รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของชีเซียงมันพุ่งทะยานเข้าหาเฟยซุนอย่างรวดเร็วหมัดขวาของมันห่อหุ้มด้วยปราณชกเข้าใส่เฟยซุน ด้วยความห่างชั้นของชั้นพลัง เฟยซุนทำได้เพียงหลบหลีกและปัดป้องอย่างทุลักทุเลหมัดขวาของชีเซียงหักมุมพุ่งใส่เข้าลำตัวเฟยซุนอีกครั้ง มันฝืนยกแขนที่ห่อหุ้มปราณขึ้นมากัน ชีเซียงดึงหมัดขวากลับอย่างกระทันพลันเปลี่ยนเป็นใช้เท้าม้วนตัวเตะขึ้นสูงเข้าสู่หน้าอกของเฟยซุนที่ไร้การป้องกัน
เปรี้ยงง
เฟยซุนลอยเคว้งจากแรงกระแทกเข้าใส่กำแพงอย่างรุนแรงสีหน้าของเหล่าศิษย์ที่อยู่เบื้องล่างตกตะลึงสุดขีดไม่คิดว่าศิษย์พี่ผู้นี้จะลงมือหนักถึงเพียงนี้ทว่าหลิ่งอี้กลับไร้สีที่เป็นกังวลเพราะมันรู้ดี สหายของมันมีความสามารถเพียงใด แค่นี้ไม่ทำให้เฟยซุนบาดเจ็บรุนแรงนักหรอกแต่ใบหน้าศิษย์พี่ที่อยู่บนเวทีจับจ้องไปที่ศิษย์พี่กงซุนใบหน้าของกงซุนหัวคิ้วขมวดชนกัน เพราะฐานะของซุนก็มิใช่ธรรมดาเป็นญาติของผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยเท่านั้น แต่การที่นางถูกแต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสตั้งแต่เยาว์วัยด้วยฉายา บุปผาสีชาด ถ้านางล่วงรู้ว่าญาติของนางถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้นางไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น นางต้องบุกมาหมู่ตึกไขมังกรเป็นแน่น แผ่นหลังกงซุนเปียกชุมไปด้วยเหงื่อพลันเอ่ยอย่างตื่นตระหนก“ศิษย์นะ…” กงซุงยังไม่ทันเอ่ยเสร็จมันพลันเห็นเฟยซุนพุ่งทะยานออกมาจากกลุ่มควัน มือขวามันห่อหุ้มด้วยปราณชีเซียงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายอีกครั้งพลันเอ่ยขึ้น “รนหาที่ตายซะจริงๆเจ้าเด็กน้อย” ชีเซียงยกหมัดขวาที่อัดแน่นไปด้วยปราณอย่างหนาแน่นจนเกิดประกายอัสนี
ใบหน้ากงซุนในยามนี้ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด“ศิษย์น้องชีเซียงเจ้าจะทำอะไร” ทว่าชีเซียงไม่สนใจคำของศิษย์พี่แม้แต่น้อยพลันพุ่งหน้าอย่างรวดเร็วกงซุนในยามนี้ไม่อาจเข้าห้ามทัน
“หมัดอสนีกัมปนาท” หมัดของชีเซียงปกคลุมไปด้วยไฟฟ้า สายตาศิษย์ทั่วลานฝึกเศียรมังกรพลันหันกายจับจ้องมองเวทีประลองขนาดเล็กของเหล่าศิษย์ใหม่หมัดของเฟยซุนผสานปราณอย่างหนาแน่นหมัดผสานปราณของทั้งสองเข้าปะทะกันไม่ถึงหนึ่งช่วงตัว
เปรี้ยงง!!
ชีเซียงปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า “พลังปราณอันน้อยนิดฝืนรั้งได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น” ชีเซียงเอ่ยอย่างมั่นใจหมัดอสนีกัมปนาทของมันกำลังส่งสายฟ้าไหลผ่านเฟยซุน ทว่าในพริบตาเดียว จู่ๆพลังปราณทมิฬที่จุดกักเก็บพลังทั้งห้าของซุนระเบิดออกอย่างมหาศาลเปลวไฟสีฟ้าห่อหุ้มหมัดแผ่พลังออก“ฝ่ามืออัคคี” เฟยซุนเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาพลังปราณเพลิงสีฟ้าเผาผลาญสายฟ้าที่กำลังไหลมาที่มันอย่างหมดสิ้นแววตาชีเซียงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงพลังอำนาจของหมัดอัสนีกัมปนาทกำลังตกเป็นรองเฟยซุนอย่างสิ้นเชิงเปลวเพลิงสีฟ้าของมันเข้าเผาผลาญอาภรณ์ของชีเซียงจนขาดวิ่น ผิวกายปรากฏรอยไหม้บางส่วนเส้นผมบางส่วนก็เริ่มติดไฟ ทุกคนที่อยู่บริเวณรอบกำลังตกอยู่ในอาการตกตะลึง
จู่ๆระหว่างเฟยซุนและชีเซียงปรากฏชายหนุ่มขว้างกั้นพลังทั้งสองสายจนสลายหายไปอย่างไร้ล่องลอยทั้งสองหลุดจากการควบคุมพลัง พลันถูกกระแทกถอยห่างจากกันนับสิบก้าวชายคนดังกล่าวจับจ้องมองไปที่กงซุนด้วยสายตาเคร่งขรึมพลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเย็นเหยียบ“กงซุนในฐานะที่อาจารย์มอบหมายให้เจ้าเป็นผู้ดูแลการทดสอบนี้เหตุใดเจ้าปล่อยจึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นราวกับต้องการคำตอบ
“ฟูหลิว ข้ายอมรับผิดตัวข้าไม่คิดว่าการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าของศิษย์น้องชีเซียงจะนำเรื่องส่วนตัวปะป่นกับการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าในครั้งนี้ด้วย”กงซุนเอ่ยสีหน้าเรียบเฉยแต่ภายในใจกับเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจ “ข้าจะนำเรื่องนี้รายงานอาจารย์เอง" ฟูหลิวเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับศิษย์น้องฮุ่ยซุนผู้มากไปด้วยพรสวรรค์ การทดสอบครั้งนี้ศิษย์น้องผ่านการทดสอบมีสถานะเป็นศิษย์ใหม่ชั้นที่หนึ่ง” กงซุนประกาศอย่างกึกก้อง เฟยซุนฝืนลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากหลิ่งอี้เร่งรีบเดินออกจากกลุ่มเข้าไปพยุงมันแถวอย่างรวดเร็วฟูหลิวพลันเคลื่อนย้ายกายยืนสง่าอยู่ข้างกายกงซุนพวกมันกระซิบกันอย่างลับๆ ก่อนกงซุนเอ่ยประกาศอีกครั้ง“นับจากนี้เราจะเริ่มการทดสอบอีกครั้งศิษย์พี่ฟูหลินจะช่วยเราทดสอบพรสวรรค์พวกเจ้าอย่างเป็นธรรมแทนศิษย์น้องชีเซียง”ชีเซียงในยามนี้ดวงตายังคงเหม่อลอยรอยตื่นตระหนกกับเห็นการดังกล่าวไม่หายสภาพมันดูแทบไม่ได้ทั่วร่างมันมีรอยแผลเกิดจากไฟลวกทั่วตัวกงซุนสั่งให้ศิษย์น้องที่ลานฝึกนำชีเซียงไปห้องพยาบาล
หลิ่งอี้ที่พยุงมันก่อนเอ่ยกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา“เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนบ้างเหรอ” เฟยซุนได้เพียงแต่พยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยการทดสอบดำเนินการต่อไปเรื่องใช้เวลาเกือบแปดชั่วโมงกระบวนการทดสอบผ่านไปอย่างเข้มข้นทักษะวิชาหลากหลายประจำตระกูลต่างๆถูกใช้ออกอย่างเต็มที่ศิษย์ใหม่ชุดนี้นับมาว่ามีประสิทธิภาพยิ่งเพราะเป็นการคัดเลือกศิษย์อย่างเข้มข้น การทดสอบในครั้งนี้ศิษย์ชั้นที่หนึ่งศิษย์ชั้นที่สองสามารถกำหนดแล้วเสร็จ ศิษย์ชั้นที่หนึ่งมีเพียงไม่ถึงสามร้อยคนศิษย์ชั้นที่สองมีทั้งหมดเกือบเจ็ดร้อยกว่าคน
กงซุนก้าวเดินออกมาพลันเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“แม้ว่าวันนี้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดทว่าการทดสอบครั้งนี้ถือว่าผ่านไปด้วยดี ตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลับฟ้าไปแล้วถึงช่วงเวลากินข้าวของพวกเรา ศิษย์น้องทุกคนตามข้ามา” กงซุนเดินนำไปโดมขนาดใหญ่ ป้ายหน้าประตูมีอักษรสลักไว้“โรงอาหารกระทะทอง” กลิ่นหอมชวนฝันเล็ดรอดออกจากโรงอาหารกระทะทองกระทบจมูกของเหล่าศิษย์พวกมันหลับตาเคลิ้มน้ำลายไหล
โครงง โครงงง เสียงท้องร้องของพวกมันดังอย่างพร้อมเพียงกัน
“ฮ่า ฮ่า นี้คือโรงอาหารกระทะทอง ผู้อาวุโสตงฟางเล็งเห็นความสำคัญจึงเชิญนักปรุงอาหารฝีมือดีจำนวนมากมาทำงานที่โรงอาหารกระทองแห่งนี้ ที่นี้เจ้าสำนักถึงกับแวะมาชิมอาหารบ่อยๆเชียวนะ” กุงซุนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “โรงอาหารกระทะทองมีทั้งหมดเจ็ดชั้น”
ชั้นที่หนึ่งสำหรับศิษย์ใหม่อย่างพวกเจ้า
ชั้นที่สองสำหรับศิษย์ที่อยู่ประจำกับผู้อาวุโสต่างๆ
ชั้นที่สามศิษย์ที่สามารถสำเร็จภารกิจยากระดับห้าดาวมีโอกาสกินอาหารชั้นนี้ได้เพียงสามครั้งต่อหนึ่งภารกิจ ที่แห่งนี้เจ้าสำนักเคยเอ่ยไว้อาหารชั้นนี้อร่อยเทียบเท่าอาหารชั้นที่เจ็ดของท่านเจ้าสำนักเลยที่เดียว
ชั้นที่สี่สำหรับบรรดาศิษย์สายตรงของเหล่าผู้อาวุโส
ชั้นที่ห้าสำหรับเหล่าศิษย์พี่ตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งถึงร้อยของสำนัก
ชั้นที่หกสำหรับต้อนรับเลี้ยงรับรองแขกของเจ้าสำนัก
ชั้นที่เจ็ดสำหรับเจ้าสำหนักผู้อาวุโสทั้งสิบและองค์จักรพรรดิมังกรฟ้าเท่านั้น ชั้นนี้คนภายนอกมักเรียกว่าสวรรค์ชั้นเจ็ด
กงซุนอธิบายอย่างละเอียดพลันเดินนำเข้าไปภายในโรงอาหารกระทะทองคำกำแพงด้านในมีลักษณะเหมือนเดิมตามรูปทรงของมันทว่าด้านกลับถูกตกแต่งโคมไฟห้อยระย้าเปล่งประกายแสงราวกับสรวงสวรรค์สร้างความประทับใจกับผู้แรกพบ “อาหารที่นี่ นอกจากรสชาติที่อร่อยยังทำมาจากวัตถุดิบชั้นเลิศทีคุณสมบัติส่งเสริมเดินพลังปราณได้อย่างราบรื่น” เหล่าศิษย์เดินตามกงซุนอย่างระมัดระวังยามพวกมันก้าวข้ามพ้นขอบประตูเงยหน้ามองไปด้านบนดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงที่โรงอาหารกระทะทองแห่งนี้ภายในกับถูกสร้างด้วยแผ่นหินและไม้นานาชนิดภายในจะมีบันไดวนเกาะขอบกำแพง ทว่าทุกชั้นกลับถูกปิดกั้นการมองเห็นพื้นตรงกลางกลับมีแผ่นหินววงกลมคล้ายลานประลองขนาดย่อม ทุกชั้นสามารถมองลงมาที่ลานประลองอย่างเห็นได้ชัดถ้ามองจากลานประลองขึ้นบนสุดปลายของโรงอาหารกระทะทองคำถูกสร้างเป็นปล่อง แต่ตำแหน่งนั้นสามารถมองทะลุเห็นถึงหมู่ดาวที่ส่องประกายแสงจากดวงจันทร์
“โอ้วว นี้มันสรวงสวรรค์ที่ใดกัน” “ข้าตายหรือยัง” “ข้าจะมีจะโอกาสทานอาหารชมจันทร์ที่สวรรค์ชั้นเจ็ดไหม” “ท้องข้าร้องไม่หยุดเลย” เหล่าศิษย์บางกลุ่มเอ่ยความในใจของพวกมันจดหมดสิ้นทว่ากลับสร้างความอับอายให้กลับศิษย์ที่มาจากตระกูลใหญ่บางกลุ่ม
“เฟยซุน ข้าพึ่งเคยมาที่แบบนี้ครั้งแรก ที่นี้สวยมากเลย เหมือนสวรรค์เลย” หลิ่งอี้ไม่อาจเก็บความตื่นเต้นไว้อยู่ทว่ามันกลับเงียบครึม ยามค่ำคืนประสาทการปรับรู้มันสามารถรับรู้ได้สุดขีดมันสัมผัสทุกสายตาจากทุกชั้นจับจ้องมาที่กลุ่มพวกมันแต่ไม่อาจระบุได้มันมาจากที่ไหนจำนวนเท่าไร “ที่นี่มียอดฝีมืออยู่มากมายเจ้าสงบเสงี่ยมไว้หน่อยก็ดี เผื่อไปทำอะไรให้พวกมันไม่พอใจ จะลำบากเหมือนข้านะ” หลิ่งอี้หุบยิ้มพลันปรับหน้าเป็นปกติ
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจ นี้เป็นครั้งแรกของพวกเจ้า ข้าจะไม่ว่าอะไรแต่ครั้งหน้าพวกเจ้าต้องระมัดระวังเรื่องมารยาทใหดีศิษย์ชั้นที่หนึ่งไปนั่งฝั่งซ้าย ศิษย์ชั้นที่สองไปนั่งฝั่งขวา พยายามนั่งติดๆกัน” เหล่าศิษย์เริ่มแยกกลุ่มตามระดับชั้นหลิ่งอี้เดินตามเฟยซุนไปติดๆ
โต๊ะอาหารหนึ่งโต๊ะสามารถนั่งได้สิบคน เหล่าศิษย์พี่ทั้งสิบนั่งรวมบนโต๊ะเดียว เฟยซุนมองหามุมดีๆ มันเดินตรงไปกับหลิ่งอี้ ทว่าในระหว่างกำลังนั่งลง ต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามของมัน หลิ่งอี้สัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาลมันแอบกระซิบซุนอย่างแผ่วเบา “เราย้ายโต๊ะกันไหมข้าเกรงว่าเราจะกินอาหารมื้อนี้ไม่อร่อยนัก” หลิ่งอี้ทำท่าทีกำลังลุกจากโต๊ะนั้น ทว่าเฟยซุนกลับดึงแขนให้หลิ่งอี้นั่งลงทีเดิมหลิ่งอี้มองมันอย่างเลิ่กลั่ก“เราไม่จำเป็นต้องหลบถ้าใครไม่อยากกินร่วมกับเราก็ให้มันย้ายไปเอง” เฟยซุนเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“โอ้ววว โต๊ะนี้ยังว่างอยู่ ข้าขอนั่งด้วยคนนะ” หมิงเจ๋อ เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดีพลันหันไปทักทายผู้มีพรสวรรค์ทั้งสอง“คารวะคุณชายกงฝู คารวะคุณชายซวนอี้” กงฝูและซวนอี้พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจหมิงเจ๋อหันไปมองซุนพลันยิ้มให้ ทว่ากับหลิ่งอี้มันไม่แม้แต่หันไปมอง
เพียงไม่กี่อึดใจที่พวกมันนั่งลง อาหารชุดใหญ่ถูกยกเสริฟราวกับอาหารพวกนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อพวกมัน“นะ…นั้นมันหมูย่างสวรรค์ กะ…ไก่ฟ้าอบน้ำผึ้ง นั้นมัน…เห็ดหอมอบน้ำผึ้งพันปี อาหารระดับนี้มันอะไรกัน”หลิ่งอี้เอ่ยอย่างตื่นเต้นทว่าชายหมุ่นสามคนฝั่งตรงข้ามกลับส่งสายตาเหยียบยาม แต่หลิ่นอี้กลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ขณะนั้นเอง เป็นเฟยซุนที่ชิงความได้เปรียบบนโต๊ะอาหารมันใช้มือเปล่าจับที่ขาหมูย่างสวรรค์ สร้างความตกตะลึงให้พวกคุณชายทั้งสาม “เจ้าเด็กบ้า หัดมีมารยาทบนโต๊ะบ้าง ถ้าไม่หยุดใช้มือจับอาหารข้าจะตัดมือเจ้าทิ้งซะ” เจี่ยงซวนอี้เป็นคนที่เงียบขรึมที่สุดในกลุ่มโต๊ะนี้ ทว่ากลับเป็นมันที่เอ่ยปากออกด้วยความเกรี้ยวกราด เฟยซุนกลับทำหูทวนลมไม่สนใจคนพูดเจี่ยงซวนอี้แม้แต่น้อยมันจับขาหมูย่างสวรรค์อีกข้างให้หลิ่งอี้ สร้างความคุ่นเคืองให้เจี่ยงซวนอี้อย่างมามันยกมือจับไปที่ดาบขนาดยักษ์ที่ด้านหลังมันฟูหลิวสังเกตโต๊ะพวกเฟยซุนเป็นพิเศษมันรีบเคลื่อนย้ายกายอย่างฉับพลันมาที่โต๊ะซุนใช้มือของมันดันดาบที่กำลังถูกดึงออกกลับเข้าที่ พลันเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา
“ถ้าพวกเจ้าทะเลาะวิวาท ณ โรงอาหารกระทะทองแห่งนี้เจ้าจะถูกห้ามเข้าที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี พวกเจ้าคิดดูให้ดีๆ”ฟูหลิวจ้องมองเฟยซุนพลันเอ่ยขึ้น “ส่วนเจ้า หัดมีมารยาทเหมือนคนอื่นบ้าง พวกเจ้าก็อายุใกล้เคียงกันทำไมไม่ลองคบเป็นสหายกันละ จะมีเรื่องกันไปทำไม” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ทว่าทั้งโต๊ะกับเงียบไร้เสียงตอบรับใดๆ ฟูหลิวจับจ้องไปที่ซุนและเหลือบตามองหลิ่งอี้กำลังเคี้ยวขาหมูอย่างเคลิบเคลิ้ม “นี้ๆ พวกเจ้าฟังอยู่ไหม” หลิ่งอี้และเฟยซุนพยักหน้าทว่ากลับกินอาหารไม่หยุดราวกับ ทั้งคู่กำลังแข่งกันกิน “จริงๆเลย ไอเด็กพวกนี้ มันอดอยากมาจากไหนกัน” ฟูหลิวเอามือลูบหน้าผาราวกับยอมแพ้ที่เอ่ยเตือนเจ้าตัวประหลาดทั้งสองคุณชายทั้งสามเริ่มกินอาหารอย่างสงบฟูหลิวเห็นทั้งห้าคนไม่มีปฎิกริยาที่จะมีปัญหากันแล้ว มันจึงลุกไปกินที่โต๊ะมันต่อ
“ฟูหลิวพวกมันเป็นอย่างไรบ้าง” กงซุนถามด้วยความเป็นกังวล “พวกมันมาจากคนละที่ฐานะพวกมันข้าดูแล้วน่าจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยที่เดียวการที่พวกมันเข้ากันได้ ข้าว่ายากพอๆกับให้น้ำผสานกับน้ำมันเป็นชั้นเดียวกันได้” ฟูหลิวเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “หมิงเจ๋อและหลิ่งอี้เจ้าว่าฝีมือพวกมันเป็นอย่างไรบ้าง” กงซุนหันไปถามชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆมัน “จากที่ข้าหยั่งเชิงพวกมัน หมิงเจ๋อทักษะวิชาที่มันได้ฝึกฝนมาแข็งแกร่งพอตัวทว่าประสบการณ์การต่อสู้ของหมิงเจ๋อนับไร้เป็นศูนย์ แต่ตรงกันข้ามกันเจ้าหลิ่งอี้แม้ทักษะวิชาได้รับถ่ายทอดมาน้อยนิดแต่ประสบการณ์ต่อสู้ไหวพริบสติปัญญามันนับว่ายอดเยี่ยม” ชายคนดั่งกล่าววิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาเหล่าศิษย์พี่ต่างพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยนี้ไม่อร่อยนักนอย่างแผ่วเบา ่งลง้องระมัดระวังเรื่องมารยาทไปเจ้าไปนั่งฝั่งซ้ายที่นั้นมีมพวกมัน แต่ไม
ันบนลองประลองแห่งนี้กำลังทอดมองทหารเลวของยกมือประสานเพื่อปัดป้องอย่างเร่งรีบซียงจะทำรุ่นแรงกว่าเหตุ