลงมือครั้งนี้ มันต้องตายแน่นอน...

     

           พลันแววตาแน่วนิ่งมุ่งมั่น เกิดการเปลี่ยนแปลง...เป็นท้อแท้รันทด

     

           ท่าร่างเปลี่ยนแปลงตามแววตา...เป็นอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง...แต่มันยังยืนหยัดอยู่ได้

     

           บุรุษชุดดำถอนหายใจ ประสานมือคารวะ ผู้อยู่ในหอเก็บคัมภีร์พลิ้วร่างหายไปด้านหลังสวนดอกไม้...

     

           ทุกคนได้แต่มองจนมันลับสายตาไป ทั้งหมดไม่คิดติดตามจับกุม

     

           เนื่องเพราะผู้ปลดปล่อยมัน ย่อมมีเหตุผลของท่าน

     

           อย่าว่าแต่ผู้ให้มันจากไป คือท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน ‘กงซุนโหย่วหมิง’เจ้าของหมู่ตึกพันอักษรคนปัจจุบัน!

     

           เสียงทุ้มกังวาน จากภายในหอเก็บคัมภีร์ เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

     

           “เชิญทุกท่านด้านใน...” กล่าวจบประตูพลันเปิดออก

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน ยังกล่าวจากภายในหอเก็บคัมภีร์อีกประโยค

     

           “คืนนี้ตั้งใจรับรองทุกท่าน ในหอเก็บคัมภีร์มิคาดเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก่อนจึงบอกเปลี่ยนแปลงสถานที่ไม่ทัน...เชิญทุกคนด้านใน”

     

           ทุกคนล้วนตะลึงงัน เนื่องเพราะไม่ว่าใครก็คิดว่า คืนนี้ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนจะรับรองทั้งหมด ที่เรือนรับรองตระกูลกงซุน ไม่มีใครคิดเป็นอันขาดว่าท่านจะใช้หอเก็บคัมภีร์เป็นที่สังสรรค์!

     

           ดังนั้นแวบหนึ่งในใจทุกคน บังเกิดความคิดคล้ายกันว่า...

     

           ‘ท่านผู้เฒ่าเลือกสถานที่นี้ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมายนี่มิใช่เพียงเลี้ยงรับรองทุกคนอย่างแน่นอน...’

     

           ริวจิใจเต้นตุบ ๆ เดินตามทุกคน เข้าไปภายใน

     

           ทั้งหมดไม่มีใครสนทนากัน ต่างเดินด้วยกิริยาสำรวม เข้าในห้องโถง

     

           ราวกับนัดกันไว้ ผู้ซึ่งถืออาวุธติดตัวมาด้วย ล้วนวางอาวุธคู่มือไว้บนตั่งยาวข้างประตูด้านใน

     

           ไม่เว้นแม้แต่นาคามูระ โยชิอิและนักพรตเฉินซื่อ ทั้งสองย่อมทราบการควรไม่ควรดีกว่าผู้ใด

     

           กระทั่งบัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู ยังต้องวางพู่กันคู่มือไว้ตรงนี้

     

           ฝ่ายพี่น้องตระกูลซ่างกวนทั้งสอง ยังถอดหมวกปีกกว้างวางไว้แล้วเปลี่ยนมาใช้ผ้าบางผืนเล็ก คาดปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง

     

           ภายในห้องโถงใหญ่ จัดโต๊ะอาหารไว้เรียบร้อยแล้วจำนวนสองโต๊ะ

     

           ชายสูงอายุผู้หนึ่งยืนรออยู่ภายใน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆแววปราณีเปี่ยมดวงตา

     

            ท่านย่อมเป็น ‘กงซุนโหย่วหมิง’ประมุขตระกูลกงซุน และเจ้าของหมู่ตึกพันอักษรคนปัจจุบัน…

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน