สองแม่ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม ยามที่เยวี่ยฉิงจ้าวหยอกล้อเธอจะเรียกลู่เฉียวตงว่า “พี่ตง”
ลู่เฉียวตงถึงกับขนลุก “แม่ครับอย่าจับคู่มั่วซั่วสิครับ ผมยอมรับว่ารู้สึกว่ายัยเด็กนั่นน่าสนใจอยู่บ้างแต่ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเลยสักนิด!”
ความรู้สึกนี้ก็แปลกประหลาดทั้งที่รู้สึกอยากรู้เรื่องของเธอมากแต่ก็แตกต่างจากความรู้สึกแบบชายหญิงอย่างสิ้นเชิง และตัวเขาเองก็ยังแยกแยะได้
แต่เยวี่ยฉิงจ้าวกลับแซวเขา“ความรู้สึกแบบนี้เริ่มต้นจากความรู้สึกว่าน่าสนใจทั้งนั้นแหละ พี่ตงตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นพี่ตงสนใจผู้หญิงคนไหนขนาดนี้มาก่อนเลยนะ!ปีนี้อายุก็ไม่น้อยแล้วด้วย ควรจะแต่งงานได้แล้ว”
ลู่เฉียวตง “…”
สิ่งที่เขารำคาญที่สุดก็คือการที่คนอื่นมาบ่นเรื่องนี้นี่เขากำลังยกหินทับเท้าตัวเองหรือเปล่านะ?
แต่ขอแค่แม่ของเขาไม่ต้องเศร้าหมองอีกต่อไปจะโดนล้อสักหน่อยก็ช่างเถอะ เขายอมทน
ดังนั้นในระหว่างการเดินทางที่เหลือสองแม่ลูกก็คุยกันแต่เรื่องของจิ่งเยี่ยนกุยลู่เฉียวตงเองก็ไม่ได้รู้จักจิ่งเยี่ยนกุยมากนัก นอกจากเรื่องที่เจอครั้งนั้นแล้วก็ได้แต่ฟังจากซูไป่ชิงมา
เมืองหยางเฉิงไม่มีสนามบินพวกเขาจึงต้องนั่งเครื่องบินไปที่ซาตูที่เป็นเมืองเอกของมณฑลเสียก่อนแล้วลู่เฉียวตงก็ไปขอรถจากหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อพาเยวี่ยฉิงจ้าวไปยังเมืองหยางเฉิง
สองแม่ลูกมาถึงเมืองหยางเฉิงในยามพลบค่ำพวกเขาตรงไปที่หน้าประตูของชิ่งอันถัง
ตอนนี้ซูไป่ชิงยังอยู่ที่บ้านใหม่ของจิ่งเยี่ยนกุยอยู่เลยและตอนนี้ที่บ้านยังไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์
พนักงานในชิ่งอันถังรู้เพียงว่าเจ้าของร้านไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ของจิ่งเยี่ยนกุยแต่ไม่รู้ว่าบ้านใหม่ของเธออยู่ที่ไหน ทำให้หาคนไม่เจอในทันทีจึงได้แต่ให้พวกเขานั่งพักผ่อนในห้องพักด้านหลังของชิ่งอันถังก่อนแล้วพวกเขาจะหาทางไปตามซูไป่ชิงให้
สุขภาพของเยวี่ยฉิงจ้าวไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิมทั้งยังต้องนั่งเครื่องบินและนั่งรถมา ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยเธอจึงนั่งพิงเก้าอี้พักผ่อน
การเดินทางของลู่เฉียวตงในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแผนการกะทันหันไม่ได้แจ้งให้ซูไป่ชิงทราบล่วงหน้า ดังนั้นตอนนี้ที่ซูไป่ชิงไม่อยู่เขาจึงเข้าใจได้
เมืองหยางเฉิงไม่ได้ใหญ่มากนักพนักงานของชิ่งอันถังจึงรู้ตำแหน่งคร่าวๆ ของบ้านใหม่ของจิ่งเยี่ยนกุยเมื่อไปหาตามบ้านก็เจอเข้าจริงๆ
พอซูไป่ชิงรู้ว่าลู่เฉียวตงมาก็ตัดสินใจกลับไปที่ชิ่งอันถังทันที
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าเธอเองก็ควรไปด้วยจึงขึ้นรถตามเขาไป
ทั้งสองคนส่งคุณปู่ซูกลับไปที่บ้านตระกูลซูก่อนจากนั้นก็รีบรุดไปยังชิ่งอันถัง
ตอนนี้มุมชายคาของชิ่งอันถังประดับด้วยโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่หลายดวงส่องสว่างมุมชายคาที่ดูเรียบง่ายให้ดูมีเสน่ห์และลึกลับขึ้นมา
คืนนี้แถวนี้เกิดไฟดับพอดีข้างในบ้านจุดตะเกียงน้ำมันและเทียน ผสมปนเปไปกับกลิ่นยาทำให้เวลาเหมือนย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ทั้งสลัว ลุ่มลึก และสง่างาม
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อก้าวเข้าไปในชิ่งอันถัง เธอกลับรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น และกำลังตั้งตารอใครบางคน
เธอตำหนิตัวเองในใจถึงแม้ลู่เฉียวตงจะเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของเธอ แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากที่จะเจอเขาเลย แล้วทำไมเธอต้องประหม่าและตื่นเต้นด้วย?
หลังจากปรับจิตใจเรียบร้อยแล้วเธอก็มาถึงห้องด้านหลังของชิ่งอันถังทางที่จะไปยังที่พักของชิ่งอันถังจะต้องผ่านลานเล็กๆ แห่งหนึ่งก่อน
ถึงแม้คุณปู่ซูจะด่าซูไป่ชิงว่าทำธุรกิจจนติดนิสัยพ่อค้าคนกลางแต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่มีรสนิยม ลานบ้านได้รับการจัดตกแต่งอย่างมีสไตล์มีดอกเบญจมาศที่เพิ่งบานอยู่บนขั้นบันไดใต้ชายคา
ในคืนที่มืดสนิทเช่นนี้กลิ่นหอมของดอกเบญจมาศผสมกับกลิ่นยาและโชยกระจายไปทั่วแม้แต่กาลเวลาก็ยังเจือปนไปด้วยกลิ่นอายความหนักแน่น
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นสตรีร่างบอบบางงดงามคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวปักลายดอกไลแลคยืนอยู่ริมหน้าต่างหน้าต่างเป็นงานแกะสลักโบราณที่วิจิตรบรรจง
ราตรีมืดมิด แสงเทียนถึงจะอบอุ่นแต่ก็ค่อนข้างสลัว เธอจึงมองไม่ออกถึงอายุของผู้หญิงคนนั้นแต่กลับรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นมีความอ่อนหวาน สง่างามและอ่อนโยนเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นก็งดงามราวกับสตรีในภาพวาดที่เธอเคยเห็นมาไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหรือจิตวิญญาณก็งดงามอย่างถึงที่สุด
หัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยความรู้สึกที่ตั้งตารอในใจก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเธอหัวเราะเยาะตัวเองว่าที่แท้ก็เป็นคนใจง่ายแค่เห็นใบหน้าด้านข้างของคนสวยก็ตื่นเต้นได้ขนาดนี้!
เยวี่ยฉิงจ้าวรู้สึกได้ถึงสายตาของจิ่งเยี่ยนกุยจึงหันหน้ามามองเธอผ่านบานหน้าต่าง และเห็นหญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์ยืนอยู่ตรงนั้น
เพราะแสงสลัวเป็นเหตุเธอจึงมองไม่เห็นดวงตาและคิ้วของหญิงสาวอย่างชัดเจน เห็นเพียงโครงร่างที่เลือนรางแต่ก็รู้สึกว่าหญิงสาวคนนั้นคงจะงดงามมาก
ความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านเข้ามาในใจเมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุย เธอรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในวัยเยาว์
ทางด้านซูไป่ชิงได้เดินไปถึงหน้าห้องโถงแล้วเมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จึงร้องเรียก “เยี่ยนกุยทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”
จิ่งเยี่ยนกุยที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ก็รู้สึกตัวขึ้นทันทีขานตอบเสียงใส “อ๋อ ฉันกำลังจะไปค่ะ!”
เธอเดินไปถึงหน้าห้องโถงอย่างรวดเร็วแสงเทียนพลันส่องสว่างใบหน้าของเธอ
เยวี่ยฉิงจ้าวรู้สึกราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้าหญิงสาวมีดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวา เมื่อเห็นเธอมองมา ก็เผยรอยยิ้มให้สามส่วนดวงตาที่งดงามหยักโค้งราวกับจันทร์เสี้ยว และทักทายเธอด้วยความสุภาพ “สวัสดีค่ะ”
จริงๆ แล้วจิ่งเยี่ยนกุยเหมือนกับเยวี่ยฉิงจ้าวเพียงสามส่วนประกอบกับบุคลิกของเธอที่แตกต่างจากเยวี่ยฉิงจ้าวอย่างสิ้นเชิงดังนั้นคนภายนอกมองมา จึงไม่รู้สึกว่าพวกเธอเหมือนกันมากนัก
แต่เยวี่ยฉิงจ้าวกลับรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นเหมือนกับตัวเองในวัยเด็กมากเพราะเธอก็เคยเปิดเผยและสดใสเหมือนกับจิ่งเยี่ยนกุย
มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มบางๆถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เธอคือเยี่ยนกุยใช่ไหม? เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?”
คำถามนี้ลู่เฉียวตงก็เคยถามตอนนั้นจิ่งเยี่ยนกุยข่มใจอดทนไว้และไม่ได้ตอบโต้แต่ก็ยังส่งสายตาเหยียดหยามให้เขา
แต่ในตอนนี้ที่เยวี่ยฉิงจ้าวเอ่ยถามออกมาจิ่งเยี่ยนกุยกลับคิดอย่างจริงจังแล้วตอบว่า“หนูก็รู้สึกว่าคุณดูคุ้นเคยและสนิทสนม แต่ปกติหนูอยู่ที่เมืองหยางเฉิงตลอดคุณดูเหมือนจะไม่ใช่คนเมืองหยางเฉิง ดังนั้นเราไม่น่าจะเคยเจอกันค่ะ”
เมื่อเข้ามาใกล้ขึ้นจิ่งเยี่ยนกุยก็เห็นหน้าตาของเยวี่ยฉิงจ้าวชัดเจนยิ่งขึ้นอาจเป็นเพราะเจ็บป่วยมานานทั่วทั้งร่างกายของเธอจึงดูอ่อนแอและงดงามแบบคนมีอาการป่วย มีริ้วรอยตื้นๆที่หางตา แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความงามล่มเมืองในวัยเยาว์ของเธอ
เยวี่ยฉิงจ้าวยิ้มบางๆ “ก็จริงนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาเมืองหยางเฉิง”
ลู่เฉียวตงแนะนำพวกเธอให้รู้จักกันจากนั้นก็หันไปมองจิ่งเยี่ยนกุยแล้วพูดว่า “ที่แท้เธอก็พูดจาดีๆ เป็นนี่เอง”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพูดว่า “ดูคุณพูดเข้าสิฉันพูดจาดีๆ ไม่เป็นเมื่อไหร่กัน คุณใส่ร้ายฉันต่อหน้าคุณน้าแบบนี้ไม่รู้สึกผิดในใจบ้างเลยหรือไง?”
ในใจเธอยังเสริมอีกว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของเธอ เธอคงไม่พูดดีๆ กับเขาหรอกด้วยน้ำเสียงแบบนี้ของเขา เธออยากจะเอาไม้ทุบหัวเขาให้แตกจริงๆ
ลู่เฉียวตงเหลือบมองเธอแล้วพูดว่า “โกหกหน้าตาย!”