เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศอันแสนสงบแสงอาทิตย์อ่อนๆ ค่อยๆ สาดทอผ่านช่องว่างของม่านกระโจมเข้ามาเบื้องใน จ้าวหานเฟิง ค่อยๆขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆความทรงจำสุดท้ายอันเลือนรางคือสมรภูมิที่นองเืและความเหนื่อยล้าที่เกินขีดจำกัดทว่าในยามนี้เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวราวกับปุยเมฆเรี่ยวแรงที่เคยมีดูเหมือนจะถูกรีดเค้นออกไปจนหมดสิ้นอาจเพราะการดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง...หรืออาจเป็เพราะผลพวงจากเหตุการณ์เร่าร้อนลึกลับที่เขาเข้าใจว่าเป็เพียงความฝันเมื่อคืน
"ทหารหนุ่ม...เ้าตื่นแล้วหรือ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังขึ้นทำลายความเงียบผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือบุรุษวัยกลางคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำแม้เส้นผมจะเริ่มมีสีดอกเลาตามวัย 57ปี แต่สง่าราศีและกลิ่นอายแห่งอำนาจยังคงเข้มข้นดุจราชสีห์หนุ่มเขาคือ แม่ทัพเซียวหลงเหยียน ผู้เป็ตำนานนั่นเอง
"ท่านแม่ทัพ!"
จ้าวหานเฟิงอุทานด้วยความใที่ได้พบกับจอมทัพในดวงใจอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ด้วยสัญชาตญาณทหาร เขาฝืนสังขารพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อทำการคารวะตามธรรมเนียมทว่าทันทีที่เท้าััพื้นขาทั้งสองข้างกลับอ่อนแรงจนหน้ามืดคล้ายโลกกำลังหมุนคว้างร่างของเขาซวนเซกำลังจะล้มลง
พริบตานั้นเซียวหลงเหยียนขยับกายทะยานเข้าประคองร่างของนายกองหนุ่มไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทันท่วงทีกลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันโชยเข้ากระทบนาสิกของจ้าวหานเฟิงอีกครั้ง...เป็กลิ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจนหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ
"ระวังหน่อยสิ...เ้าเพิ่งฟื้นไข้ อย่าได้ฝืนตนเองนักเลย"
จอมทัพเอ่ยพลางสบตากับนายกองหนุ่มนิ่งนานแววตาที่เคยแข็งกร้าวยามคุมทัพบัดนี้กลับวาววับด้วยความหมายที่ยากจะอ่านออกเขาค่อยๆ คลายอ้อมกอดและปล่อยร่างของจ้าวหานเฟิงออกอย่างช้าๆก่อนจะเชิญให้นายกองหนุ่มนั่งลงเพื่อร่วมจิบชาด้วยกัน
"ท่านแม่ทัพ...ตัวข้านั้นเข้ามาอยู่ภายในกระโจมพักของท่านได้อย่างไรกัน" จ้าวหานเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนเกรงใจสายตาที่ยังคงมีความอ่อนล้าฉายชัดจับจ้องไปที่บุรุษสูงวัยกว่า
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเพียงแค่ยกยิ้มบางเบาที่มุมปากแววตาคมลึกดูสงบนิ่งดุจหุบเหวที่ยากจะหยั่งถึงก่อนเอ่ยตอบ "ข้าเพียงแค่รู้สึกผิดที่ทำให้เ้าต้องมาเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้อีกทั้งความกล้าหาญที่เ้าแสดงออกมาในสมรภูมิหุบเขาอับโชคนั้น...ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก"
จ้าวหานเฟิงจ้องมองจอมทัพด้วยความซาบซึ้งใจจนเปี่ยมล้นเขาคิดไม่ถึงเลยว่าวีรบุรุษที่เป็ดั่งเสาหลักของบ้านเมืองจะลดตัวลงมาใส่ใจนายกองระดับล่างเช่นเขาถึงเพียงนี้ในใจนึกไปถึงใบหน้าของไป๋เหม่ยหลานและทายาทในครรภ์ที่เกือบจะไม่ได้พบหน้ากันอีกแล้ว "ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา...ตัวข้าผู้ต่ำต้อยมิรู้เลยว่าจะหาทางตอบแทนบุญคุณท่านได้อย่างไร"
"เ้ามิต้องคิดถึงเื่การตอบแทนใดๆทั้งสิ้น" เซียวหลงเหยียนเอ่ยตัดบทพลางรินน้ำชาด้วยท่าทีสุขุม "เ้าเป็คนของข้า ข้าดูแลเ้าก็ถือว่าเป็เื่ที่ถูกต้องสมควรแล้ว"
แม้ถ้อยคำที่กล่าวออกมาจะดูเปี่ยมด้วยคุณธรรมและความโอบอ้อมอารีเพียงใดทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ใจดีนั้นมีเพียงจอมทัพผู้นี้ที่รู้ดีที่สุด... ว่าของตอบแทนที่เขากระหายนั้น เขาได้เก็บเกี่ยวมาจนครบถ้วนแล้วในค่ำคืนที่ผ่านมาทั้งรสััอันแกร่งกร้าวและหยาดธารสีขาวขุ่นที่ถูกรีดเร้นออกมา
"ตลอดทั้งคืน...ข้าได้ยินเ้าละเมอถึงชื่อสตรีนางหนึ่ง ไม่ทราบว่านางเป็ใครกันหรือ?"ท่านแม่ทัพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับผู้ใหญ่ที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใย
"นางคือไป๋เหม่ยหลานสตรีคู่ชีวิตของข้าขอรับ... บัดนี้นางกำลังตั้งครรภ์ทายาทของเราอยู่" จ้าวหานเฟิงตอบด้วยแววตาที่เป็ประกายอ่อนละมุนเมื่อเอ่ยถึงหญิงคนรัก
ท่านแม่ทัพพยักหน้าช้าๆรับฟังด้วยท่าทีเข้าใจในเหตุและผล"การที่เ้าตอบรับคำเชิญของข้ายอมละทิ้งลูกและเมียมาสู่สมรภูมิที่อันตรายเช่นนี้เห็นทีเ้าคงจะทำทุกอย่างเพื่อพวกนางสินะ"
จ้าวหานเฟิงมิได้คิดที่จะปิดบังความจริงใจที่มี "ขอรับ... เป็ดังที่ท่านว่าข้า้าสร้างเกียรติยศเพื่อให้นางและลูกได้ภาคภูมิใจที่มีข้าเป็หัวหน้าครอบครัว"
"สมกับเป็ชายชาตรีที่ยินดีเสียสละเพื่อคนที่รักยิ่ง..."แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเอ่ยชมพลางเลื่อนมือขึ้นวางบนบ่าแกร่งก่อนจะทำทีเป็เอ็นดูด้วยการลูบไล้ผ่านแผงอกที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้ออย่างแเี"หากเ้าสร้างผลงานได้โดดเด่นในศึกนี้ข้าสัญญาว่าข้าจะเป็ผู้สนับสนุนเ้าให้ก้าวสู่จุดสูงสุดเอง"
ในขณะที่จ้าวหานเฟิงมัวแต่ซาบซึ้งในคำมั่นสัญญามือหนาของจอมทัพกลับค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาวางที่ท่อนขาแข็งแรงััที่เนียนละเอียดเริ่มเปลี่ยนเป็การลูบไล้ไปมาอย่างจงใจกลิ่นอายแห่งความเมตตาเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งการคุกคามที่แสนเย้ายวนและอันตราย ซึ่งนายกองหนุ่มผู้ใสซื่อกลับยังแยกไม่ออกระหว่างความเอ็นดูและความปรารถนา ที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งภายในกระโจมหลังนี้
ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไปท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมูเาที่พัดพาสลับกับเสียงกระพือของผืนผ้าใบจ้าวหานเฟิงกลับได้ยินเสียงบางอย่างที่แทรกซึมมากับอากาศเป็เสียงกระเส่าพร่าระคนเสียงเนื้อกระทบกันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "อื๊อ... อื๊อ...อ๊า..." เสียงร้องที่ดูเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ระทมทว่าซ่อนความหฤหรรษ์ไว้ทำให้เขาต้องหยุดชะงักและพยายามตั้งใจฟังจนแน่ใจ
"ท่านแม่ทัพ...นี่มันคือเสียงอันใดกันหรือขอรับ เหตุใดมันจึงฟังดูน่าประหลาดนัก" นายกองหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสับสน
เซียวหลงเหยียนหาได้ตอบคำถามในทันทีเขาเพียงกระตุกยิ้มลึกที่มุมปากก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกุมมือนายกองหนุ่มไว้อย่างถือวิสาสะ "มาเถิด...ข้าจะพาเ้าไปยลแดนสนธยาของเหล่าบุรุษผู้เสียสละผู้ที่มิได้กลับบ้านมาเนิ่นนานเพื่อพิทักษ์แผ่นดินให้ราษฎรได้หลับฝันดีข้าจะแสดงให้เห็นว่าบัดนี้ พวกเขาปลดปล่อยความอัดอั้นเยี่ยงไร"
ทันทีที่ม่านกระโจมถูกตลบเปิดออกจ้าวหานเฟิงถึงกับผงะถอยหลังดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทหารนับสิบคู่กำลังพัวพันรัดรึงกันเองอย่างเร่าร้อนและหิวกระหายบ้างซบหน้าลงกับแผงอก บ้างบดเบียดนัวเนียกันโดยไม่อายดินฟ้า ราวกับว่าค่ายทหารแห่งนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็แดนกามารมณ์ที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ศีลธรรม และความเอียงอายใดๆ
"ท่านแม่ทัพ! นี่มัน...เื่วิปริตอันใดกัน!" จ้าวหานเฟิงละล่ำละลักถามด้วยความใถึงขีดสุด
ในวินาทีนันเหล่าทหารที่กำลังตกอยู่ในห้วงตัณหาต่างพร้อมใจกันปรายสายตามายังนายกองหนุ่มผู้มาใหม่แววตาของพวกเขาหาได้มีความละอายไม่ แต่มันกลับวาววับด้วยความกระหายราวกับ้าจะฉุดกระชากเพชรเม็ดงามก้อนนี้ลงไปเกลือกกลั้วในวังวนแห่งกามด้วยกัน
"นี่คือสัจธรรมของาที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราพิชัยยุทธ์..."เซียวหลงเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบทว่ากดดัน "เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายทุกลมหายใจและห่างเหินจากไออุ่นของสตรีอันเป็ที่รักมาแรมปีจิตใจที่บอบช้ำจึงต้องหาที่พึ่งพิงพวกเขาเพียงใช้เรือนร่างของบุรุษด้วยกันเป็เครื่องบรรเทาความคิดถึงที่มิอาจส่งไปถึงบ้านได้"
จอมทัพขยับกายเข้ามาชิดเื้ัของจ้าวหานเฟิงกลิ่นอายคุกคามอันเยือกเย็นแผ่ซ่านจนนายกองหนุ่มขนลุกซัน "แล้วเ้าเล่า จ้าวหานเฟิง... ในสมรภูมิที่ยาวไกลและหนาวเหน็บเช่นนี้เ้าจะทนรักษาความบริสุทธิ์ใจไว้ได้นานสักเพียงใดหากมิได้ใครสักคนช่วยผ่อนคลายความอัดอั้นที่แบกไว้ในอก?"
จ้าวหานเฟิงเคยหลงเชื่อมาตลอดว่าสมรภูมิคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่าวีรบุรุษผู้เสียสละทว่าความจริงที่แผ่หลาอยู่ตรงหน้ากลับตอกย้ำสัจธรรมอันโหดร้ายว่าในสภาวะที่ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายและกฎเกณฑ์ของศีลธรรมเริ่มเลือนรางามิได้สร้างเพียงแค่นักรบ แต่มันยังเป็ฉากบังหน้า อันสมบูรณ์แบบที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบและด้านมืดที่เร้นลึกออกมาได้อย่างไร้ความผิด