
ว้าย! หน้าตาก็ดี แต่งตัวก็ดี แต่ดันเป็พวกเกย์ไปซะนี่!
วาตีคว้าถุงสินค้าทั้งหอบได้ก็ก้าวพรวดออกจากร้านกาแฟแห่งนั้นเดินขาแทบขวิดพันกัน...นึกถึงภาพที่ผู้ชายสองคนนั่งคุยกันอย่างกระหนุงกระหนิงมีการโอบไหล่อย่างสนิทสนม แถมยังหยอกล้อด้วยท่าทีน่ารักน่าเอ็นดูทั้งดึงหมวกดึงแว่นตาออกมายั่วแหย่กัน แถมยังมีการจับมือถือแขน จูจุ๊บส่งสายตาอาลัยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด
หล่อนนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ชายสมัยนี้ประเภทที่แมนเต็มร้อยมันจะหายากลดน้อยถอยลงทุกวัน...แถมความก้าวไกลในเทคโนโลยีก็ดี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็ดี ทำให้ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันกล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น
บางทีหล่อนก็รู้สึกเฉยๆนะ...แต่พอนึกแล้วก็อยากร้องยี้ออกมาที่สุดก็ตอนที่เห็นผู้ชาย ‘เวอร์ชั่นใหม่’สองคนนั้นกล้าที่จะแสดงออกต่อกันในที่มีคนหมู่มากล้อมรอบ โดยไม่นึกอายผีสาง
ว่าแต่จะมีผีมีสางได้ยังไงนะ...มันในห้างชัดๆ
จะที่ไหนก็ช่างเถอะแต่หล่อนก็เห็นว่าการแสดงออกในความรักที่ผู้ชายมีต่อผู้ชายมันเป็เื่ขัดหูขัดตาหล่อนอย่างมากทีเดียว
เมื่อเดินจ้ำอ้าวมาจนถึงเลยประตูทางออกของห้างฯจึงมองหาตัวเลขที่ระบุชั้นเอาไว้ตรงเสา ก็ร้องเสียงหลง เพราะดันเดินมาผิดชั้น...เลยต้องเสียเวลาเดินลงบันไดเวียนไปข้างล่างอีกชั้นพอเห็นรถของตัวเอง ก็ตรงรี่เข้าไปเปิดกระโปรงหลังรถวางถุงสินค้าที่ซื้อมากองรวมกัน แต่จู่ๆกลับนึกถึงกระเป๋าใบจิ๋วสุดชิครุ่น ริคกี้ครอส บอดี สีดำดีไซน์กะทัดรัด ช่างเหมาะสำหรับแฟชั่นนิสต้าตัวจริง จึงคิดจะหยิบมันขึ้นมาสำรวจเพราะความบ้าเห่อของใหม่
ทว่ากรีดนิ้วค้นลวกๆกลับไม่เห็นถุงสินค้ายี่ห้อนั้น หล่อนจึงร้อนใจแหวกดูทีละถุงจนแน่ชัดว่าถุงที่ใส่กระเป๋าสนนราคาห้าหมื่นบาทนั้นหายไป
หาย...ตายแล้ว...หายไปไหนฉันต้องลืมเอาไว้ที่ร้านกาแฟนั่นแน่ๆ
หล่อนไม่รีรอปิดกระโปรงหลังรถเสียงดัง หมายจะย้อนกลับไปยังร้านกาแฟอีกครั้งแต่ทันทีที่กระโปรงหลังรถปิดสนิท เมื่อหมุนตัวไปกำลังจะก้าวขาก็เห็นใครบางคนที่หล่อนคิดว่าไม่รู้จักกำลังยิ้มบนมุมปากเล็กน้อย ทำท่าเหมือนจะยืนขวางทาง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่หล่อนจะมาสนใจผู้ชายตรงหน้า...หล่อนกำลังนึกถึงแต่กระเป๋าใบนั้นเพราะขืนชักช้าป่านนี้คงมีใครหยิบมันไปแล้ว
หล่อนจึงเดินเลี่ยงซ้ายแต่เขาก็ขยับตัวมาทางซ้าย พอหล่อนเบี่ยงกลับจะก้าวไปทางขวาเขาก็ขยับตัวมาทางเดียวกันอีก ก็เลยยิ่งทวีความหงุดหงิดปนรำคาญใจขึ้นมา
“ช่วยหลีกทางหน่อยค่ะ ฉันกำลังรีบ”
หล่อนเอ่ยจริงจังด้วยน้ำเสียงเข้มปนเครียดแต่เขากลับยืนขวางลำทำเหมือนคนหูหนวก หล่อนจึงต้องพูดซ้ำ “คุณยืนเฉยๆนะคะ ฉันจะเป็ฝ่ายก้าวไปทางนั้นเอง”
หล่อนทำมือทำไม้ประกอบให้เขารู้ว่าจะก้าวขาไปทางไหนแต่เขาก็กวนประสาทหล่อน ขยับตัวมาขวางทาง ทำให้หล่อนหมดความอดทน เท้าสะเอวถอดแว่นกันแดดสีดำกรอบขาวออกเพื่อให้เขามองเห็นดวงตาสองข้างของหล่อนที่กำลังขึงตามองอย่างฉุนเฉียวและไม่พอใจเป็ที่สุด
“คุณนี่ประสาทหรือเปล่า มายืนขวางทางฉันอยู่ได้ฉันบอกว่ากำลังรีบ ไม่ได้ยินหรือไง”
พอเขาไม่โต้ตอบหล่อนก็เลยก้าวไปโดยไม่คิดจะหลบ แกล้งกระแทกชนไหล่เขาอย่างจังแต่อนิจจา...หล่อนลืมไปว่าตัวเองเป็เพียงผู้หญิงร่างแบบบางแถมยังนุ่งกระโปรงสั้นเต่อ ชนเข้ากับร่างสูงโปร่งของฝ่ายนั้นก็เลยทำให้หล่อนเซจนเกือบถลาเป็นกปีกหักร่วงกับพื้น
แต่ยังไม่ทันล้ม...เหมือนเทพบุตรมาโปรด
มืออันแข็งแรงเหมือนพระเอกนิยายที่หล่อนเขียนคว้าข้อมือน้อยๆเอาไว้แล้วรั้งร่างของหล่อนที่กำลังซวนเซจะล้มมิล้มแหล่ให้กลับขึ้นมายืนแต่เหมือนโลกมันจะพ่ายแพ้ต่อแรงดึงดูดหรือกระไรร่างของหล่อนจึงอ่อนยวบไปตกอยู่ในวงแขนเขาอย่างง่ายดาย
กำลังจะอ้าปากร้อง...มือเขาก็ตะปบเข้ามาปิดปากเสียอย่างนั้น!
นี่ถ้าเป็ฉากที่หล่อนเคยเขียนในนิยายจริงป่านนี้ดวงตาของนางเอกต้องส่องประกายวิบวับ หัวใจต้องเต้นตึกตักไม่เป็จังหวะอยากจะปล่อยตัวให้อ่อนเป็ขี้ผึ้งลนไฟในอ้อมกอดนี้นานๆ แต่นี่มันเป็เื่จริงและที่สำคัญ ผู้ชายคนนี้ก็คือคนเดียวกับที่หล่อนเห็นเขาอี๋อ๋อกับคู่รักเพศเดียวกันเมื่อครู่
ไม่เอาด้วยหรอก...หล่อนไม่พิศวาส
เกย์!!
//////////////////////////////////////////////////จบบทที่ 1