บทที่ 4 การเดิมพัน
สวีเจียวเจียวไม่เพียงแค่ประหลาดใจ แต่ยังรู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง
ความรู้สึกนี้ราวกับว่านางกำลังฝันไป
นางเห็นกับตาตัวเองอย่างชัดเจนว่าไอ้ไร้ค่าผู้นี้ตกลงมาจากที่สูง แล้วไฉนถึงยังไม่ตายเล่า?
ชายชุดฟ้าก็มีสีหน้าประหลาดใจ เขาถามว่า “เหล่าสวี่ เ้าก็เคยไปหมู่บ้านสิบลี้เช่นกันรึ”
สวี่ซานอินไม่ตอบ เขามองดูซูฝานและสวีเจียวเจียว ท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง
สวีเจียวเจียวสงบสติอารมณ์ลง แล้วกล่าวอย่างเย่อหยิ่งว่า “ถึงแม้เ้าจะได้เข้าสำนักเมฆาเคลื่อน แต่ก็เป็เพียงศิษย์รับใช้ จะเทียบกับข้าที่เป็ศิษย์สายตรงได้อย่างไร?”
ซูฝานแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน แล้วกล่าวเรียบ ๆ ว่า “ศิษย์สายตรงมันวิเศษนักหรือ? ถ้ามีฝีมือก็อย่าให้ใครมาช่วย ดูสิว่าข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!”
“เ้า...”
สวีเจียวเจียวโกรธจนตัวสั่น
ปราณสายหนึ่งพลุ่งพล่านออกมาจากร่างของซูฝาน
“ข้าได้เปิดประตูสู่การบ่มเพาะแล้ว ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้น การสังหารเ้านั้นง่ายดายราวกับบีบมดตายตัวหนึ่ง”
แม้สวีเจียวเจียวจะมีร่างิญญาอัคคี แต่ยังมิได้เปิดใช้ ดังนั้นยามนี้นางก็เป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าซูฝานได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนแล้ว
ดังนั้นหากไม่มีชายชุดฟ้า เขาก็สามารถจัดการหญิงต่ำช้าผู้นี้ได้ตามใจชอบ
สวีเจียวเจียวกำมือแน่น ดวงตาลุกโชนด้วยความโกรธ นางกล่าวว่า “รอให้ข้าปลุกร่างิญญาอัคคี ข้าหวังว่าเ้าคนรับใช้ไร้ค่าผู้นี้ จะยังคงหยิ่งผยองเช่นนี้ได้อยู่”
“แน่นอนว่าข้าจะมิได้หยิ่งผยองเช่นนี้...” ซูฝานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สวีเจียวเจียวเพิ่งแสดงสีหน้าเย่อหยิ่งออกมาเล็กน้อย ซูฝานก็กล่าวต่อว่า “เพราะว่า… ข้าจะหยิ่งผยองยิ่งกว่านี้อีก!”
เตาหลอมราชันมารคือทุนรองรับความหยิ่งผยองของซูฝาน
“ดี ๆ ๆ!” สวีเจียวเจียวสีหน้าแข็งค้าง เอ่ยคำว่า ‘ดี’ ติดต่อกันสามครั้ง เห็นได้ชัดว่านางโกรธถึงขีดสุดแล้ว
“ฮ่า ๆ มีความมุ่งมั่นเช่นนี้ ข้าชอบ เหล่าเซวีย ร่างิญญาไร้ค่าที่เ้าเห็นในตอนนี้ อาจจะทำให้เ้าต้องตกตะลึงในวันข้างหน้าก็เป็ได้” สวี่ซานอินหัวเราะลั่น
แม้ว่าคำพูดนี้ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อ แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก
“ช่างมั่นใจเสียจริง...” บุรุษในชุดฟ้าเปล่งแสงวาบในดวงตา ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เหล่าสวี่ กล้าเดิมพันกับข้าสักตั้งหรือไม่”
“เดิมพันอย่างไร”
สวี่ซานอินชะงักไปครู่หนึ่ง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาระแวงสงสัย
ชายชุดฟ้าเอ่ยว่า “อีกครึ่งเดือน ให้ซูฝานและสวีเจียวเจียวไปที่สนามประลอง มาประลองกันอย่างยุติธรรม สิ่งเดิมพันก็คือสมบัติล้ำค่าในมือของเ้านั่นแหละ”
ร่างของสวี่ซานอินแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ซูฝานกลอกตาไปมา แล้วกล่าวยุยงว่า “ผู้าุโสวี่อย่ากลัวไปเลย เดิมพันกับเขาเถิด”
“หุบปากเสีย” สวี่ซานอินจ้องเขาด้วยสายตาดุดัน
เมื่อสวีเจียวเจียวปลุกร่างิญญาอัคคี พร์ในการบำเพ็ญเซียนและความเร็วในการฝึกฝนของนางจะเหนือกว่าซูฝานผู้มีร่างิญญาไร้ค่านี้อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็สถานการณ์ที่ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
‘ข้าไม่น่ากล่าวเช่นนั้นกับเซวียฉางซานเพียงเพราะความสะใจชั่วขณะเลย’
“ไม่กล้าหรือ?”
ชายชุดฟ้าหัวเราะเยาะอย่างขบขัน
ใบหน้าของสวี่ซานอินดูดำมืดอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางเปี่ยมด้วยความมั่นใจของซูฝาน เขาแทบอยากจะตบหน้าเ้าหนุ่มน้อยนั่นสักฉาด
“หากไม่กล้า ก็อย่าได้คุยโวโอ้อวด”
“แค่ร่างิญญาไร้ค่า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเ้าจะสามารถท้าทาย์ได้จริง?”
ชายชุดฟ้าหัวเราะอย่างดูแคลน ก่อนจะควบขี่วิหคเพลิงไฟบินจากไปอย่างสง่างาม
“พนันก็พนันสิ!” ซูฝานเอ่ยปากขึ้นอย่างฉับพลัน กล่าวต่อว่า “แต่เ้าก็ต้องมีของเดิมพันเช่นกัน”
“ซูฝาน!”
สวี่ซานอินโกรธจัด
‘ไอ้เด็กบ้า ใครให้เ้าตัดสินใจเองเช่นนี้ เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเ้าเสีย?’
“ผู้าุโ ท่านต้องเชื่อใจข้า”
ซูฝานรู้สึกหมดหนทาง ‘ระหว่างคนกับคน ไม่สามารถมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันบ้างเลยหรือ?’
เส้นเืที่ขมับของสวี่ซานอินปูดโปน เขาเตรียมพร้อมจะซัดคน ทว่าบัดนั้น เสียงของชายชุดฟ้าพลันดังขึ้น
“ได้ เดิมพันของข้าก็คือ โอสถหวงหลง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ั์ตาของสวี่ซานอินก็เผยแววละโมบ
“ได้” ซูฝานตัดสินใจเองอีกครั้งโดยพลการ แล้วหันไปมองสู่สวีเจียวเจียว
“พวกเราควรมีการเดิมพันระหว่างกันด้วยจึงจะสนุก หากเ้าชนะ ข้าจะยอมให้เ้าจัดการตามใจ แต่หากบังเอิญข้าชนะเ้า เ้าต้องวิ่งเปลือยกายรอบสำนักสามรอบ”
‘ต้องให้หญิงต่ำช้าผู้นี้วิ่งเปลือยกาย มิเช่นนั้นข้าจะไม่พอใจ’
“ตามที่เ้าปรารถนา”
สวีเจียวเจียวยิ้มเยาะเย้ย “เหล่าสวี่ เช่นนั้นพวกเราก็ตกลงกันแล้ว อีกครึ่งเดือนข้างหน้า พบกันที่สนามประลอง”
ชายชุดฟ้าหัวเราะเบา ๆ วิหคเพลิงกระพือปีก แล้วจากไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
“ไอ้เด็กเวร ข้าอยากบีบคอเ้าให้ตายจริง ๆ!” สวี่ซานอินคว้าคอของซูฝานไว้อย่างรวดเร็ว แขวนเขาไว้กลางเวหาราวกับลูกไก่ตัวน้อย ดวงตาอันดุร้ายของเขาดูราวกับจะกลืนกินซูฝานทั้งเป็
“ผู้าุโ หากท่านบีบคอข้าจนตาย นั่นเท่ากับท่านยอมแพ้... ท่านจะยอมมอบสมบัติล้ำค่าของท่านให้เขาด้วยมือของท่านเองหรือ?” ซูฝานพยายามดิ้นรนสุดกำลัง
สวี่ซานอินจ้องมองซูฝานชั่วครู่ เห็นว่าซูฝานกำลังจะขาดใจตาย ในที่สุดก็ปล่อยมือ
ซูฝานทิ้งตัวลงบนหลังวิหค หายใจหอบแรง
‘โชคดีที่เขาสามารถจับจุดอ่อนมารร้ายตนนี้ได้ มิเช่นนั้นคงเป็อันตรายมากกว่าโชคดี’
ชั่วครู่ผ่านไป
ณ ยอดเขาที่สิบ
ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง สวี่ซานอินนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน จ้องมองซูฝานที่ยืนอยู่ด้านล่าง แล้วกล่าวว่า “เล่ามาสิ เ้ากับสวีเจียวเจียวมีความแค้นอะไรกัน?”
ซูฝานเล่าสถานการณ์อย่างคร่าว ๆ
สวี่ซานอินเข้าใจทันที กล่าวว่า “ไม่คิดว่าอายุยังน้อย แต่จิตใจกลับโหดร้ายถึงเพียงนี้ เ้ารอดชีวิตมาได้อย่างไร?”
“ด้านล่างมีทะเลสาบอยู่พอดี โชคดีที่รอดชีวิตมาได้” ซูฝานคิดคำกล่าวอ้างไว้ล่วงหน้าแล้ว
“เช่นนั้นเ้าก็โชคดีจริง ๆ ดังนั้น เ้าถูกเซวียฉางซานทอดทิ้งใช่หรือไม่? และตอนนี้ ข้าก็เท่ากับเก็บขยะที่เซวียฉางซานไม่้ากลับมาอย่างนั้นหรือ?”
“นั่นเป็เพราะเซวียฉางซานมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักของล้ำค่า” ซูฝานหัวเราะคิกคัก
“เ้าคือสมบัติล้ำค่างั้นรึ?”
สวี่ซานอินทั้งโมโหทั้งอยากหัวเราะ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเ้าหนุ่มน้อยผู้นี้มีความมั่นใจมาจากที่ใด
ซูฝานยิ้มแหยอย่างเก้อเขิน แล้วสาบานอีกครั้งด้วยความมั่นใจ “ผู้าุโวางใจได้ ศิษย์ต้องชนะแน่นอน!”
“เ้าควรจะชนะให้ได้ ไม่เช่นนั้น ข้าจะทำให้เ้าได้ลิ้มรสชาติของความทรมานที่ยิ่งกว่าความตาย”
สีหน้าของสวี่ซานอินบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มอำมหิต ดวงตาที่เปล่งประกายสีเืของเขาช่างน่าขนลุกสุดขีด มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบขวดสีดำขนาดเล็กออกมา