ตอนที่สิบสังหารเพียงแค่ขันทีก็เพียงพอ
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันแม้จะรู้สึกกดดันแต่การที่โจโฉยังยืนหยัดต้านสายตาของทุกคนอยู่ได้โดยไม่คุกเข่าลงขออภัยโทษก็เรียกว่าขวัญกล้าเหนือคนอย่างยิ่ง
แต่ตั๋งฮวงนั้นไม่คิดว่าตนเองจะเก่งกว่ายอดคนในประวัติศาสตร์แต่วิธีการของคนต่ำช้านั้นตนเองเคยศึกษามาบ้าง
การผลักคนให้ตำน้ำ ถมหินลงบ่อเป้นเื่ที่เขาเรียนรู้มาพอสมควร
“มีอีกเื่หนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ”
ตั๋งฮวงลูบเคราที่ไม่มีอยู่ที่คางของตนเอง
“สังหารขันทีแต่เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอเหตุไฉนท่านจึงสังหารโฮเบี้ยวที่เป็พระญาติด้วยเล่า?”
คำกล่าวนี้ทิ่มแทงใจบรรดาพระญาติเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในบริเวณนั้นเหมือนนกหวาดเกาทัณฑ์
ที่คนหวาดระแวงเห็นเงาของหญ้าก็คิดว่าเป็อสรพิษแล้ว
ไม่เกี่ยวว่าคำที่กล่าวจะมีหลักฐานยืนยันหรือไม่
ขอเพียงคิดว่ามันเป็จริงและเป็ไปได้ก็เพียงพอแล้ว
หรือท่านจะเดิมพันชีวิตตนเองกับความซื่อสัตย์ของโจเม้งเต้และอ้วนเปิ่นชู?
“โจเม้งเต้ผู้เชี่ยวชาญกาพย์กลอนอ้วนเปิ่นชูผู้คบหานักปราชญ์บัณฑิตผู้ที่สามารถจดจำลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองได้ทุกคนนั้นไม่สามารถจดจำโฮเบี้ยวเชื้อพระวงศ์จนสังหารได้โดยไม่รู้จริงหรือ?”
ตั๋งฮวงหันไปทางคนที่อยู่ในบริเวณ
ผายมือไปทางผู้คนในบริเวณแบบเดียวกับนักมายากลหรือนักมวยปล้ำที่ดึงดูดความสนใจคนได้ด้วยคำพูดและการเคลื่อนไหวของมือ
Public Speaking
การพูดจาในที่สาธารณะ
ในโลกปัจจุบันหรือโลกอดีตขอเพียงเรามีทักษะนี้แค่ทักษะเดียวเราก็สามารถทำมาหากินได้ตลอดชีวิต
ส่วนจะเป็นักการเมืองหรือคนขายสินค้าหลอกลวงนั้นก็แล้วแต่ความถนัดส่วนบุคคล
“หรือว่าท่านคือคนที่เป็วีรบุรุษฉวยโอกาสสังหารญาติเชื้อพระวงศ์เพื่อให้โฮไทเฮาไม่มีที่พึ่งเพื่อที่ตนเองจะได้กุมอำนาจเอาไว้เอง?”
คำกล่าวของตั๋งฮวงเรียกเสียงฮือฮาขึ้นมาในหมู่ขุนนาง
แม้แต่หองจูเปียนเล่าเหียบที่ฉลาดเฉลียวพูดจาฉาดฉานโดนอธิบายเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ต่อหน้าก็ยังถึงกับปากสั่นแต่ยังเก็บอาการได้ดีอยู่ไม่ซบหน้าร้องไห้กับอกแม่ตนเองเหมือนกับฮ่องเต้เปียน
“เ้าคนชั่วช้า ทรยศเนรคุณ ทหารจับเ้าสารเลวสองคนนี้ไปตัดศีรษะ”
อ้องอุ้นโกรธเกรี้ยวทำท่าขุนนางผู้ภักดีเรียกทหารองครักษ์มาจับโจโฉและอ้วนเสี้ยวไปปะา
“ช้าก่อน”
แต่ทว่าคนที่ยกมือห้ามปรามกลับกลายเป็ตั๋งฮวง