“ไอ้กาย… ทำอะไรวะ” เสียงทีปกรตะโกนเข้ามาขัดจังหวะจนทั้งสองสะดุ้ง และรีบผละตัวออกจากกันทันทีด้วยความตกใจ
“ทำอะไร ไม่เห็นจะทำอะไรเลย” เกียกกายรีบปฏิเสธทันที และกระโดดกลับขึ้นเตียงผู้ป่วยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนธาริณีนั้นได้แต่หันหน้าไปทางอื่นด้วยความอายที่น้องชายเข้ามาเห็น
“ฉันเห็นนะว่าแกทำอะไรพี่ธา” ทีปกรมองไปยังเพื่อนรักและพี่สาวของตนสลับกันไปมาอย่างไม่เชื่อสายตาด้วยความตกใจ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพี่สาวของตนจะทำอะไรแบบนี้กับเกียกกายได้
“สิ่งที่นายเห็นมันเป็นแค่ภาพลวงตา” คำพูดกวน ๆ สไตล์เกียกกายพร้อมท่าทางยักคิ้วหลิ่วตา ดูแล้วไม่มีความสำนึกยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกหมั่นไส้เป็นอย่างมาก
“ลวงตากับผีอะดิ”
“อย่าพูดถึงผีดิวะ จิตใจอ่อนไหวเลยนะครับเนี่ย” เกียกกายใช้มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกทาบไปยังอกของตนเพื่อแสดงถึงอาการขวัญเสียแบบจอมปลอม ธาริณีได้แต่ฟังเพื่อนรักทั้งสองปะทะคารมกัน
“ยังจะมาเล่นอีก ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่านายลวนลามพี่ฉัน มันน่าโดนสักทีไหมเนี่ย” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมทั้งเดินเข้าไปทำท่าจะดีดหูเพื่อนรัก เกียกกายรู้ทันจึงเอียงคอหลบและรีบพูดออกมาเร็ว ๆ
“ไม่ได้ลวนลามสักหน่อย เขาเรียกว่าการสมยอมต่างหาก แล้วมันผิดตรงไหนที่แฟนเขาจะคิสกัน” เกียกกายเหลือบตามองทีปกรที่ตอนนี้กำลังหยุดชะงัก
“ฮะ!! อะไรนะ แฟนเหรอ ไปเป็นแฟนกันตอนไหน เรื่องจริงเหรอพี่ธา” น้องชายหันหน้ามาถามพี่สาว เพราะไม่อยากเชื่อว่าเรื่องที่ได้ยินนั้นจะเป็นเรื่องจริง
“อือ…เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว” การสารภาพความจริงออกมาทำให้ธาริณีรู้สึกอายจนหน้าแดง ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาผู้เป็นน้องชาย ความรู้สึกเหมือนเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับได้ว่ากำลังมีแฟนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม
“เห็นไหมฉันบอกแล้ว เย่ ๆ” เกียกกายก้มลุกไปหอมแก้มธาริณีอีกฟอดใหญ่ พร้อมทั้งอุ้มร่างบางนั้นจนตัวลอย ความดีใจจนกลั้นไม่อยู่นี้ทำให้ลืมไปเลยว่าแขนอีกข้างของตนยังเข้าเฝือก
“ให้มันน้อย ๆ หน่อย เกรงใจฉันบ้าง” ทีปกรพยายามแยกทั้งสองให้ห่างออกจากกัน จนเกียกกายต้องวางธาริณีลงและเปลี่ยนไปกอดคอผู้ที่เข้ามาขัดขวางแทน
“ได้ครับน้องเขย พวกเรากลับบ้านกันดีกว่าครับ” ทีปกรหันมาถามด้วยความงงอีกครั้ง
“เดี๋ยวนะบ้านใคร”
“เอ่อ… พี่ว่าจะให้กายมานอนบ้านเราสักพักจนกว่าแขนจะหาย ไหนจะเรื่องรถที่ต้องซ่อมไม่รู้จะได้เมื่อไร กายอยู่บ้านคนเดียวคงจะทำอะไรลำบากแย่ ไหนจะต้องเดินทางมาหาหมออีก พี่ว่าอยู่ใกล้พี่น่าจะดีกว่า” เกียกกายพยักหน้าสนับสนุนในคำพูดของธาริณีที่ตอนนี้ได้เลื่อนสถานะเป็นคนรักกันแล้ว
“ชักเอาใหญ่แล้วนะพี่ธา”
“แต่พี่บอกแม่แล้วนะ แม่ก็เห็นด้วย ทีพากายกลับบ้านไปก่อนเถอะพี่ยังไม่เลิกงาน”
“อ้าวพี่ ให้ผมรอก่อนก็ได้นะครับ” แววตาออดอ้อนปรากฏบนใบหน้าของเกียกกาย ถ้าใส่หูใส่หางให้ก็คือลูกหมาดี ๆ นี่เอง
“อย่าดื้อดิกลับไปรอที่บ้านนะ เดี๋ยวมืด ๆ พี่ก็กลับ” ธาริณีลูบไปยังหัวของเกียกกาย แววตาบ่งบอกถึงความรักความห่วงใยที่มีให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างเปี่ยมล้น
“ครับพี่”
ภาพบาดตาเบื้องหน้าทำให้ทีปกรถึงกับมองบน ด้วยความหมั่นไส้ในการกระทำของพี่สาวที่มีต่อเพื่อนรักของตน บทจะไม่ชอบก็แสดงออกว่าเกลียดอย่างเห็นได้ชัด บทจะรักขึ้นมาก็แสดงความหวานออกมาจนเลี่ยน
“พอกันได้รึยัง เหม็นความรักจะตายอยู่แล้วเนี่ย”
“เจ้าจะอิจฉาพวกนั้นไปไย ในเมื่อเจ้าก็มีข้าอยู่ข้างกายแล้วทั้งคน” เสียงพูดที่คุ้นเคยดังก้องผ่านหูทั้งสองข้าง ทีปกรมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่หันไปหาเสียงนั้นแต่อย่างใด กลับยืนนิ่งดั่งต้องมนตร์สะกด
เจ้าของเสียงแสดงตัวออกมายื่นอยู่ตรงหน้าเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ พร้อมประทับริมฝีปากลงบนแก้มของทีปกรด้วยความอ่อนโยน ใบหน้าจรดใบหูผู้ที่ถูกสัมผัสแดงขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยความเขินอาย อาการใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะผสมกับความรู้สึกหวิว ๆ ในท้องกลับมาอีกครั้ง
“คุณหายไปไหนมา ผมคิดถึงคุณมากเลยรู้บ้างไหม” ทีปกรสวมกอดชายร่างใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าจนแน่น ความรู้สึกโหยหาความอบอุ่นได้ส่งผ่านไปยังร่างนั้นทันที