บทที่ 39 เผชิญหน้า
ใบหน้าของลู่จั่นเหยียนที่เมื่อครู่กำลังยิ้มแย้มกลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังในทันที
“หลินต้า คุณให้ฝ่ายการเงินจัดเตรียมข้อมูลหน่อยสิ ถ้าหากบริษัทลู่แยกตัวออกจากบริษัทฉีตอนนี้ เราจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่?”
หลินต้ารู้สึกงุนงงกับสิ่งที่ได้ยินในทันที ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ท่านประธานคะ ทำไมบริษัทลู่ถึงต้องแยกตัวออกจากบริษัทฉีล่ะคะ?”
“เพราะบริษัทลู่มีนามสกุลลู่ ส่วนบริษัทฉีมีนามสกุลฉี”
ถ้าหากบริษัทลู่ต้องพึ่งพาบริษัทฉีเพื่อความอยู่รอดอยู่ แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนนามสกุลให้เป็นของบริษัทฉีไปเลยเสียดีกว่า
เพราะเธอไม่อยากหย่าร้างเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับฉีส่าวฉิงอยู่
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะแจ้งฝ่ายการเงินทันทีเพื่อให้ได้ข้อมูลที่คุณต้องการโดยเร็วที่สุด”
แม้ว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างยากที่จะยอมรับ แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของหลินต้าก็โดดเด่นอยู่เสมอ
เพราะตอนนี้บริษัทลู่เป็นสิ่งที่คุณหนูใหญ่ให้ความสำคัญที่สุด แล้วถ้าหากเธอตัดสินใจจะแยกตัวออกจากบริษัทฉี ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ คงจะต้องผ่านการตัดสินใจอย่างยากลำบากแน่นอน
เมื่อประตูห้องทำงานถูกปิดลง ลู่จั่นเหยียนจึงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
อีกเพียงแค่สิบวันจะครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว!
และเมื่อถึงเวลานั้น… ทั้งเธอกับฉีส่าวฉิงก็จะได้ตัดขาดกันเสียที!
…
บริษัทฉี
ฉีส่าวฉิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ในห้องทำงาน เขาลูบไล้เส้นผมเส้นบาง ๆ ในมือและขมวดคิ้วด้วยความกังวล จนหลีเซี่ยนที่เคาะประตูเข้ามาเห็นเขาเป็นแบบนี้ จึงถามออกมาด้วยความกังวลใจ
“ท่านประธาน คุณกำลังลำบากใจอยู่เหรอครับ?”
“ไม่ใช่หรอก ฉันแค่กำลังคิดว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหน…”
ฉีส่าวฉิงเพิ่งเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเลขา แต่ดวงตาที่แสนเย้ายวนกลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนอย่างชัดเจน
ถ้าหากเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขาจริง ๆ …
แล้วอีกสิบวันต่อจากนี้.. เขาควรจะหย่าดีหรือไม่?
“แล้วคุณกำลังคาดหวังให้ผลออกมาเป็นแบบไหนล่ะครับ?”
หลีเซี่ยนที่เพิ่งเอ่ยถามออกมาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะเขาไม่ควรจะถามเรื่องส่วนตัวของเจ้านายเสียด้วยซ้ำ
แต่จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่บริษัทลู่ เขากลับรู้สึกได้ว่าลู่จั่นเหยียนไม่ได้เป็นเพียงแค่ภรรยาเพื่อเป็นภาพลักษณ์ในใจของเจ้านายเท่านั้น แต่การปรากฏตัวของคุณเซี่ยงหว่านและเด็กน้อยโต้วโต้วกลับทำให้ทุกอย่างยิ่งซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม
“ผมคาดหวังอะไรงั้นเหรอ? งั้นส่งไปตรวจผลให้เรียบร้อย แล้วมาบอกผลกับผมโดยเร็วที่สุด”
ฉีส่าวฉิงยื่นมือเพื่อส่งเส้นผมเส้นนั้นให้ อีกทั้งมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังคาดหวังผลลัพธ์แบบไหนกันแน่เช่นกัน
“อ้อ… อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้ล่ะ”
“ครับ คุณวางใจได้เลย”
หลีเซี่ยนพยักหน้าตอบรับและเก็บเส้นผมให้เรียบร้อย ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องทำงานในทันที ส่วนฉีส่าวฉิงก็จ้องมองแก้วกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะกลางห้องอย่างนิ่งงัน
“ลู่จั่นเหยียน… ช่วยบอกฉันทีสิ ว่าฉันควรจะคาดหวังผลลัพธ์แบบไหนกันแน่?”
เมื่อหลีเซี่ยนออกมาจากตึกของบริษัทฉี เขาก็ขึ้นรถแล้วขับมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล โดยมีรถแท็กซี่คันหนึ่งตามหลังมาติด ๆ และคอยรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้หรือไกลจนเกินไป
“คุณคนขับ ช่วยตามรถคันนั้นไปด้วยนะคะ”
เซี่ยงหว่านเอ่ยออกมาขณะที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลังของรถแท็กซี่
แม้ว่าใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังแตกสลาย
เพราะเธอหวังมาตลอดว่าฉีส่าวฉิงจะไม่ไปตรวจดีเอ็นเอ เขาจะต้องเชื่อใจและเชื่อในตัวเธอเสมอ
แต่กลับไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าตรวจขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อเห็นรถของหลีเซี่ยนจอดลงในลานจอดรถของโรงพยาบาล เซี่ยงหว่านจึงรีบหยิบแบงก์ร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าสตางค์และยื่นให้แก่คนขับทันที
“ขอบคุณที่เหนื่อยนะคะ ไม่ต้องทอนแล้ว”
“ขอบคุณมากครับคุณนาย”
คนขับรถแท็กซี่รีบขอบคุณทันทีที่ได้เงิน
‘วิ่งแค่รอบเดียว แต่คุ้มซะเหลือเกิน!’
ขณะเดียวกันหลีเซี่ยนที่กำลังล็อกรถก็เหลียวไปมองด้านหลังอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมา จากนั้นจึงเดินเข้าประตูหลักของโรงพยาบาล
ส่วนเซี่ยงหว่านก็ไม่ได้รีบตามไปในระยะประชิด เพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ แต่เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงได้เข้าไปท่ามกลางฝูงชน
…
ศูนย์ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอชั้นห้า
หลีเซี่ยนยื่นถุงพลาสติกใสที่ใส่ผมสั้นสองเส้นให้และพูดขึ้นอย่างระมัดระวังว่า
“คุณหมอหลิว คุณชายฉีขอให้ช่วยตรวจดีเอ็นเอของผมสองเส้นนี้ เพื่อดูว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจริงหรือไม่?”
คุณหมอหลิวก็รับถุงมาอย่างุนงง แต่เมื่อนึกถึงข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะรีบตรวจหาผลให้เร็วที่สุด และเมื่อผลออกมาจะรีบโทรหาคุณหลีทันทีครับ”
“ขอบคุณครับ แต่ว่า… เรื่องนี้ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะครับ”
“สบายใจได้เลยครับ”
คุณหมอหลิวเคยเป็นแพทย์ประจำแผนกศัลยกรรม แต่ประสบอุบัติเหตุทำให้มือได้รับบาดเจ็บ จึงย้ายมาที่ศูนย์ตรวจพิสูจน์
นอกจากนี้ยังเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของคุณชายฉี หลีเซี่ยนจึงพอวางใจได้ว่าเขาจะไม่ปริปากพูดเรื่องนี้กับใคร
เมื่อส่งหลีเซี่ยนออกไปเรียบร้อยแล้ว คุณหมอหลิวจึงใช้คีมคีบเส้นผมออกจากถุงเพื่อเตรียมสกัดเซลล์ดีเอ็นเอ แต่จู่ ๆ ประตูห้องกลับถูกเปิดจากด้านนอก
“คุณผู้หญิง กรุณารอเรียกคิวนะครับ”
“คุณหมอหลิว… จำฉันไม่ได้แล้วเหรอ?”
“ฉันเซี่ยงหว่านไงคะ ตอนที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัยเคยถูกรถชนจนบาดเจ็บ แล้วคุณก็เป็นคนเย็บแผลให้ฉัน คุณลืมไปแล้วเหรอ?”
เซี่ยงหว่านเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแสนอ่อนโยนและมีรอยยิ้มที่สวยงามจนคุณหมอหลิวชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพยายามครุ่นคิดอยู่นานว่าเคยเจอเธอที่ไหน และในที่สุดก็นึกออกทันที
“อ้อ ผมนึกออกแล้ว ตอนนั้นคุณชายฉีพาคุณมาใช่ไหมครับ?”
“ขอบคุณที่ยังจำกันได้นะคะ”
เซี่ยงหว่านมีความภูมิใจส่งออกผ่านมาทางแววตา ถ้าหาเป็นเรื่องการดึงดูดความสนใจของฉีส่าวฉิงแล้ว เธอไม่เคยเสียดายความพยายามเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยงหว่านเคยทำแม้กระทั่งขี่จักรยานชนรถของบ้านฉีส่าวฉิง และในที่สุดก็ได้เป็นแฟนของฉีส่าวฉิง
แต่หลังจากนั้นก็เป็นเพราะ ‘ผู้ชาย’ คนนั้นที่ทำให้เธอพลาดโอกาสเป็นภรรยาของตระกูลฉี และปล่อยให้ลู่จั่นเหยียนฉวยโอกาสไป
“ผมจำได้แล้วครับ ว่าแต่คุณมาหาผมมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
คุณหมอหลิวเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย แต่ไม่นานนักก็เข้าใจทุกอย่างได้ในทันที
ผู้หญิงคนนี้จะเคยอยู่กับส่าวฉิงเมื่อหลายปีก่อน และสิ่งที่หลีเซี่ยนเพิ่งจะเอามาให้เขาตรวจเมื่อครู่นั้น…
“คุณหมอหลิวคะ ฉันได้ยินมาว่าคุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อนจนได้รับบาดเจ็บที่มือ จึงย้ายจากแผนกศัลยกรรมมาที่นี่ใช่ไหม?”
“น่าเสียดายฝีมือของคุณจริง ๆ เลยนะคะ เพราะคุณน่าจะได้เป็นหัวหน้าแผนกได้อย่างรวดเร็ว แต่อนาคตที่ไร้ขีดจำกัดกลับเปลี่ยนทิศทางไปเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้น”
เซี่ยงหว่านแสดงท่าทีและเอ่ยออกมาอย่างสบายใจ แต่กลับใช้สายตาจ้องมองไปที่คุณหมอหลิวด้วยสายตาเสียดายแทน จนใบหน้าของคุณหมอก็แสดงความอึดอัดใจออกมา
แม้ว่าแผนกศัลยกรรมจะค่อนข้างเหนื่อย แต่ก็เป็นแผนกที่ได้เงินค่อนข้างดี
ส่วนศูนย์ตรวจสอบแห่งนี้สบายมากแต่นอกจากเงินเดือนอันน้อยนิดแล้วก็ไม่มีอะไรเลย หากพูดถึงการจะเลื่อนตำแหน่งในแผนกที่ไม่ตรงสายยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดังนั้นเส้นทางในการทำงานเพื่อเงินมหาศาลอาจจะถูกทำลายไป
“คุณเป็นหมอที่ฉลาดและมีความสามารถที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา แล้วก็เพราะแบบนี้ฉันถึงรู้สึกเสียดายไงคะ อืม.. ลูกชายของคุณตอนนี้น่าจะใกล้ถึงวัยแต่งงานแล้วใช่ไหม?”
“คุณกำลังหมายความว่ายังไง?”
เซี่ยงหว่านยิ้มพลางหยิบเส้นผมสองเส้นนั้นจากโต๊ะตรวจ และส่งรอยยิ้มอ่อนโยนจนน่าหลงใหลมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันอยากใช้บ้านหรูหนึ่งหลังแลกกับผลตรวจของเส้นผมสองเส้นนี้ค่ะ”
“งั้นแสดงว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของคุณชายฉีจริง ๆ สินะ?”
คุณหมอหลิวพูดออกมาอย่างเรียบเฉย แต่ภายในใจเขากลับรู้สึกตกใจเสียยิ่งกว่า
ฉีส่าวฉิงเป็นคนแบบไหนกัน? เซี่ยงหว่านถึงกล้าจะให้เขาเลี้ยงลูกของผู้ชายคนอื่น
“จะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือผลในรายงานของคุณแค่ไม่กี่ตัวอักษรก็แลกกับบ้านหรูหลังหนึ่งได้แล้ว…”
“ฉันคิดว่าสำหรับคุณแล้วนี่น่าจะเป็นการซื้อขายที่คุ้มค่ามาก ส่วนลูกชายและภรรยาของคุณก็คงจะดีใจสุด ๆ ไปเลย คุณว่าอย่างนั้นไหมล่ะคะ?”