“เอามือไว้เหนือหัวและเราจะตรวจสอบสัมภาระของทุกท่านขอรับ” เจ้าหน้าที่ที่คอยเฝ้าชายแดนยืนตัวตรงพูด
ชายหนุ่มสี่คนช่วยกันตรวจค้นข้าวของของพวกซึฮากิ ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่มาเพิ่มเพื่อตรวจร่างกายว่าพกสิ่งของแปลก ๆ เข้ามาด้วยหรือไม่
“ทุกอย่างเรียบร้อยขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพขอรับ”
“ขอบคุณครับ นี้เป็นของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเมืองเอลโฟเรีย” ก่อนจะเดินต่อไปซึฮากิยื่นเครื่องเล่นเสียงขนาดพกพาให้
แววตางุนงงจ้องมองอุปกรณ์สี่เหลี่ยมที่ไม่เคยเห็นที่ไหนจนต้องเอ่ยถาม
“ขอบคุณขอรับแต่มันคือสิ่งใด?”
ซึฮากิกระตุกยิ้มมุมปาก “มันคือเครื่องเล่นเสียงถึงจะเป็นรุ่นทดลองแต่มันก็มีเพลงช่วยให้ผ่อนคลายได้”
ซึฮากิกดปุ่มสี่เหลี่ยมตรงกลางจากนั้นก็มีเสียงดนตรีนุ่ม ๆ ฟังแล้วชวนให้นึกถึงช่วงเวลาการแช่น้ำร้อนกลางแจ้งตอนกลางคืน
“มันมีสองเพลงเท่านั้นแต่ถ้าพวกนายอยากได้ตัวจริงก็ไปที่เอลโฟเรีย ไม่สิเราอาจจะเอามาขายแถว ๆ นี้ก็ได้” หลังจากสอนการใช้งานพื้นฐานเสร็จซึฮากิก็ออกเดินทางต่อ
“คิดเหมือนข้าไหมว่าเขาคนนั้นเหมือนเคยเห็นที่ไหน?” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ถามเพื่อนของเขา
“อืม...ข้าก็คิดเหมือนกัน” เขามองเครื่องเล่นเสียงในมือก่อนจะพูดต่อ “แต่เขาคงไม่ใช่คนไม่ดีหรอก...อาจจะเป็นผู้มีฝีมือที่ไหนสักแห่งก็ได้”
หลายชั่วโมงผ่านไปในที่สุดพวกซึฮากิก็ไปถึงเมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนและสำนักหงส์เทพ
จริง ๆ ก็อยากผ่านเมืองนั้นอยู่หรอกแต่เดี๋ยวไปเจอพวกเฟยเฟิ่งแล้วจะเป็นเรื่อง
“ข้าวต้มร้อน ๆ จ้า !”
“ผลไม้สดหอมอร่อยรวมไว้ที่นี่แล้ว”
พวกเขาเดินไปหาอะไรกินในตลาดที่มีคนพลุกพล่านทำให้พวกคิโนริสั่นกลัวเกาะติดไม่ปล่อยเลย
“อย่ากลัวไปเลยถ้าเกิดมีอะไรไม่ชอบมาพากลพี่จะบอกทันที” ซึฮากิส่งยิ้มให้กับเด็ก ๆ เพื่อปลอบขวัญกำลังใจ
ไม่นานพวกเขาก็นั่งกินอาหารที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่นทั้งเงียบสงบและดูปลอดภัยกว่าข้างนอกเสียอีก
“อยากกินอะไรสั่งได้เลย เพราะเราจะต้องเดินทางต่อหลายวันโดยไม่ผ่านเมืองเลยดังนั้นพวกเธอก็จะได้กินแค่อาหารแห้งเท่านั้น”
“หนูเอาปลาเผาค่ะ” คิโนริยกมือสั่งคนแรกจึงมีแม่ครัวเดินเข้ามาฟังเมนู
“ปลาเผานะจ๊ะ...” เธอเหลือบมองหน้าคิโนริแล้วสะดุ้งไปครู่หนึ่ง
“พวกนายจะเอาอะไรก็รีบบอกคุณป้าเร็วสิ”
หญิงสาวผู้นั้นดึงสติกลับมาได้ก่อนที่คนอื่นจะสังเกตเห็นแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของซึฮากิไปได้
“ผมเอาข้าวไข่ทอด”
เด็ก ๆ สั่งอาหารกันสนุกสนานโดยไม่ได้คิดมากกับอนาคตที่ต้องเผชิญ
“ทั้งหมดสิบอย่างสินะหวังว่าพวกเธอจะกินอิ่มกันนะ” ซึฮากิมองตามแผ่นหลังของแม่ครัวคนนั้นสังเกตทุกอิริยาบถไม่ว่าจะเป็นการขยับขาหรือจังหวะการหายใจ
เวลาผ่านไปสักพักจนอาหารมาเสิร์ฟถึงโต๊ะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มแป้นทันที
“พี่ขอตัวไปห้องน้ำก่อน” ซึฮากิลุกออกไปโดยยังไม่ได้กินสักคำแต่พวกเด็ก ๆ ก็ไม่ได้เอะใจอะไรเอาแต่จดจ่อกับอาหารตรงหน้า
ภายในห้องครัวเล็ก ๆ มีแม่สาวคนนั้นกำลังนั่งนึกคิดอะไรบางอยู่จู่ ๆ ซึฮากิก็เข้ามาประชิดตัวพร้อมกับจับแขนบิดไปด้านหลัง
“เมื่อกี้จ้องคิโนริไม่หยุดเลยนะมีอะไรในใจหรือเปล่า?” เสียงกระซิบที่มาพร้อมกับจิตสังหารทำให้เธอตัวแข็งเป็นหิน
“มะไม่ ฉันก็แค่มองเพราะเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเฉย ๆ” เสียงอันสั่นระริกตอบตรง ๆ เพราะกลัวจะถูกทำร้าย
“จริงเหรอ?” ซึฮากิใช้นิ้วมือทิ่มหลังแต่เพราะความกลัวทำให้เธอจินตนาการไปเองว่ามันเป็นอาวุธ
“จะจริงค่ะ”
ซึฮากิค่อย ๆ ลดมือลงให้เธอผ่อนคลายก่อนจะถามต่อ “คิโนริพึ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกเพราะฉะนั้นคุณคงจำสลับกับคนอื่นแล้วแหละ”
“ขอโทษจริง ๆ ค่ะที่เสียมารยาทไปจ้องอย่างนั้น”
“ผมก็ต้องขอโทษที่รุนแรงนะครับ พวกเราเดินทางมาไกลแถมพวกเธอก็ยังเป็นเด็กกันอยู่ก็เลยเป็นห่วงไปหน่อย”
“ฉันเข้าใจค่ะ” คำตอบสั้น ๆ แต่มันทำให้เห็นกิริยาท่าทางของเธอเลยคลายกังวลไปได้เยอะและหลังจากคุยกันจบซึฮากิจึงกลับไปที่โต๊ะอาหาร
“หลังจากนี้เราจะเดินทางลงใต้ไปไกลมากจนพวกเธอนั่งเบื่อแน่ ๆ ถ้าไปทางปกติอะนะ ดังนั้นเราจะไปทางลัดซึ่งใช้เวลาแค่หนึ่งถึงสองวันก็ไปถึงที่หมายแล้ว”
“ทางลัดคงเป็นป่าสินะ...เจี๊ยก”
“ถูกต้องแต่เท่าที่หาข้อมูลมาเหมือนจะไม่มีสัตว์อสูรระดับสูงเยอะนัก ลำพังแค่พวกเธอก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก”
“พวกเธอจะไปไหนกันต่อเหรอ?” แม่ครัวคนนั้นถามขณะที่กำลังเก็บจานชาม
“พวกเราจะไปดูงานประลองค่ะ” คิโนริตอบกลับด้วยรอยยิ้มทำให้แม่ครัวกล้าพูดคุยด้วย
“อ้อเดินทางมาเพื่อดูสินะ ยังไงงานก็ยังไม่เริ่มพวกเธอไม่ต้องรีบหรอกมั้ง”
“พอดีว่ามีคนที่ต้องไปหาน่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนแต่คิดว่าไม่พ้นที่เด่น ๆ แบบนั้นแน่”
“ถึงจะห้ามแต่ก็คงไม่ฟังสินะ ช่วงนี้มันมีสัตว์อสูรออกมาป้วนเปี้ยนเยอะกว่าปกติ แม้ทางสำนักจะพยายามกระจายกำลังออกไปตรวจสอบแต่พวกมันก็หลบซ่อนเก่งซะด้วย”
“ขอบคุณที่เตือนแต่ถ้าแค่สัตว์อสูรคงไม่มีปัญหาอะไร”
“ใช่ ๆ พวกเราจัดการมันได้อยู่แล้ว” รอนพูดด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจเต็มร้อย
“เก่งกันตั้งแต่เด็กเลยนะพวกหนู”
หลังจากจ่ายเงินพวกเขาก็ออกจากร้านโดยมีรอยยิ้มของแม่ครัวคนนั้นส่งท้ายพร้อมกับโบกมือลาอย่างเป็นมิตร
พอมาคิด ๆ ดูแล้วทำไมเธอถึงคุยกับพวกคิโนริได้ปกติ เราเองก็มีพรติดตัวทำให้สื่อสารกับคนอื่นได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ภาษาไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ
“คิโนริอ่านเมนูออกด้วยเหรอ?” ซึฮากิถาม
“อ่านออกค่ะ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านก็ใช้ภาษานี้ด้วยเหมือนกัน”
ใช้สองภาษาคุยกันสินะหรือจะเป็นภาษาของพวกเผ่าสัตว์กันแน่ ไอ้เราก็ดันแยกไม่ออกซะด้วยนอกจากจะเขียนตัวอักษรมาเทียบกันเลย
“มีอะไรเหรอคะพี่กิ?”
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่สงสัย เรารีบไปกันเถอะและก็เวลาอยู่ในป่าห้ามประมาทเด็ดขาดนะ”
“รับทราบค่ะ” คิโนริยกมือทำวันทยหัตถ์เหมือนที่เคยเห็นเซนทำ
แม้จะเป็นป่าลึกแต่ก็มีคนบุกเบิกเส้นทางลัดนี้ไปมากจนเป็นทางให้เดินทางสะดวก หลาย ๆ สำนักก็มีการใช้เส้นทางลัดเวลาเดินทางไปที่งานประลองแต่สำหรับคนทั่วไปคงไม่กล้าเพราะสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในนั้น
“สามตัวด้านหน้าระยะห้าสิบเมตร” แมรี่กล่าวขณะที่กวาดสายตาไปรอบ ๆ
“ระดับล่ะ?” เอถาม
“อืม...สาม”
หลังจากที่แมรี่พูดจบทั้งเอและรอนก็พุ่งออกไปทันทีราวกับนัดกันมา การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเอสลับไปมาบนต้นไม้สูงคอยเฝ้าสังเกตสัตว์อสูรตรงหน้าขณะที่รอนเข้าเผชิญหน้าตรง ๆ เสมือนตัวล่อมากกว่า
“อาวุธของมันน่าจะเป็นเขายาว ๆ นั่น ใช้รูปแบบล้อมรอบด้าน” เอตะโกนสั่งการจากด้านบน
“ฝากด้วยนะรูบี้” คิโนริตามหลังเพื่อนไปติด ๆ จากนั้นก็แยกกันไปคนละทิศทางโดยมีเอดักอยู่ด้านหลัง
ชั่วขณะที่พวกเขากำลังเข้าประชิดตัวรูบี้ก็ใช้เวทมนตร์วารีเล็งยิงเข้าหน้าของพวกมัน แม้จะไม่รุนแรงนักแต่ก็ทำให้สูญเสียวิสัยทัศน์ไปครู่หนึ่งและแค่ไม่กี่วินาทีการต่อสู้ก็จบลงจากการประสานการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
“ยอดเยี่ยม” ซึฮากิยิ้มอย่างมีความสุขและปรบมือเมื่อได้เห็นลูกศิษย์ได้ดิบได้ดี
แมรี่สามารถตรวจจับทั้งรายละเอียดและระดับมานาไปพร้อม ๆ กันช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นว่าควรทำอย่างไร เอยังคงเป็นคนที่มีไหวพริบสูงและความชำนาญในการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ อีกทั้งยังมีสายตาเฉียบคมอีก รูบี้เองก็ใช่เล่นเพราะการเล็งเวทมนตร์ใส่ศัตรูโดยที่มีพรรคพวกอยู่ใกล้ ๆ จำเป็นต้องฝึกฝนมาอย่างหนัก ส่วนหลานกับรอนก็ยังเป็นคนที่สร้างความเสียหายได้หนักกว่าใครแต่ต่างกันตรงที่รอนจะออกหน้าล่อศัตรูส่วนหลานจะเข้าประชิดด้วยเวทมนตร์หนัก คิโนริคงไม่ต้องพูดถึงเนื่องจากความสามารถโดยรวมสูงกว่าเพราะเลเวลสูงกว่าเพื่อน ๆ หนึ่งเลเวลแถมยังมีไม้ตายอย่างการควบคุมลูกไฟอีก
“เฮ้ ! เหม่ออะไรอยู่...เจี๊ยก” ซึฮากิยืนยิ้มอ่อนอยู่พักหนึ่งจนมังกี้ต้องสะกิด
“ไม่มีอะไร ก็แค่รู้สึกดีแค่นั้นแหละ”
พวกเขาเดินทางต่อแม้จะมีสัตว์อสูรโผล่มาเป็นครั้งคราวแต่ก็โดนกำจัดไปได้อย่างง่ายดายส่วนกลางคืนก็มีร่างโคลนคอยเฝ้ารอบทิศ
11 พฤษภาคม พ.ศ.2576
ผู้คนเดินพลุกพล่านจนหาที่หายใจลำบากแถมยังมีพวกคนยักษ์ที่เกือบเหยียบหัวคนอื่นไปด้วย เนื่องจากประชากรกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นอมนุษย์มีตั้งแต่เผ่าภูตไปจนถึงเผ่ามิโนทอร์จึงอาจจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้างแต่ก็ไม่หนักเท่าไร
“คนเยอะดีจริง ๆ แบบนี้สิข้าถึงอยากแสดงความสามารถให้ได้เห็น เสียหายจริง ๆ เพราะปีที่แล้วจะมีเอลฟ์เยอะกว่านี้แต่เพราะพวกเขาย้ายไปเมืองเอลอะไรสักอย่างนั่นแหละ”
“เอลโฟเรีย” เซนพูดต่อ
“นั่นแหละเอลโฟเรีย ดูเหมือนราชาของพวกเอลฟ์จะกลับมาอีกครั้งพวกเขาจึงพร้อมใจกันกลับไปหา อาจจะเป็นเพราะความจงรักภักดีหรือเห็นว่าเป็นที่พึ่งพิงก็ได้”
เมื่อเดินมาเรื่อย ๆ จนออกจากฝูงชนเข้าไปในเขตหวงห้ามที่ก้นไว้เฉพาะผู้ที่เข้าร่วมเท่านั้น
“มาแล้วสินะกัง แล้วนั่น...พาใครมาด้วยล่ะ?” ชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่หรูหราที่สุดจ้องมองพวกเซนตาไม่กะพริบ
“ข้าเห็นไฟในตัวเขาเหมือนกับที่อาจารย์เห็นข้าเมื่อตอนนั้นขอรับ” กังผสานมือทักทายและแนะนำเซนให้รู้จัก
“ไฟในจิตวิญญาณนักสู้ สิ่งที่มีไม่ใช่แค่ร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าใครแต่เป็นใจที่มุ่งสู่วิถีแห่งความแข็งแกร่ง” ชายชราผู้นั้นเดินเข้าหาเซนช้า ๆ แต่ทุกครั้งที่เหยียบย้ำพื้นไม้มันก็ทำให้นกที่อยู่ด้านนอกบินหนีหายทันที
“นี่คือความกดดันของชายชราแปลกหน้าซึ่งน่าจะเป็น...เจ้าสำนักใช่ไหมขอรับ?” เซนยิ้มอย่างมีความสุขที่เรื่องในนิยายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
“ตามีแววเสียจริง ข้าคือเฉิงเจ้าสำนักศาสตร์นักสู้และรอบ ๆ นี้เป็นอาจารย์ที่อยู่ในสำนักซึ่งแต่ละคนมีเลเวลหกขึ้นไปทั้งนั้น”
“ขอคารวะท่านเฉิงเจ้าสำนักศาสตร์นักสู้” เซนผสานมือแบบเดียวกับกังเล่นเป็นจอมยุทธ์ผู้มาเยือน
“พูดได้ดีแถมยังรู้จักมารยาทของสำนักด้วย” ชายชราหยุดอยู่ตรงหน้าเซนและเปล่งออร่ามานาออกมารอบ ๆ พยายามทดสอบความแข็งแกร่ง
หลังจากจ้องมองอยู่พักหนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้น
“โห่...กังได้เจอกับเพชรเม็ดงามเสียแล้ว เพชรที่ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแถมยังถูกเจียระไนมาอย่างดี”
“ขอบคุณสำหรับคำชมขอรับ ข้าน้อยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับสำนักศาสตร์นักสู้”
เจ้าสำนักเฉิงหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ข้าถูกใจเจ้ามาก ๆ แล้วเจ้าชื่อว่าอะไรนะ?”
“ข้ามีนามว่าเซน ส่วนข้างหลังพวกเขาเป็นสหายรักของข้ามีนามว่าคานะ สเตล่า ยูกิและฟราน” เซนเลื่อนมือไปหาคนที่กำลังแนะนำชื่อ
สายตาฉงนสงสัยกำลังกวาดมองพรรคพวกของเซน เช่นเดียวกับฟรานที่จ้องมองแววตาคู่นั้นไม่กะพริบอย่างกับการประชันว่าใครจะยอมหลบตาก่อน
“ใช้เวทมนตร์ได้ทั้งสี่ธาตุแถมยังมีพลังเดอะแปลก ๆ อีก เจ้าเองก็เสมือนเพชรเม็ดงามแต่ยังเจียระไนไม่มากพอ”
“หมายความว่ายังไงคะ?” ฟรานลุกขึ้นยืนเทียบเคียงกับชายชราผู้นั้นและยังช้อนตามองด้วยความสงสัย
เพียงชั่วลมหายใจเดียวคมมีดและดาบยาวก็มาจ่ออยู่ที่ของฟรานพร้อมด้วยสายตาโกรธเคืองถลึงตามอง
“กลับไปนั่งที่เสียเถอะ” เฉิงผ่อนมือลงเป็นสัญญาณให้ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์พวกนั้นถอยออกไป
“พรสวรรค์ที่มากล้นของอัจฉริยะมักจะมาตายตอนที่หาเส้นทางของตัวเองไม่เจอ...และเจ้าก็เป็นเช่นนั้น ความสามารถสูงส่งกว่าใครแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความลังเล สับสนและหนักใจ”
“ก็ถูกอย่างที่คุณพูดแต่จะให้ทำยังไงล่ะ?”
“อืม...ข้าเป็นเจ้าสำนักศาสตร์นักสู้”
“ก็พูดไปแล้วนี่” ยูกิแอบนินทาเบา ๆ แต่เฉิงก็ได้ยินเลยสะดุ้งเล็กน้อย
“ข้าคือเฉิงผู้ฝึกฝนการใช้ศาสตร์นักสู้หลายแขนงแต่ถ้าถามหาวิธีแก้ไขสิ่งที่ติดอยู่ภายในใจก็คงตอบได้ไม่มากนัก สิ่งเดียวที่ข้ามั่นใจก็คือ...จงทำตามสิ่งที่อยากทำเสียก่อนที่มันจะสายไป”
“สิ่งที่อยากทำ?”
เราอยากทำอะไรก็ยังไม่แน่ใจเลย ฟรานเดินถอยออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เช่นเดียวกับเฉิง
“กล่าวทักทายเพียงเท่านี้ เรื่องที่พักข้าได้จัดเตรียมไว้แล้วแต่เพราะเจ้ากังพาคนมาเพิ่มก็เลยผิดจากที่คำนวณเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไรเพราะยังมีที่เหลืออยู่นิดหน่อย”
“ขออภัยสำหรับความเอาแต่ใจของข้าด้วยขอรับ แล้วก็ขอบคุณที่ท่านอาจารย์เข้าใจสิ่งเดียวกับข้า” กังยังคงตอบโต้ได้อย่างเป็นธรรมชาติไม่เหมือนกับศิษย์น้องที่แข็งเป็นหินไม่เปิดประเด็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเสียก่อนที่จะเริ่มการประลองจริง ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นศิษย์ขอกราบลาขอรับ” กังผสานมือที่เป็นได้ทั้งการทักทายและบอกลาเฉกเช่นเดียวกับการยกมือไหว้
คฤหาสน์หลังโตได้สร้างไว้ให้กับสำนักที่มาพักระหว่างการประลอง ยิ่งเป็นสำนักที่มีอำนาจหรือได้ตำแหน่งสูงในการแข่งขันก็จะยิ่งได้ที่พักดีขึ้นตามผลงานนั้น มีตั้งแต่คฤหาสน์สวยงามที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดมีแม้แต่สถานที่ฝึกซ้อมแต่กับสำนักตัวน้อย ๆ อาจจะได้นอนในห้องเช่าเล็ก ๆ ทั้งแคบและไม่ดีต่อสุขภาพจิตอีกด้วย
“ที่แหล่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติซึ่งผู้นำที่มาควบคุมอาณาจักรคาก็คือหนึ่งในผู้บุกเบิกและได้คิดเทศกาลงานประลองประจำปีขึ้นเพื่อความสนุกของประชาชนและเพิ่มความกระตือรือร้นของผู้มีวิชา” หลังจากเอาข้าวของไปเก็บที่ห้องก็ให้กังพาเดินทั่วเมืองทำตัวอย่างกับมัคคุเทศก์นำเที่ยว
“แล้ว ๆ ลานประลองอยู่ไหนล่ะ?” เซนยิ้มตื่นเต้นถามทันควัน
“ถ้าเป็นลานประลองหลักจะอยู่ในดันเจี้ยนแต่ถ้าเป็นลานประลองเล็กจะอยู่กลางเมือง”
“พาไปดูหน่อยสิ”
กังยักไหล่ยิ้มตามเซนไปด้วย “เอาสิยังไงก็ว่างอยู่แล้ว”
สองหนุ่มเดินนำหน้าไปไม่รอใครแถมยังคุยกันถูกปากถูกคอจนเหมือนลืมเพื่อน ๆ ไปแล้ว
“ดูมันสิท่าทางดี๊ด๊าอยากออกแรงมากสิท่า” ยูกิเดาะลิ้นหงุดหงิดกับท่าทางของเซน
“เอาเถอะน่า ฉันเองก็อยากเห็นเหมือนกัน” คานะเร่งฝีเท้าเดินตามหลังไปทันที
“แล้วพวกเธอล่ะ?” ยูกิหันไปถามฟราน
“เอ่อ...ฉันยังไงก็ได้” ฟรานลังเลคิดก่อนตอบ
พอหันไปมองสเตล่าเธอก็ยักไหล่เออออตามน้ำไปเรื่อย พอรู้ตัวอีกทีพวกเซนก็เดินนำไปไกลลิบเกือบพลัดหลงเสียแล้ว
หลังจากเดินมาได้สักพักพวกเขาก็เจอลานประลองเล็กแต่มันกลับมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าสนามฝึกที่เคยเห็นที่ไหน
“นั่นแหละ ! เอาให้ร่วงไปเลย !”
เสียงตะโกนเชียร์ดังลั่นไปทั่วพร้อมกับฝูงชนจำนวนมากที่รายล้อมสองหนุ่มบนลานประลอง
“เข้ามาสิวะเอาแต่ดูเชิงอยู่นั่นแหละ” ทางมุมขวายิ้มเยาะยั่วยุทำให้อีกฝั่งกระโจนเข้าประชิดตัวหวังจับแขนให้ได้
“การประลองแบบไม่ใช่อาวุธเหรอ?” เซนถาม
“ก็คงเป็นเช่นนั้น ในลานประลองเล็กจะมีการตกลงทั้งสองฝั่งว่าจะประลองในรูปแบบไหนและอาจจะมีการวางเดิมพันด้วย”
“แบบนั้นก็น่าสนุกสิ แล้วถ้าฉันอยากขึ้นไปจะต้องทำยังไง?” เซนตื่นเต้นจนยิ้มไม่หุบถ้าไม่ได้คานะดึงตัวไว้ก็อาจจะวิ่งไปหน้าลานประลองแล้ว
“เห็นตาแก่ตรงโน้นไหม? นั่นคือผู้ดำเนินการประลองซึ่งถ้าเจ้าอยากขึ้นประลองก็ต้องไปคุยกับเขาแต่ไม่ต้องห่วงเพราะถ้าข้าไปด้วยยังไงก็ตอบตกลงอยู่แล้ว”
เขาเดินนำหน้าไปหาชายชราที่นั่งยิ้มระรื่นอยู่มุมสนามประลอง
“นั่นมันท่านกังนี่ ปีที่แล้วเขาได้อันดับสามของสนามประลองแถมยังหล่อเหลาจนอยากได้เป็นพ่อของลูกเลย”
พอเริ่มมีคนสังเกตเห็นกังพวกเขาก็แหวกทางเดินให้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเอ่ยปากสักคำ เช่นเดียวกับชายชราที่เป็นคนดำเนินการประลองยังก้มหัวลงพร้อมกับผสานมือทักทาย
“กล่าวทักทายท่านกัง วันนี้มีธุระอันใดจึงมาที่แห่งนี้ขอรับ”
“พอดีว่าสหายของข้าอยากลองแข่งในสนามประลอง ถ้าผู้อาวุโสไม่ว่าอะไรช่วยจัดการคู่แข่งให้ได้หรือไม่ขอรับ?” แม้กังจะดูโอ้อวดมั่นใจในตัวเองแต่ก็ไม่เคยไร้มารยาทจึงผสานมือก้มทักทายเช่นกัน
“แน่นอน ๆ ข้าจะจัดให้ต่อจากคู่นี้ทันทีเลย แล้วสหายของท่านกังจะเลือกการประลองแบบไหนขอรับ?”
เซนยืนคิดหนักจนชายชรายื่นหนังสือรูปแบบการประลองให้ดู “อืม...ข้าอยากลองแบบมัดมือชก”
“เอาอันนี้สิ” คานะยื่นหน้าเข้ามาอ่านหนังสือด้วยและชี้ไปที่การประลองแบบปิดตา
“นี่เธอจะให้ฉันที่ไม่มีเวทตรวจจับมาสู้แบบปิดตาเนี่ยนะ” เซนขมวดคิ้วยิ้มเจื่อน
“น่าตื่นเต้นดีออก เรื่องประสาทสัมผัสนายอาจจะทื่อกว่าพละกำลังแต่นี่เป็นโอกาสในการฝึกฝนนะ ถ้ากิได้เห็นก็คงจะดีไม่น้อยเลย”
“จริงด้วย ถ้าฉันชนะการประลองที่ไม่ถนัดก็อาจจะไปขิงกับกิได้” เซนยิ้มมีความสุขอย่างกับชนะการประลองไปแล้ว
“ข้าขอการประลองปิดตา” เซนทำเสียงเข้มกล่าว
ผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็อุทานเป็นเสียงเดียวกันเพราะการประลองแบบปิดตามีโอกาสทำให้คนรอบสนามได้รับบาดเจ็บไปด้วยและมันก็เป็นการประลองที่น้อยคนจะเลือกดังนั้นมันทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
“ถ้าเป็นการประลองปิดตาข้าก็มีคู่ต่อสู้เหมาะ ๆ พอดีเลย” ชายชราหัวเราะอย่างมีเลศนัยพลางมองไปยังชายหนุ่มปิดตาผู้หนึ่ง
หลังจากสิ้นสุดการประลองคู่ล่าสุดพวกเขาก็ให้เซนขึ้นสนามทันที แม้จะมีคนไม่พอใจกับการลัดคิวแต่เพราะแรงกดดันจากกังทำให้ต้องจำยอมต่อไป
“นักสู้ทั้งสองพร้อมหรือไม่?”
เซนถือดาบยักษ์ที่พันผ้าไว้ทำเหมือนไม้เท้าขึ้นไปด้วย ส่วนอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนเหมือนคนทั่วไปแต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกทั้งยังมีดาบคมเดียวที่ยังเก็บไว้ในฝักอีก
“พร้อมขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็...” ชายชราเคาะระฆังเป็นสัญญาณเริ่มการประลองแบบปิดตา
รอบสนามมีการวางบาเรียป้องกันอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้ผู้ชมโดนลูกหลง แต่เพียงหนึ่งวินาทีที่ระฆังสั่นบาเรียชั้นแรกก็แตกออกเสียแล้ว
“เมื่อกี้มันอะไร? ข้าตาไม่ฝาดไปใช่ไหมพวกเขาไม่ได้ขยับสักก้าวแต่กลับมีพลังมหาศาลพุ่งพวยออกมา”
“ไม่แปลกหรอกที่จะไม่เห็น เจ้านั่นเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งทีเดียวแถมยังคุ้นชินกับการปิดตาสู้เสียด้วย คมดาบที่ชักออกจากฝักตวัดเพียงหนึ่งครั้งและเก็บกลับเข้าฝักอีกครั้ง” กังพยายามเพ่งสายตามองตามการเคลื่อนไหวของทั้งสองและยังอธิบายให้ผู้ชมใกล้ ๆ ได้ฟังอีกด้วย
เซนเดินไปรอบ ๆ พยายามฟังเสียงหาที่อยู่คู่ต่อสู้แต่อีกฝั่งกลับยืนนิ่งเพื่อหาจังหวะสวนกลับแทน
“เซนจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ฟรานมองดูแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยเหงื่อจากความกดดัน
“ไม่เป็นอะไรหรอกยังไงมันก็แค่การประลองนี่” คานะตบหลังทำให้ฟรานสบายใจขึ้น
“ไม่หรอก ถึงจะเป็นแค่การประลองเล็ก ๆ แต่บางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นมีคนตายเลยนะแถมปิดตาแบบนั้นก็คงยากต่อการควบคุมความเสียหาย” กังพูดต่อทันทียิ่งทำให้พวกฟรานคิดหนัก
เพียงครู่เดียวเซนก็โดนซัดกระเด็นไปชนบาเรียทำให้ผู้ชมตกตะลึงในความรวดเร็วของชายหนุ่มผู้ใช้ดาบ
คิดสิเซนถ้าไม่ได้ยินเสียงเท้าแล้วเราจะรู้ตำแหน่งของศัตรูได้ยังไง ขณะที่กำลังครุ่นคิดเซนก็ได้แต่ป้องกันด้วยเสริมกำลังและโล่มานาเป็นเสมือนหุ่นซ้อมมีชีวิตไปแล้ว
“เซน ! ทำอะไรสักอย่างสิโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้จะไปได้อะไร” คานะตะโกนส่งเสียงให้เซนได้สติ
เขาคาดเดาทิศทางของการฟาดดาบเพื่อพุ่งตรงไปหาแต่เพียงแค่เซนเริ่มยกเท้าอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังจะเข้ามาประชิด
ครั้งนี้แหละ เซนเหวี่ยงหมัดขวาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะโดนตัวคู่ต่อสู้แต่ภาพที่ทุกคนเห็นกลับเป็นเซนที่เหวี่ยงหมัดใส่อากาศไม่ใกล้เคียงกับคู่ต่อสู้เลยสักเมตรเดียว
“เซน !”
เสียงอันคุ้นเคยตะโกนดังลั่นจากด้านหลังของพวกคานะ เสียงที่ทำให้พวกเธอตกตะลึงยิ้มปากแทบฉีก
“เงื่อนไขไม่ได้ห้ามใช้เวทมนตร์นี่ เพราะฉะนั้นก็ทำสิ่งที่ตัวเองถนัดเถอะ” ซึฮากิเดินนำหน้าพาเด็ก ๆ เข้ามาดูการประลองช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เซนมาประลองพอดี
“ของที่ฉันถนัด” เซนหัวเราะลั่นอย่างกับคนบ้ามันยิ่งทำให้กังประหลาดใจกับแววตาสีหน้าของพวกเขาที่เปลี่ยนไปเพราะแค่เสียงจากคนแปลกหน้าคนเดียว
เซนยืนนิ่งและปักไม้เท้าอันใหญ่ลงพื้นก่อนจะใช้เวทเพลิงเผาผ้าที่พันไว้จนหมดเผยให้เห็นดาบยักษ์ใหญ่สีแดงชาดที่แพร่ความร้อนออกมารอบ ๆ ทำให้ผู้ชมพากันถอยห่าง
“อา ! สดชื่นจริง ๆ” เซนยกดาบยักษ์เหวี่ยงเป็นวงกลมส่งคลื่นเพลิงออกไปเผาทุกทิศทางโดยไม่ต้องสนว่าคู่ต่อสู้จะอยู่ที่ไหน
คมดาบเพลิงอันรุนแรงระเบิดบาเรียทั้งหมดพังจนผู้ดำเนินการประลองต้องสั่งให้หยุดกลางคันและเข้ามาช่วยร่ายโล่ป้องกันได้ทันฉิวเฉียด
“อา...ฉันทำเกินไปหรือเปล่า?” เซนยืนอยู่ท่ามกลางพื้นร้อน ๆ และคู่ต่อสู้ของเขาก็ยังยืนอยู่ได้เช่นกัน
เมื่อได้ยินเสียงยุติการประลองเซนจึงถอดผ้าปิดตาพร้อมกับกวาดสายตาหาชายหนุ่มผู้นั้น ชายหนุ่มที่ปิดตาตลอดเวลาไม่ว่าเป็นตอนแข่งหรือยืนอยู่ข้างสนามทำให้เซนรับรู้ได้ว่าตาของเขามีปัญหาอะไรแน่