จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

ตอนที่ 217 ผู้ท้าทายต่างแดน

ตอนที่ 217  

ผู้ท้าทายต่างแดน

บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬที่แฝงไปด้วยความสง่างามของลวดลายสีทองที่ถักทออยู่บนเนื้อผ้าอย่างประณีตมุ่งตรงออกไปด้านนอกคฤหาสน์อย่างรวดเร็วด้วยการเคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบาพุ่งทะยานออกไปมุ่งตรงสู่สุดเขตของอาณาเขตอักขระที่เขาสร้างขึ้น 

หวังเซียนที่เดินกลับมาที่คฤหาสน์ก็เห็นร่างของนายน้อยหลิงพุ่งผ่านหน้าของตนเองไปอย่างรวดเร็ว เขาที่ยืนอยู่ก็สุดแสนจะตื่นตระหนกเมื่อเห็นท่าทางและใบหน้าของนายน้อยหลิงกำลังฉายความจริงจังออกมาหลายส่วน 

หลิงเฉินพากายของตนเองพุ่งผ่านสวนขนาดใหญ่ที่มีสามีเยี่ยและเหล่าคนงานจำนวนนึงอยู่ไปอย่างไม่หยุดพูดหรือทักทายอันใดกับพวกเขา ผู้ที่ดูแลสวนพืชพันธุ์และสมุนไพรอยู่เมื่อเห็นท่าทางของนายน้อยหลิงแปลกๆไปก็ให้พากันสงสัยยิ่งนักโดยทั่วไปนายน้อยหลิงมักจะหยุดแล้วทักทายพวกเขาตลอด

สุดอาณาเขตอักขระของหลิงเฉินตอนนี้มีกลุ่มคนที่กำลังย่างกายเข้ามา มันคือกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีจำนวนประมาณ 20 คนที่สวมใส่อาภรณ์แตกต่างและแปลกหูแปลกตาไปจากคนทั่วไป โดยข้อสังเกตุของพวกมันสวมชุดคลุมหนังสัตว์ปกคลุมหนาไม่เหมือนกับคนของแคว้นหมิงและมีพวกดาบที่แปลกตาแหนบอยู่ที่เอว

กลุ่มชายฉกรรจ์แปลกหน้าถูกนำมาโดยชายผู้หนึ่งที่มีร่างกายกำยำล่ำสันช่วงวัยอยู่ประมาณ 20 กลางๆ ตัวของมันเองก็สวมใส่ชุดคลุมหนังสัตว์ที่เปิดเผยให้เห็นบริเวณแผงอกที่อยู่ตรงกลาง ใบหน้าก็ถือว่าดูดีระดับนึงแต่ว่าทั้งใบหน้าและดวงตากลับแฝงไปด้วยความเคร่งขรึมผิดจากคนในวัยเดียวกัน 

โดยทั่วไปแล้วความเคร่งขรึมที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายวัย 20 กลางๆผู้นี้มักจะปรากฏอยู่บนใบหน้าของเหล่านักรบที่เก่งกาจ แต่ทั่วทั้งร่างกายของมันเองก็มีจุดสังเกตนึงที่ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องหยุดแล้วมองนั้นคือพลังวิญญาณระดับรากฐานเซียนขั้นที่ 1 ที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย

พวกมันย่างกายผ่านเข้ามาจากอาณาเขตอักขระของหลิงเฉินอย่างง่ายดายและตอนนี้ก็กำลังเดินตรงไปที่คฤหาสน์ของหลิงเฉิน 

แต่อยู่ๆชายที่เดินนำกลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นมาก็ต้องหยุดเท้าของตนเองลง ดวงตาที่เฉียบคมประหนึ่งสัตว์ร้ายจ้องมองไปด้านหน้าอย่างเรียบเฉย เมื่อเห็นว่าหัวหน้าของพวกมันหยุดเท้าลงเหล่าชายฉกรรจ์ด้านหลังเองก็ต่างพากันอยู่เท้าของพวกมันด้วยความฉงน 

“ มีอันใดงั้นรึขอรับหัวหน้า.. ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังเอ่ยถามขึ้นมา

“ มีคนกำลังมา ” เสียงโทนต่ำอันแฝงไปด้วยความเย็นชาตอบกลับลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของมันไป ชายผู้นี้สัมผัสได้ถึงตัวตนที่กำลังมุ่งตรงมาทางมันอย่างรวดเร็ว

ฟิ้ว!!! ตึบ!!!! และแล้วร่างของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีดำที่แฝงความสง่างามของลวดลายสีทองที่ถักทออยู่บนเนื้อผ้าอย่างประณีตก็ปรากฏกายออกมาขวางหน้าของพวกมันพร้อมกับกระบี่สีดำแดงอันน่ายำเกรงที่อยู่ในมือข้างซ้าย 

ร่างของหลิงเฉินปรากฏกายออกมาขวางหน้าของพวกมัน ดวงตาที่กำลังฉายความจริงจังอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบกวาดมองกลุ่มคนด้านหน้าเพื่อตรองดูสิ่งที่เกิดขึ้น 

หลิงเฉินเห็นด้านหลังเป็นผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังวิญญาณอยู่ในช่วงอย่างรู้ถึงบรรลุชะตา แต่ชายผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดและมีท่าทางแตกต่างจากผู้อื่นเป็นผู้ฝึกตนระดับรากฐานเซียนขั้นที่ 1 ที่ต่ำกว่าเขาประมาณ 2 ขั้น 

ผู้นำของทั้งสองฝ่ายต่างจ้องหน้าของอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉยที่แฝงความเย็นชา แม้ว่าหลิงเฉินจะไม่ไม่รู้จักคนพวกนี้แต่ดูจากเขาพอจะคาดเดาได้ว่าพวกมันเป็นชนเผ่าน้อยที่อาศัยอยู่ทางเหนือสุดของดินแดนแคว้นถัง

ชนเผ่าน้อยที่อาศัยอยู่ภาคเหนือสุดของดินแดนแคว้นถัง พวกมันจะสวมใส่ชุดคลุมที่ทำมาจากหนังสัตว์เช่นนี้และเป็นที่สังเกตได้อย่างง่ายดายและแยกแยะได้ว่าไม่ใช่คนแคว้นหมิง 

ครั้งอดีตหลิงเฉินเองก็เคยพบเจอกับคนของชนเผ่านี้อยู่เหมือนกันครั้งที่เดินทางไปทั่วทั้ง 5 ดินแดน 

“ พวกเจ้าเป็นผู้ใดแล้วเข้ามาในอาณาเขตของข้าด้วยเหตุใดกัน ” หลิงเฉินถามออกไปหน้าที่จริงจังไร้ซึ่งรอยยิ้ม หลังจากที่ได้ลองมองดูอีกฝ่ายแล้วก็คาดการณ์ว่าชายผู้นี้คงจะเป็นอัจฉริยะผู้นึงในยุทธภพเลยก็ว่าได้ ที่คิดเช่นนั้นก็เพราะว่าชายผู้นี้มีอายุเพียงแค่ 20 กลางๆที่ประเมินจากสายตาแต่กลับมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับรากฐานเซียน และมีสิ่งที่หลิงเฉินสัมผัสได้นั้นคือบรรยากาศรอบกายของบุรุษผู้นี้มันแตกต่างออกไปจากผู้อื่น

“ ข้ากัวจ้าน ” อีกฝ่ายเอ่ยชื่อของตัวเองออกมาด้วยเสียงอันเย็นชา ดวงตาของมันเองก็มองรถที่อยู่ด้านหน้าอย่างตาไม่กระพริบอีกฝ่ายเองก็ยังพยายามประเมินตัวตนของหลิงเฉินอยู่ 

ในสายตาของมันบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวตนที่ช่างแปลกประหลาด กัวจ้านมันเป็นผู้ฝึกตนระดับรากฐานเซียนขั้นที่ 1 มันเลยพอจะสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่แปลกประหลาดจากหลิงเฉิน 

มันสัมผัสได้ว่าบุรุษผู้นี้มีระดับพลังวิญญาณน่าจะแตกต่างกับมันเพียงแค่ 2 ขั้นแต่เหตุใดถึงมีพลังวิญญาณมากมายขนาดนั้นแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายราวกับว่ามีบางอย่างที่แข็งแกร่งกำลังเกื้อหนุนอยู่ด้านหลัง

“ พวกเจ้าเข้ามาที่แห่งนี้มีผลเหตุอันใด ” หลิงเฉินถามย้ำอีกครั้ง

“ ข้าเดินทางไปทั่วทั้งห้าดินแดนเพื่อเสาะแสวงหาผู้ที่มีพลังเพื่อประมือหวังจะพัฒนาความสามารถของตนเอง ข้าได้ยินว่าที่แห่งนี้มีคนที่แข็งแกร่งอยู่เลยอยากจะมาขอท้าสู้ด้วย ” มันกล่าวจุดประสงค์ของตนเองออกมาอย่างเปิดเผย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลิงเฉินก็ตระหนักได้ว่าชนเผ่าน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณดินแดนทางเหนือของแคว้นถังเป็นเผ่าที่คลั่งไคล้ในการต่อสู้มากจนมีกฏที่ให้บุตรชายของหัวหน้าเผ่าออกเดินทางไปทั่วทั้ง 5 แคว้นเพื่อท้าสู้กับยอดฝีมือจนชนะถึง 100 คนถึงจะสามารถกลับมาที่เผ่าได้ 

หลิงเฉินคาดการณ์ต่อไปอีกว่าการที่อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงตัวตนของเขาและเดินทางมานี่ก็คงจะเป็นเพราะว่าอาจจะได้ยินเสียงคำร่ำลือจากที่ไหนสักแห่งแล้วตามมาเพื่อท้าสู้ด้วยเช่นนี้ 

บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬที่แฝงไปด้วยความสง่างามของลวดลายสีทองที่ถักทออยู่บนเนื้อผ้าสีดำอย่างประณีต ได้ยกกระบี่สีดำแดงอันน่าเกรงขามที่อยู่ในฝักในมือข้างซ้ายของตนเองขึ้นมาก่อนจะปามันปักลงไปที่พื้นดิน 

ตึ้ง!!! ปลายฝักกระบี่ปักลึกลงไปที่พื้นดินทำให้ตัวกระบี่สีดำแดงตั้งตระหง่านราวกับเสาค้ำมหาสมุทร พลังวิญญาณจำนวนมากแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณทำให้เหล่ากลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นต่างถอยไปคนละสองก้าว แต่มีเพียงตัวของบุรุษที่เป็นผู้นำของกลุ่มเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่โดยไม่ขยับแม้เพียงก้าวเดียว

“ ข้าขอถามเจ้า..ข้าเป็นคู่ต่อสู้คนที่เท่าไหร่ ” หลิงเฉินเอ่ยถาม 

อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่ตัวของมันจะตอบกลับ “ คนที่ 98 ”

หลิงเฉินยกยิ้มที่มุมปากของตนเองก่อนที่เขานั้นจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบาๆ “ หึ หึ หึ ”

“ เฮ้ย!!! มีอันใดน่าหัวเราะงั้นรึ!!! ” ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังของชายผู้นั้นกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เมื่อมันเห็นว่าหลิงเฉินส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไร้สาเหตุ 

“ ไม่มีอันใด ข้าเพียงแค่เจ้าเนี่ยโชคร้ายจริงๆที่เลือกข้าเป็นคู่ต่อสู้ในตอนนี้ ถ้าตัวของเจ้าไปเลือกผู้อื่นอีกสัก 2 คนเจ้าคงจะได้กลับไปที่เผ่าของเจ้าอย่างองอาจแล้วแท้ๆ ”

“ ตามกฎของเผ่าเจ้าถ้าเอาชนะยอดฝีมือ 100 คนของทั้งห้าแคว้นได้เจ้าจะได้กลับไปแล้วขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าใช่หรือไม่ แต่ถ้าพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด ตัวของเจ้าก็ต้องยอมเป็นผู้ติดตามของคนผู้นั้นเป็นเวลาถึง 10 ปี ” หลิงเฉินกล่าวถึงกฏสำคัญของเผ่าชนกลุ่มน้อยของเจ้าพวกนี้ 

ในอดีตเขาเองก็เคยนั่งคุยกับบรรพบุรุษของคนพวกนี้อยู่เหมือนกันเลยได้รู้เกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้มา ถ้าลูกชายของหัวหน้าเผ่าพ่ายแพ้ต่อศัตรูคนใดใน 100 คนที่ท้าทายจะต้องยอมเป็นข้ารับใช้ให้คนผู้นั้นถึง 10 ปีถึงสามารถกลับไปที่เผ่าของตนเองได้ 

“ เจ้ารู้เรื่องนี้ได้เช่นไร ” บุรุษตรงหน้าของหลิงเฉินเลยถามออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ที่แฝงความเย็นชา 

“ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้หรอก แต่ว่าข้ายอมรับคำท้าของเจ้าเข้ามาสิ ” หลิงเฉินเริ่มบิดร่างกายของตนเองไปมาเพื่อพร้อมให้เข้าสู่การต่อสู้ การได้เจอคนพวกนี้มันก็ถือว่าเป็นโชคดีของเขาอย่างนึงตอนนี้เขากำลังขาดผู้ที่มีฝีมือในการสร้างพักอยู่เลย 

พรรคของเขาที่กำลังจะสร้างขึ้นผู้ที่มีความสามารถในการต่อสู้ก็มีเพียงแค่เขาและเกาซานเวยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นลู่หมิงและเยี่ยเหมยก็ต่างยังเด็กเกินไปบางทีการได้คนพวกนี้มาเข้าร่วมกับพรรคของตนเองมันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้ ตอนนี้ในคฤหาสน์ของเขามีคนอาศัยอยู่หลายร้อยคนจะให้เขาเป็นผู้เดียวที่คอยปกป้องก็เกรงว่าจะปกป้องไม่ได้ทั้งหมด 

อีกฝ่ายทำใบหน้านิ่งเฉยก่อนที่เขาจะเริ่มย่อกายของตนเองลงพร้อมตั้งท่าพุ่งทะยานเข้าไปหาหลิงเฉิน อีกฝ่ายไม่มีท่าทางหวาดกลัวและเกรงกลัวต่อตัวตนของหลิงเฉินเลยสักนิด 

หลิงเฉินที่กำลังบิดร่างกายของตนเองไปมาก็หยุดการกระทำนั้นแล้วกลับมาเริ่มตั้งท่าพร้อมเข้าต่อสู้

“ ไม่หยิบกระบี่งั้นรึ ” มันเอ่ยถามหลิงเฉินเมื่อเห็นว่าเขายกมือเปล่าพร้อมตั้งท่าโดยไม่ได้จับกระบี่

“ ไม่จำเป็น ” หลิงเฉินตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

อีกฝ่ายเองก็ยกมาหมัดทั้งสูงขึ้นก่อนที่จะเริ่มออกแรงพุ่งทะยานเข้าไปหาร่างของหลิงเฉินอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนระดับรากฐานเซียนแน่นอนว่าต้องรวดเร็วราวกับสายลมมุ่งตรงเข้าหาหลิงเฉิน 

หมัดที่แฝงเร้นไปด้วยพลังวิญญาณของอีกฝ่ายตรงเข้าที่ใบหน้าของหลิงเฉิน 

ทว่า... 

ขวับ!!! หมัดนั้นโดนแต่เพียงอากาศใบหน้าของหลิงเฉินเอนหลบไปด้านขวาเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีอย่างง่ายดาย

เมื่อสามารถหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้แล้ว หลิงเฉินยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงวิญญาณสีส้มอ่อนก่อนที่เขาจะใช้ฝ่ามือที่ถูกปกคลุมไปด้วยทักษะฝีมือเปลวเพลิงซัดเข้าไปที่กลางหน้าอกของอีกฝ่าย ผัวะ!!! 

ร่างของมันกระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าวก่อนที่จะตั้งหลักได้อีกครั้งแล้วเริ่มพุ่งทะยานเข้ามาโจมตีหลิงเฉินอีกรอบ หมัดซ้ายและขวาปล่อยมุ่งตรงเข้ามานับสิบครั้ง 

ขวับ!!! ขวับ!!! ขวับ!!! ขวับ!!! หมัดนั้นเหวี่ยงโดนแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น 

“ เจ้าจะไม่ใช้ทักษะกลืนกินโทสะงั้นรึ ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาขณะโยกกายหลบหมัดของอีกฝ่าย คำพูดนั้นมันทำให้ใบหน้าที่นิ่งเฉยแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาของอีกฝ่ายแสดงความตื่นตระหนกออกมาก่อนที่มันจะหยุดการโจมตีแล้วก้าวถอยหลังไป

“ เจ้ารู้ได้เยี่ยงไร ” มันสุดแสนจะประหลาดใจที่ตัวตนด้านหน้าของมันรู้จักทักษะของมัน 

จบตอน