เมื่อหวนคิดถึง คืนที่ริวจิเห็นหลินอิงฮวา โผล่ออกจากสวนในโรงเตี๊ยม ตอนนั้นมันสะดุ้งเฮือกตื่นตกใจจนบีบแขนนางเจ็บไปหมด ความจริงนางเอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแต่ต่อมาเกิดเรื่องขึ้นมากมายค่อยลืมไป ต้องซักไซ้ให้ได้ว่าที่แท้ทั้งหมดเกี่ยวโยงกันอย่างไร
ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องชะงักความคิดนี้ไว้ก่อน เท้าซึ่งกำลังก้าวเดิน ก็หยุดลงโดยพลันเนื่องเพราะเบื้องหน้า มีภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง!
ที่แท้ทั้งสองเดินคุยกันมาเรื่อย จนถึงสวนด้านข้าง เรือนรับรองตระกูลฟางสวนนี้ย่อมต่อเชื่อมกับ เรือนรับรองตระกูลอื่น ๆ ด้วย
มู่หยงไฉ่จิ่งรีบฉุดดึงมือริวจิ ดึงแขนมันเข้าแอบ หลังหินก้อนใหญ่พร้อมกับนาง
ริวจิงุนงงยิ่ง กำลังจะเอ่ยถาม แต่นางกลับบุ้ยใบ้ชี้มือให้ริวจิดูภาพเบื้องหน้า
มุมหนึ่งของสวน บริเวณค่อนข้างลับสายตาผู้คน บุรุษกับสตรีนางหนึ่งกำลังสนทนากันอยู่
บุรุษผู้นั้นเป็นกงซุนจินผิง ส่วนสตรีนางนั้น กลับเป็นซ่างกวนจึงเหม่ย!
จากตำแหน่งซึ่งมู่หยงไฉ่จิ่งกับริวจิแอบอยู่ ย่อมไม่ได้ยินว่าทั้งสองสนทนาอะไรกัน
มู่หยงไฉ่จิ่งชี้มือ ไปยังหินใหญ่อีกก้อน ซึ่งอยู่ด้านหลังกงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ย ทำท่าทางบอกให้ริวจิโผร่าง ไปยังหินก้อนนั้น
ริวจิคอยจนบุรุษสตรีทั้งสอง หันหลังให้ก้อนหินใหญ่ ค่อยโผกายไปอย่างรวดเร็ว
แทบเป็นจังหวะเดียวกัน มู่หยงไฉ่จิ่งก็ใช้ชั่วพริบตานั้นโผกายไปยืนเคียงข้างริวจิทันที
จากตรงนี้ สามารถฟังคำสนทนาของ บุรุษสตรีทั้งสองอย่างชัดเจน
กงซุนจินผิงกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“หลังการค้าขายเมื่อปีก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยพบเจ้าอีกเลยจึงเหม่ยเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” กล่าวพลางเกาะกุมมือซ่างกวนจึงเหม่ยไว้
ซ่างกวนจึงเหม่ยรีบดึงมือกลับ เหลียวหน้ามองซ้ายขวา คล้ายกลัวผู้ใดมาเห็นกล่าวดุอีกฝ่าย
“เดี๋ยวท่านพี่มาเห็น จะโกรธข้าพเจ้า ท่านควรทราบกฎของหมู่ตึกเรา...”
กงซุนจินผิงทอดถอนใจยังรั้งมือนางมาเกาะกุมจนได้
“ข้าพเจ้าย่อมทราบดี...แต่ในเมื่อได้เจอเจ้าข้าพเจ้าไหนเลยหักห้ามใจได้...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยได้ยินดังนั้น ถึงกับแสดงอาการเอียงอาย กลับไม่ดึงมือหนีอีก
“ท่านไฉนมีเวลาว่าง เวลานี้หมู่ตึกพันอักษร ต้องมีงานยุ่งอย่างยิ่ง...”
กงซุนจินผิงได้ยินนางเอ่ยถึงเรื่องนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที
“ถูกต้อง เหล่าชาวยุทธ์ล้วนต้องการคัมภีร์ เฮอะ...ก็ดีตระกูลกงซุนจะได้หมดภาระเสียที”
ซ่างกวนจึงเหม่ยแปลกประหลาดใจยิ่ง เอ่ยถามว่า
“ท่านพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร ไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องการคัมภีร์พันอักษรหรือตระกูลกงซุนกลับไม่ต้องการ?”
กงซุนจินผิงกล่าวอย่างท้อแท้ว่า
“ท่านพ่อย่อมไม่เข้าร่วมประลอง ส่วนข้าพเจ้าไหนเลยสามารถสู้ผู้อื่นได้ต้องการหรือไม่ มีประโยชน์อันใด อย่าว่าแต่...ตระกูลกงซุน ครอบครองหมู่ตึกพันอักษรยี่สิบเอ็ดปี เฮอะ...แล้วอย่างไร เจ้าดูสิว่าตอนนี้ตระกูลกงซุนเป็นอย่างไรบ้าง...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยทราบว่า บุรุษหนุ่มไฉนท้อแท้ปานนี้ กล่าวปลอบโยนมันว่า
“ตระกูลกงซุนต้องหวังพึ่งท่านแล้ว ท่านต้องเข้มแข็งไว้พี่จินหมิงย่อมภูมิใจในตัวท่านยิ่ง ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่าน คัมภีร์เพียงเล่มเดียวไหนเลยประลองแย่งชิงกันขนาดนี้”
กงซุนจินผิงกุมมือนางแน่นขึ้น ดวงตาแวววาวเปี่ยมความหมาย
“ให้ผู้อื่นแย่งชิงคัมภีร์กันไป...ครั้งนี้ข้าพเจ้าเพียงต้องการประลองกับเจ้าหากชนะเจ้าได้ข้าพเจ้าย่อมสามารถ...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยขวยเขิน ยิ่งไม่กล้าสบสายตาบุรุษหนุ่ม
กงซุนจินผิงเอ่ยถามขึ้นว่า
“คาดว่าพลังฝีมือของเจ้า คงก้าวหน้าไปมากไม่ทราบข้าพเจ้าสามารถชนะได้หรือไม่?”
“ท่านต้องใช้ความพยายามเองแล้ว...”
“ไม่ทราบตระกูลซ่างกวน ยินดีต้อนรับข้าพเจ้าหรือไม่...”
“...นี่เป็นกฎของหมู่ตึกเรา ไหนเลยบิดเบือนได้ ไม่ว่าผู้ใดชนะย่อมสามารถ...”
กงซุนจินผิงทอดถอนใจ กล่าวน้ำเสียงหนักใจ
“...สมมติหากข้าพเจ้า ไม่สามารถชนะเจ้าได้ล่ะ”
ซ่างกวนจึงเหม่ยสะดุ้งขึ้น มือที่เกาะกุมกันไว้คลายออกทันที
“นี่...นี่...”
“หาก...ข้าพเจ้าแค่สมมติหากข้าพเจ้าไม่อาจเอาชนะเจ้าได้...อย่างนั้นพวกเรา...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยพูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงบ่งบอกความตั้งใจแน่วแน่
“อย่างนั้นข้าพเจ้า จะไม่ยอมแต่งกับผู้ใด หากมีผู้มาขอประลองข้าพเจ้าจะสู้สุดฝีมือ ถ้าชนะคนผู้นั้นไม่ได้ ก็ขอตายในมือมันข้าพเจ้าไม่ยอมพ่ายแพ้เด็ดขาด นอกจากท่านข้าพเจ้าจะไม่แต่งกับใครทั้งสิ้น!”
กงซุนจินผิงได้ฟัง วาจาจริงใจปานนี้ จากปากนางผู้เป็นดวงใจถึงกลับพลุ่งพล่านใจ โอบรั้งร่างนาง เข้าสู่อ้อมอกของมัน กระซิบที่หูนางเบา ๆ ว่า
“หากข้าพเจ้าแพ้ ไฉนเราไม่หนีไปด้วยกัน...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยผละออก จากอ้อมอกมันทันที กล่าวอย่างหวาดกลัวยิ่ง
“ทำอย่างนั้นไม่ได้! หากถูกจับได้ เราทั้งคู่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ทรมานยิ่งกว่าตาย! จินผิง...บอกกับท่าน...ข้าพเจ้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดข้าพเจ้ากริ่งเกรงยิ่งว่า ท่านไม่สามารถเอาชนะข้าพเจ้าได้...”
“เป็นข้าพเจ้าไม่ดีเอง...พลังฝีมือข้าพเจ้า...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยกล่าวขัดขึ้น แววตาแน่วนิ่ง เปี่ยมความรักใคร่จับจ้องดวงตามัน
“จินผิง...ท่านฟังข้าพเจ้า หาก...ท่านไม่สามารถชนะข้าพเจ้าได้จริง ๆให้ท่านตัดใจเสีย สำหรับข้าพเจ้า...ข้าพเจ้ายินยอมตาย จะไม่แต่งกับผู้ใดเด็ดขาด”
“ไม่! พวกเราค่อย ๆ คิด อาจมีวิธี บางทีขณะประลอง...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยดึงมือมันมากุมแน่น แทบร่ำไห้ออกมา
“ไม่มีประโยชน์ ท่านก็ทราบการประลองของสตรี ซึ่งเป็นทายาทโดยตรงต้องมีประมุขทั้งห้าตระกูลเป็นสักขีพยาน ระดับฝีมืออย่างพวกเราไหนเลยตบตาเหล่าประมุขได้...”
กล่าวได้เพียงแค่นี้ ซ่างกวนจึงเหม่ยจู่ ๆ ก็ร่ำไห้ออกมาจริง ๆ
กงซุนจินผิงตื่นตระหนกยิ่ง ไม่ทราบไฉนจู่ ๆ นางกลับร้องไห้ปิ่มจะขาดใจรีบกล่าวปลอบโยน
“เจ้าไม่ต้องร้องไห้...เรื่องนี้ค่อยพูดค่อยจากันยังไม่แน่ว่าข้าพเจ้าต้องแพ้เจ้า”
ซ่างกวนจึงเหม่ยกล่าวทั้งที่ยังสะอื้นไห้
“เรื่องของพวกเราสามารถค่อย ๆ คิดได้จริง ๆแต่ที่ข้าพเจ้าร้องไห้เพราะ...ข้าพเจ้าคิดถึงพี่เหม่ยเซียนกับพี่จินหมิง...”
กงซุนจินผิงย่อมเข้าใจความรู้สึกของนางดี น้ำเสียงพลันสั่นเครือเช่นกัน
“ข้าพเจ้าก็คิดถึงพี่ทั้งสอง...”
“ท่านบอกข้าพเจ้าได้หรือไม่...ผู้ใดเป็นคนร้ายคนนั้น!”
“หากข้าพเจ้าทราบ ไหนเลยปล่อยให้มันลอยนวล!”
“ท่าน...ท่านโกหกหรือไม่ ท่านถือเป็นผู้สืบทอดตระกูลกงซุนแล้วท่านลุงมิเคยบอกสิ่งใดเลยหรือ...”
กงซุนจินผิงได้ยินนางถามเช่นนั้น มันแทบทอดอาลัยตายอยาก ด้วยมิอาจหาคำตอบมาให้นางได้
“ท่านพ่อไม่เคยเอ่ยปากพูดเรื่องนี้เลยหลังจากวันนั้นท่านเก็บตัวอยู่แต่ที่นี่ กิจการของตระกูลกงซุนทั้งหมดล้วนให้ข้าพเจ้าดูแลจัดการ”
“พี่หมิงจูต้องการจับอี่ไป๋เฮ่อให้ได้”
กงซุนจินผิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
ซ่างกวนจึงเหม่ยเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น จึงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านไม่เชื่อว่าอี่ไป๋เฮ่อ เป็นฆาตกร?”
กงซุนจินผิงอ้ำอึ้งอีกครั้ง ไม่ทราบควรตอบอย่างไรดี
“แต่ท่านพ่อกับเหล่าผู้เฒ่า บอกว่ามันมิใช่ผู้แพร่พิษ...”มันหวนคิดถึงตอนนั้น “คืนนั้น...หากท่านลุงหลินอยู่ด้วยในวันนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้”
“เป็นสองพี่น้องนั่นไม่ดี พวกนางไฉนไม่สามารถช่วยท่านพี่ได้...”
“ว่าพวกนางได้อย่างไร อายุพวกนางตอนนั้นจะทำอะไรได้”
“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ในหมู่ตึกมียอดฝีมือคุ้มกันอยู่มากมายไฉนเกิดเรื่องขึ้น หนำซ้ำเจ็ดปีแล้ว ไม่อาจหาตัวฆาตกรได้ข้าพเจ้ายากยิ่งจะเชื่อจริง ๆ ...ท่านใช่ปิดบังข้าพเจ้าหรือไม่?”
“ข้าพเจ้าไหนเลยปิดบังเจ้า...ข้าพเจ้าขบคิดเรื่องนี้มาหลายปีทบทวนเหตุการณ์ในครั้งนั้นทั้งหมดแต่กลับไม่ได้เบาะแสใดเลย...ข้าพเจ้าช่างโง่เขลานัก”พลันน้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็นสาย
ซ่างกวนจึงเหม่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดมัน พลอยร้องไห้ตามไปด้วย กล่าวปลอบโยนว่า
“แล้วกันเถอะ...พวกเราไปทานข้าวกัน เดี๋ยวท่านพี่จะรอนาน...”
ทั้งสองเดินจากไป ริวจิกับมู่หยงไฉ่จิ่ง เดินออกมาจากหลังก้อนหิน
โยชิโอกะ ริวจิยืนอมยิ้ม มองทั้งสองจนลับตา
“คิดไม่ถึง เจ้านั่นกลับกรุ้มกริ่ม เจ้าชู้เช่นนี้”
“ท่านน่ะสิ กรุ้มกริ่มเจ้าชู้...คิดไม่ถึงพวกเขามีการติดต่อกัน...”
“แปลกประหลาดอันใด ซ่างกวนหมิงจูกับซ่างกวนจึงเหม่ยดูแลกิจการของตระกูลหลายปีแล้ว ข้าพเจ้าเองตอนอยู่แดนอาทิตย์อุทัยเมื่อติดต่อค้าขายก็พบพวกนางเป็นประจำ ตระกูลกงซุนก็ประกอบการคุ้มกันสินค้าหากต้องติดต่อพบปะกัน ยามซื้อขายขนย้ายสินค้า ย่อมเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง...”
พลันเสียงกู่ร้องยาว ดังขึ้นรอบเรือนรับรองทั้งห้าหลัง!
มู่หยงไฉ่จิ่งได้ยินถึงกับสะดุ้งเฮือก พุ่งร่างตรงออกจากสวนดอกไม้ทันที
โยชิโอกะ ริวจิหน้าตาตื่น ไม่ทราบเกิดเรื่องราวใดอีก มันรีบวิ่งตามไปปากก็ร้องถามว่า
“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ?”
มู่หยงไฉ่จิ่งหันมากล่าว น้ำเสียงเคร่งเครียด
“เสียงสัญญาณจากหอเก็บคัมภีร์! ไม่ทราบผู้ใดร้ายกาจนัก ถึงกับเล็ดลอดผ่านหน่วยห้าธาตุเข้าถึงหอเก็บคัมภีร์ได้!”
โยชิโอกะ ริวจิวิ่งอย่างรวดเร็ว เคียงข้างไปกับมู่หยงไฉ่จิ่ง
เพียงครู่ทั้งสองก็ตัดสวนดอกไม้ เข้าสู่บริเวณชั้นในสุดของหมู่ตึก‘หอเก็บคัมภีร์’
ริวจิตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่สุดมันก็ได้เห็นหัวใจของหมู่ตึกพันอักษรสถานที่ซึ่งชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดินหมายปอง รวมทั้งตระกูลโยชิโอกะของมันด้วย
ทว่าสิ่งที่คาดคิดกับภาพเบื้องหน้า อันปรากฏต่อสายตากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...
ตามความคิดของโยชิโอกะ ริวจิ หอเก็บคัมภีร์ควรเป็นสถานที่ลึกลับ มิอาจปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้โดยง่าย อีกทั้งรอบตัวอาคาร ควรสร้างด่านสกัด ป้องกันผู้บุกรุก อาทิคูน้ำ ป้อมค่ายหลายชั้น ทั้งควรติดตั้งค่ายกล สลับซับซ้อนโดยรอบ
มันย่อมไม่คาดคิดว่า เพียงเดินตัดสวนดอกไม้ ก็สามารถเข้าถึงหอเก็บคัมภีร์ได้โดยง่ายเช่นนี้
ยิ่งกว่านั้นรูปลักษณ์ภายนอกของหอเก็บคัมภีร์ ยิ่งต่างจากที่มันจินตนาการไว้มากมาย
มันเคยนึกวาดภาพรูปลักษณ์ ของสถานที่นี้ไว้ว่าสมควรเป็นตึกใหญ่แข็งแรงมั่นคง ภายนอกขมึงทึงสร้างความระย่อน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น ทั้งยังต้องแฝงกลิ่นอายลึกลับ มิอาจลบหลู่นอกจากนี้รอบตัวตึก ควรสร้างกำแพงสูงรายล้อม ป้องกันมิให้ยอดฝีมือใช้วิชาตัวเบาพลิ้วผ่านได้
เยี่ยงนี้จึงเหมาะสมกับเป็นสถานที่เก็บ ‘คัมภีร์พันอักษร’วิชาฝีมืออันดับหนึ่งของบุรุษแซ่เซียว
แต่เบื้องหน้ามัน ‘หอเก็บคัมภีร์’ เป็นเพียงเรือนน้อยสองชั้นหลังหนึ่งก่อสร้างด้วยไม้ธรรมดา ตัวอาคารปลูกสร้างคล้ายเรือนคหบดีทั่วไปเรือนน้อยสามัญหลังนี้ ไม่มีที่ใดสะดุดตาทั้งสิ้นจริง ๆ
ทั้งยังตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว กลางลานหินกว้างใหญ่ มิมีรั้วรอบหรือกำแพงใดถัดจากลานหินกว้างโดยรอบ คือสวนดอกไม้ซึ่งเชื่อมต่อออกไปถึงเรือนรับรองของเหล่าประมุขห้าตระกูล
แวบแรกมันนึกในใจ ‘ห้าตระกูลออกจะเชื่อมั่น ในตัวเองเกินเลยไปแล้วสถานที่สำคัญเช่นนี้ กลับมิคิดสร้างแนวป้องกันผู้บุกรุกสักชิ้น...’
แต่แล้วมันก็ฉุกใจคิดได้อย่างรวดเร็ว
แม้โดยรอบมิมีป้อมค่าย หรือเวรยามสักคน จะอย่างไรย่อมต้องมีกองกำลังซุ่มคุ้มกันแน่นอน...นั่นคือหน่วยห้าธาตุ ซึ่งแสดงฝีมือเมื่อสองวันก่อน
วันนั้นกระทั่งมัน ยังยอมรับความสามารถ กลุ่มคนเหล่านั้น...
เหตุที่มันสองผ่านเข้ามาได้ง่ายดายย่อมเพราะมันกับแม่นางมู่หยง เป็นแขกของตระกูลทั้งห้า
บัดนี้มันค่อยได้คิด ‘มีหน่วยห้าธาตุคอยคุ้มกันไหนเลยต้องสร้างหอเก็บคัมภีร์ ในสถานที่ลึกลับหรือก่อกำแพงสูงอันใด...’
หน้าหอเก็บคัมภีร์ จุดโคมเพียงสองดวง ดังนั้นแสงสว่างจึงน้อยยิ่งหากเพิ่งออกจากสวนดอกไม้ เยี่ยงริวจิและมู่หยงไฉ่จิ่งจะมองเห็นได้เฉพาะบริเวณประตูหน้า หากไม่สังเกตให้ดีย่อมไม่เห็นว่ารอบหอคัมภีร์มีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ แต่ต้องมิใช่มีเพียงมันสองคนที่ได้ยินสัญญาณเตือน
มันสองยิ่งมิใช่ ผู้มีวิชาตัวเบาโดดเด่นอันใดดังนั้นเมื่อริวจิกับมู่หยงไฉ่จิ่งมาถึงหน้าลานหินกว้างจึงมีผู้คนยืนอยู่ก่อนทั้งสองมากมาย...
ผู้คนเหล่านั้นยืนอยู่ในเงามืด หน้าหอเก็บคัมภีร์ ริวจิพยายามเพ่งมองค่อยทราบว่าคนเหล่านั้นประกอบด้วย ซ่างกวนหมิงจู ติงฝูหรง หลินอิงฮวา หยางป๋อหูนักพรตเฉินซื่อ และท่านโยชิอิ
มันเหลียวมองด้านหลัง พบกงซุนจินผิงกับซ่างกวนจึงเหม่ยกำลังวิ่งจากสวนดอกไม้ตามมาติด ๆ
ยามนี้สายตาทุกคู่ กำลังจับจ้อง ณจุดเดียวกัน...กลางลานกว้างหน้าหอเก็บคัมภีร์
บุรุษผู้หนึ่งร่างสันทัด สวมใส่ชุดดำปกปิดหน้าตา พยายามตะเกียกตะกายทรงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
ร่างมันโงนเงนไปมาตลอดเวลา มันแข็งใจประคองตัวจนสองเท้ามั่นคงแต่แล้วกลับกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ทรุดฮวบลงบนพื้นอีกครั้ง หอบหายใจไม่หยุดแสดงชัดลมปราณมันติดขัด เนื่องเพราะบาดเจ็บช้ำใน
แม้ร่างทรุด หากใบหน้ามันยังเงยขึ้น ตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังประตูหอเก็บคัมภีร์ซึ่งปิดสนิท
ในสถานที่มีแสงสว่างน้อยเช่นนี้ ยังเห็นประกายคมกล้า เปี่ยมความมุ่งมั่นฉายชัดจากดวงตามัน!
ทุกคนทราบ...นี่มิใช่แววตาของผู้ยอมทิ้งร่างลงบนพื้นเช่นนี้...มันต้องยืนหยัดขึ้นอีกครั้งแน่นอน...
บุรุษชุดดำยังหอบหายใจไม่หยุด อึดใจนั้นมันพยายามปรับลมปราณจนสามารถรักษาจังหวะการหายใจเป็นปกติ...ที่สุดมันแข็งใจยืนขึ้นจนได้
ร่างไม่สูงใหญ่ยืนหยัดมั่นคง ท่าร่างดุจเกาทัณฑ์ขึ้นสายพร้อมหลุดจากแล่งตระเตรียมโจมตีอีกครั้ง!
ทุกคนทราบ...บุรุษผู้นี้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งร่าง เตรียมจู่โจมโดยไม่คำนึงถึงชีวิต
ทุกคนทราบอีกว่า...หากการลงมือครั้งนี้ล้มเหลวมันต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อย่างแน่นอน
พลันน้ำเสียงทุ้มหนักจริงจัง หากเจือแววปราณีอยู่หลายส่วนดังจากภายในหอเก็บคัมภีร์
“...ขอเตือนท่านด้วยความหวังดี พลังการฝึกปรือระดับท่านอาการบาดเจ็บเพียงเท่านี้ ยังสามารถฟื้นฟูเป็นปกติก่อนถึงวันประลองไว้ตอนนั้นค่อยพิสูจน์ฝีมือกับผู้คนเถอะ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งวันนี้เลย...”
บุรุษชุดดำผู้นั้นนิ่งอึ้ง มันไม่ตอบคำ แต่ประโยคนั้นคล้ายแช่แข็งร่างมันจนไม่อาจขยับเขยื้อน ทั้งนี้เพราะคำพูดนั้นกระตุ้นเตือนความจริงซึ่งมันย่อมรู้แก่ใจ...
หากฝืนลงมือครั้งนี้ มันต้องตายแน่นอน...
พลันแววตาแน่วนิ่งมุ่งมั่น เกิดการเปลี่ยนแปลง...เป็นท้อแท้รันทด
ท่าร่างเปลี่ยนแปลงตามแววตา...เป็นอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง...แต่มันยังยืนหยัดอยู่ได้
บุรุษชุดดำถอนหายใจ ประสานมือคารวะ ผู้อยู่ในหอเก็บคัมภีร์พลิ้วร่างหายไปด้านหลังสวนดอกไม้...
ทุกคนได้แต่มองจนมันลับสายตาไป ทั้งหมดไม่คิดติดตามจับกุม
เนื่องเพราะผู้ปลดปล่อยมัน ย่อมมีเหตุผลของท่าน
อย่าว่าแต่ผู้ให้มันจากไป คือท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน ‘กงซุนโหย่วหมิง’เจ้าของหมู่ตึกพันอักษรคนปัจจุบัน!
เสียงทุ้มกังวาน จากภายในหอเก็บคัมภีร์ เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เชิญทุกท่านด้านใน...” กล่าวจบประตูพลันเปิดออก
ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน ยังกล่าวจากภายในหอเก็บคัมภีร์อีกประโยค
“คืนนี้ตั้งใจรับรองทุกท่าน ในหอเก็บคัมภีร์มิคาดเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก่อนจึงบอกเปลี่ยนแปลงสถานที่ไม่ทัน...เชิญทุกคนด้านใน”
ทุกคนล้วนตะลึงงัน เนื่องเพราะไม่ว่าใครก็คิดว่า คืนนี้ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนจะรับรองทั้งหมด ที่เรือนรับรองตระกูลกงซุน ไม่มีใครคิดเป็นอันขาดว่าท่านจะใช้หอเก็บคัมภีร์เป็นที่สังสรรค์!
ดังนั้นแวบหนึ่งในใจทุกคน บังเกิดความคิดคล้ายกันว่า...
‘ท่านผู้เฒ่าเลือกสถานที่นี้ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมายนี่มิใช่เพียงเลี้ยงรับรองทุกคนอย่างแน่นอน...’
ริวจิใจเต้นตุบ ๆ เดินตามทุกคน เข้าไปภายใน
ทั้งหมดไม่มีใครสนทนากัน ต่างเดินด้วยกิริยาสำรวม เข้าในห้องโถง
ราวกับนัดกันไว้ ผู้ซึ่งถืออาวุธติดตัวมาด้วย ล้วนวางอาวุธคู่มือไว้บนตั่งยาวข้างประตูด้านใน
ไม่เว้นแม้แต่นาคามูระ โยชิอิและนักพรตเฉินซื่อ ทั้งสองย่อมทราบการควรไม่ควรดีกว่าผู้ใด
กระทั่งบัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู ยังต้องวางพู่กันคู่มือไว้ตรงนี้
ฝ่ายพี่น้องตระกูลซ่างกวนทั้งสอง ยังถอดหมวกปีกกว้างวางไว้แล้วเปลี่ยนมาใช้ผ้าบางผืนเล็ก คาดปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง
ภายในห้องโถงใหญ่ จัดโต๊ะอาหารไว้เรียบร้อยแล้วจำนวนสองโต๊ะ
ชายสูงอายุผู้หนึ่งยืนรออยู่ภายใน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆแววปราณีเปี่ยมดวงตา
ท่านย่อมเป็น ‘กงซุนโหย่วหมิง’ประมุขตระกูลกงซุน และเจ้าของหมู่ตึกพันอักษรคนปัจจุบัน…