5 ความจริงหรือฝันไป
หลายวันที่พิณรดานั่งมองตุ๊กตาไอรอนแมนเงียบๆไม่พูดไม่จา เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป
“แม่ว่าไม่ดีแล้วพ่อ”พิมพ์ใจกล่าวอย่างกังวลขณะมองพฤติกรรมลูกสาว
“..........” ชินวุฒินิ่งเงียบ นี่เขาตัดสินใจถูกหรือปล่าวที่เอาไอรอนแมนมาให้น้องพิน
พิณรดายังคงจ้องตุ๊กตาไอรอนแมน ใช้ความคิดอย่างหนัก สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวหอบหายใจถี่ขึ้น
“โอยยย! ปวดหัวเหลือเกิน” ตุ๊กตาในมือหล่นลงพื้น สองมือกุมขมับ ร่างส่ายโงนเงนร้องครวญครางด้วยความเ็ป “โอ๊ย ปวดเหลือเกิน ปวด” พิณรดาทะลึ่งพรวด ชักกะตุกอย่างแรงแล้วหมดสติไป ร่างทรุดกองลงบนเตียง
“กรี๊ดดด! น้องพิน เป็อะไร”พิมพ์ใจร้องลั่นด้วยความใ
ชินวุฒิรีบเข้าประคองน้องพินจัดท่านอนให้เรียบร้อย พร้อมกับกด nurse call เรียกหมอให้มาดูอาการ
เสียงกรีดร้องของพิมพ์ใจทำให้หมอและพยาบาลรีบเข้ามาดู เมื่อเห็นอาการน้องพินก็สอบถามสาเหตุแล้วจดบันทึกข้อมูล
“เชิญคุณพ่อคุณแม่ออกไปก่อนนะคะ” พยาบาลเชิญทั้งคู่ออกนอกห้อง
พิมพ์ใจเดินกระสับกระส่ายหน้าห้อง ขณะที่ชินวุฒินั่งนิ่งเงียบ
“ต่อไปพ่อไม่ต้องพยายามฟื้นความจำแล้วนะ”พิมพ์ใจกล่าวอย่างตัดพ้อ “แค่ลูกหายดีก็พอแล้ว ไม่ต้องไปหาฟื้นอดีตอะไรแล้ว”
“พ่อไม่คิด ว่าจะเป็แบบนี้”
“แล้วนี่ลูกจะฟื้นมั๊ย”
“น้องพินต้องฟื้น ลูกพ่อเข้มแข็งเสมอ”
คุณหมอออกมาอธิบายว่า เพราะใช้ความคิดมากเกินไปสมองจึงทำงานหนัก ถ้ายังเป็เช่นนี้อีกอาจเกิดผลร้าย ดีที่ครั้งนี้หมอเข้ามาดูอาการได้ทัน ต่อไปควรหลีกเลี่ยงความเครียดอย่าให้คนไข้คิดมาก
พิณรดาฟื้นขึ้นในเวลาต่อมา เธอทำหน้างงๆมองพ่อกับแม่สลับกัน
“แม่ หนูเป็อะไรไปเหรอ”
พิมพ์ใจโล่งอก ยังดีที่น้องพินยังจำพ่อกับแม่ได้ ต่อจากนี้ไปจะไม่ให้อะไรหรือสิ่งใดมารบกวนน้องพินได้อีก
“ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ หนูแค่ในิดหน่อย”
ไอรอนแมนเ้าปัญหา ถูกโยนลงถังขยะ จบสายใยที่เชื่อมต่ออดีต
ด้วยความเอาใจใส่ในการรักษาและความห่วงใยจากพ่อแม่ พิณรดาเริ่มดีวันดีคืน หายป่วย ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป
สายลมโพยพัด ฤดูใบไม้ผลิเข้ามาเยือน อากาศเย็นอุ่นสบาย หลายชีวิตดำเนินไปด้วยรอยยิ้ม
“เราอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้วนะแม่ พ่อว่าให้น้องพินเรียนซะที่นี่แหล่ะ รอให้หายสนิทเราค่อยกลับเมืองไทยกัน”
พิมพ์ใจยิ้มพยักหน้าเห็นด้วยกับชินวุฒิ ยังไงที่นี่ก็ใกล้โรงพยาบาลที่พวกเขาคุ้นเคย
จิตสำนึกลึกๆของพิณรดารู้สึกใกล้ชิดและมีความสุขกับธรรมชาติมาก ครั้งใดที่ดูทีวีเห็นเป็เื่ธรรมชาติ ูเา สายน้ำ ทุ่งกว้าง เธอจะหยุดทำทุกสิ่ง ตั้งหน้าตั้งตาจ้องมองอย่างสนใจ เธอจึงเลือกเรียน สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มหาวิทยาลัยครีฟแลนด์สเตต
เมื่อสุขภาพแข็งแรง ชีวิตก็สดใส เธอดีวันดีคืน ผลการเรียนสูงอยู่ระดับขั้นแนวหน้าของมหาวิทยาลัยฯ ทุนวิจัยฯกับอีกหลายๆโครงการฯที่เกี่ยวกับธรรมชาติเฉพาะเจาะจงเลือกเธอเป็อันดับต้นๆให้เป็ผู้ดำเนินการ แต่ถูกพ่อกับแม่ปฏิเสธทุกครั้งเพราะยังไม่วางใจที่จะให้เธอเดินทางไปไหนไกลๆ
“พ่อ...แม่... หลายโปรเจคแล้วที่ไม่ให้หนูไป ทำให้หนูอดได้ดอกเตอร์เลยเห็นมั๊ย” พิณรดาในวัยสิบเก้าปี หน้าง้ำน้ำเสียงเจือแววน้อยใจ “แต่โครงการนี้เป็ทุ่งเอเชียนะคะ เรากลับไปทำที่เมืองไทยก็ได้”
“แต่สุขภาพของลูก”พิมพ์ใจน้ำเสียงลังเล
“แม่คะ นี่ก็แข็งแรงดีแล้ว หนูก็ไม่ได้ไปหาหมอมาเกือบปีแล้วนะ”น้องพินแบฝ่ามือหมุนตัวไปรอบๆ
“ตามใจลูกสักครั้งดีมั๊ยแม่ พ่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับน้องพินแล้ว”พ่อหันมาปรึกษากับแม่
“แต่...พ่อ” พิมพ์ใจจนคำพูด ความที่เธอรักลูกสาวมาก ไม่อยากให้ห่างโรงพยาบาล เธอกลัวสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นตอนไม่ได้อยู่ที่นี่
"แม่คะ เราคนไทยนะคะ คนไทยต้องเหมาะกับเมืองไทย ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยแล้วก็อยู่สบายไปกว่าเมืองไทยอีกแล้ว ที่นี่อากาศหนาวจะตาย แม่ยังเป็ไข้หายใจไม่ค่อยทันบ่อยๆเลย”
พ่อท่าทีสงบนิ่งเห็นด้วย แต่แม่ยังออกอาการลังเล
“ลองดูก่อนก็ได้แม่ ยังไงทุกๆสามเดือนหนูก็ต้องกลับมาพรีเซนที่มหาลัยอยู่แล้ว”พิณรดาจ้องแม่นิ่งแววตามาดมั่น
“อืม ก็ได้ แต่ลูกไปไหนต้องให้แม่ไปด้วย”
“เย๊! รักแม่ที่สุดในโลกเลย” สาวน้อยดีใจะโกอดแม่หอมแก้มฟอดใหญ่
เธอเริ่มวาดฝันในหัว ครั้งนี้จะได้กลับไปค้นหาทุ่งกว้างกับเด็กผู้ชายในความฝันคนนั้น คนที่เธอฝันเห็นบ่อยๆ ความรู้สึกบอกเธอว่า ที่ตรงนั้นเป็สถานที่แห่งหนึ่งในเมืองไทย ที่เธอยังไม่รู้ ว่ามันคือที่ไหน
เคยท่องเวบเปิดดูภาพวิว ภาพธรรมชาติมากมาย รวมทั้งคลิปวีดีโอ ไม่มีสถานที่ใด เหมือนหรือใกล้เคียงกับภาพในฝันเลย
เธอเคยเล่าเื่ความฝันให้แม่ฟัง เคยเอ่ยปากถามแม่แต่สิ่งที่ได้รับคือแม่จะนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยสิ่งใด มีเพียงแววตาและสีหน้าที่ออกอาการกังวล ยิ่งทำให้สาวน้อย สงสัยอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
ครอบครัวองศาพิสัย จัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับเมืองไทย พิมพ์ใจจัดกระเป๋าไปเหลียวมองรอบๆตัวไป
ชินวุฒิหันมามองและยิ้มให้“พ่อได้ติดต่อกับทางบริษัทไปแล้ว เขาจะส่งคนมาทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง แม่ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”
คนที่ออกอาการดีใจที่สุดคือสาวน้อยพิณรดา เธอจัดของเสร็จั้แ่สองวันที่แล้ว กำหนดออกเดินทางคือเช้าวันพรุ่งนี้ครั้งนี้ทั้งได้ไปทำวิจัยฯทำธีสิสและสิ่งสำคัญที่สุด ค้นหาสิ่งที่ติดอยู่ในความฝันมาตลอดสี่ปี ไม่มีอะไรที่จะคุ้มเกินคุ้มมากกว่าสิ่งที่เธอได้รับอีกแล้ว
ทุ่งกว้างยามเย็น ลมพัดยอดหญ้าไหวลู่ ดวงอาทิตย์จวนจะลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีทองส่องประกายสวยงาม
“บอสครับ ได้เวลาเดินทางแล้วครับ ออกช้ากว่านี้จะไม่ทันขึ้นเครื่องนะครับ” ชายร่างเล็กสูทดำค้อมตัวกล่าวอย่างนอบน้อม
“อืม งั้นก็ไปกันเถอะ” เสียงทุ้มเนือยๆเหมือนไม่เต็มใจกล่าวออกมาจากชายหนุ่มชุดสูท เขาก้าวออกจากใต้ต้นประดู่ใหญ่ เดินดิ่งตรงไปยังเบ๊นซ์สีดำคันงาม จากนั้นรถก็แล่นออกไปจนลับตา