Hi, Darling 12
พี่กริชเงียบไปเลยหลังจากที่เราคุยเื่นั้นกัน เงียบแบบคิดอะไรกับตัวเองไม่ใช่เงียบเพราะโกรธฉัน ฉันเองรู้สึกแบบนั้น เมื่อมาถึงบ้านเพราะฝนที่ตกมาตลอดทางเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก โรงจอดรถตั้งอยู่ห่างจากบ้านเล็กน้อยเราจึงต้องจอดที่นี่แล้วเดินไปยังตัวบ้านแต่เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้เราทั้งสองต้องเบียดกันอยู่ในร่มเดินเข้าไปยังตัวบ้านที่มีแม่หมี่ยืนรออยู่พร้อมกับรอยยิ้ม ด้านหลังเป็ลุงคงที่มองมาอย่างลำบากใจ
“เดี๋ยวพี่ไปเอากระเป๋าก่อน” พี่กริชบอกกับฉันเสียงเบาเมื่อส่งฉันเข้ามายืนที่หน้าบ้านและพ้นสายฝนที่เทลงมาสำเร็จ พี่กริชกางร่มเดินกลับไปยังรถไม่นานก็กลับมาพร้อมกระเป๋าสองใบและถุงขนมในมือ
“แม่สวัสดีค่ะ คุณลุงสวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง ท่านทั้งสองต่างรับไหว้ด้วยสีหน้าที่ต่างกันออกไปหนึ่งคนดูดีใจ ส่วนอีกคนคล้ายใไม่รู้ว่าท่านเป็อะไรนะ แต่แม่หมี่นี่ดีใจแน่ ๆ
“สวัสดีจ๊ะ ออกจากบ้านกี่โมงถึงซะค่ำเลย”
“หกโมงเย็นค่ะ แต่มาช้าเพราะขับช้าแล้วก็หนูแวะซื้อของกินบ่อย” ท้ายประโยคฉันบอกด้วยท่าทีเขินอาย
“แล้วหิวไหมแม่ทำกับข้าวให้ไหมลูก”
“พี่หิวไหม?” ฉันหันกลับไปถามพี่กริชที่กำลังใช้มือเช็ดหยดน้ำออกจากแขนเสื้ออยู่
“ไม่ครับ หนูหิวเหรอ?”
“แฮ่ ค่ะ หิว”
“หึ เดี๋ยวพี่ทำให้ก็ได้ ให้แม่พักดึกแล้ว” สายตาเอ็นดูถูกส่งมาจากคนตัวโต หลังๆ มาฉันชอบกินมื้อดึกมาก ถึงอ้วนก็ยอมเพราะมันหิวจริง ๆ
“ไม่ต้อง ๆ ขับรถมาเหนื่อยเดี๋ยวแม่ทำให้น้องเอง ใครไม่หิวก็ไปอาบน้ำนอน เดี๋ยวแม่จะอยู่กับน้อง”
“ไปลูก ไปดูกันว่าหนูอยากกินอะไร” แม่หมี่เดินจับมือฉันเข้าไปในห้องครัว ปล่อยให้พี่กริชและลุงคงอยู่ด้วยกัน
“แม่คะ”
“จ๋าลูก” พี่หมี่ขานรับทั้งยังหันกลับมามองฉันด้วยสายตาอบอุ่น ฮื่อ ฉันอุ่นใจจังที่ได้เรียกท่านว่าแม่และได้ยินท่านตอบกับมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้น
“หนูขอกะเพราได้ไหมคะ”
“ได้จ๊ะลูก เดี๋ยวแม่ทำให้นั่งรอก่อน” ฉันนั่งรอไม่นานก็ได้กะเพราะรวมที่แสนจะน่ากินส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายสอมาวางตรงหน้า เป็กะเพราะที่มีทุกอย่างที่ฉันอยากกินอยู่ในนั้น แม่หมี่ทำให้อย่างใจดี เมื่อทำเสร็จฉันก็เอ่ยขอบคุณท่านไป เรานั่งคุยกันอีกสักพักแม่หมี่ก็ขอกลับขึ้นไปนอนและบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะพาไปเดินเล่นข้างนอก ตอนนี้เลยมีเพียงฉันที่นั่งกินข้าวอยู่ที่ห้องครัว
“เฟื่อง สายชาร์ตหนูอยู่ไหนพี่จะชาร์ตแบตโทรศัพท์ให้แต่หาไม่เจอ” คนที่หายขึ้นไปบนบ้านเอ่ยถามเบา ๆ พร้อมกับเ้าของเสียงที่เดินมายืนซ้อนหลังฉันที่นั่งกินข้าวอยู่
“หนูลืมเอามา”
“ใช้ของพี่ไปก่อนแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ พี่กินอะไรไหม?” ฉันถามกลับ พี่กริชก้มหน้ามองยิ้ม ๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ ฉัน ที่นั่งมีตั้งเยอะทำไมต้องมานั่งเบียดกันแบบนี้ล่ะเนี่ย
“เครียดเหรอ่นี้ ทำไมกินเยอะ”
“ก็...นิดหน่อยค่ะ”
“มีอะไรคุยกับพี่ได้นะ รู้ไหมพี่ไม่อยากให้เครียด เป็ห่วง”
“หนูรู้ว่าพี่ห่วง ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ หนูจบอกพี่นะ”
“ครับ กินข้าวต่อเถอะ จะได้ขึ้นไปอาบน้ำนอน” พี่กริชเปลี่ยนเื่คุย เขานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ ฉันที่กินข้าวอยู่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากรู้เพียงการมีอยู่ของเขา แต่ไม่คิดว่าที่เงียบ ๆ ไปนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนและอวดว่าได้มาที่ไร่ เพราะไม่นานฉันที่กินข้าวเสร็จโทรศัพท์เขาก็มีสายเรียกเข้า พอได้ยินเสียงคู่สนทนาเลยพอจะรู้ได้ว่าเป็พี่หมอก้ำเพื่อนสนิทของเขา
(กูจะคุยกับน้องเอง)
“ก็กูบอกแล้วว่าจะเอาไปให้ไงวะ”
(กูไม่เชื่อมึงหรอก ครั้งก่อนก็บอกแบบนี้แต่มึงก็ลืมกู)
“เออ ๆ ให้คุยก็ได้ เฟื่องครับก้ำมันจะคุยด้วย” พี่กริชยื่นโทรศัพท์ของเขาที่มีการวีดีโอคอลไว้อยู่มาให้ อะไรของเขาก็ไม่รู้นะพี่กริชน่ะ ตอนนี้ดูวอแวยังไงไม่รู้
“สวัสดีค่ะพี่ก้ำ”
(สวัสดีครับ เป็ไงบ้างเหนื่อยไหมนั่งรถนาน) พี่ก้ำถามกลับมาอย่างเป็ห่วง อีกฝ่ายยังอยู่ในชุดเสื้อกาวน์อยู่เลย เดาว่าพี่ก้ำน่าจะมีเวรนะคืนนี้
“ไม่เหนื่อยค่ะ”
“รีบคุยสิ จะพาน้องไปนอนแล้ว” เ้าของโทรศัพท์กอดอกมองหน้าบึ้ง บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังเริ่มไม่พอใจ ที่ฉันคุยเล่นกับพี่หมอก้ำอย่างสนิทสนมแบบนี้
(ฮา ๆ ๆ ขี้หวงชิบหายเลยเพื่อนพี่เนี่ย พี่จะบอกว่าฝากน้องเฟื่องซื้อไวน์จากที่ไร่มาให้พี่ด้วยนะครับ กริชมันชอบลืมไม่ก็ไม่ยอมซื้อให้พี่)
“ได้ค่ะ เดี๋ยวก่อนกลับหนูซื้อกลับไปให้”
(ขอบคุณครับ งั้นพี่ไม่รบกวนแล้วนะ เจอกันครับน้องเฟื่อง)
“ค่ะ สวัสดีค่ะพี่หมอก้ำ”
“ขึ้นนอนได้แล้วครับ ดึกแล้ว” พี่กริชเอ่ยเตือน นั่นแหละเราทั้งสองถึงได้เดินขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ห้องนอนเดิมของพี่กริชอยู่มุมด้านในสุดหากเปิดม่านออกไปนั้นก็จะมองเห็นไร่องุ่นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ฉันเข้าไปอาบน้ำโดยที่ใช้เวลานานนิดหน่อย ตั้งใจว่าออกจากห้องน้ำในตอนที่พี่กริชต้องหลับไปแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าพอเดินออกมาคนที่คิดว่าจะหลับกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ปลายเตียง ทำอย่างกับว่าเขาเองก็รอฉันออกจากห้องน้ำอยู่เหมือนกัน
“ทำไมยังไม่นอนคะ” เมื่อเขาเอาแต่มองตามไม่หยุดจึงเลือกที่จะเอ่ยถามเขาออกไป
“รออยู่”
“ถ้าเหนื่อยก็นอนก่อนได้ไงคะ ไม่เห็นต้องรอเลย” ฉันดุอย่างไม่จริงจัง แค่ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเขาง่วงขนาดไหนฉันรีบนำผ้าเช็ดตัวไปตากจากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้เตียง พี่กริชเองพอเห็นฉันเดินเข้าไปใกล้ก็ขยับไปปิดไฟและกลับมานอนข้าง ๆ ฉัน ฉันหลับตาลงทันทีที่หัวถึงหมอนใบนุ่มและดึงผ้าห่มมาคลุมร่างตัวเองไว้ ขณะที่หลับตากลับรู้สึกถึงท่อนแขนยาวที่ยื่นคร่อมผ่านร่างฉันไปกดปิดโคมไฟข้างเตียง แต่รอจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ยอมขยับออกห่าง ด้วยความสงสัยว่าทำไมพี่กริชถึงยังไม่ยอมยกแขนออกจึงเลือกที่จะลืมตาขึ้นมอง ก็พบว่าเขากำลังจ้องมองฉันอยู่ และโคมไฟยังไม่ถูกปิด
“พี่...”
ถ้อยคำที่ตั้งใจจะเอื้อนเอ่ยกลับไม่ได้เอ่ยออกไปเมื่อเ้าของร่างสูงโน้มต่ำลงมาพร้อมกับกดริมฝีปากลงมาอย่างแ่เบาและนุ่มนวล ฝ่ามือร้อนลูบที่ท่อนแขนไปมาอย่างเชื่องช้า ไออุ่นที่แตะตามผิวทำให้ขนลุกชันอยู่ไม่น้อย ช่องท้องเริ่มบิดมวนไปหมดอย่างไม่ทราบสาเหตุ ปลายลิ้นร้อนชื้นแตะเล็มที่ริมฝีปากล่างอย่างกระหายยามเผยอริมฝีปากอีกฝ่ายยิ่งแทรกเข้าหามากยิ่งขึ้น
“อือ”
“อืม” เสียงครางพึงพอใจดังเป็ระยะ เราจูบกันอยู่นานกระทั่งพี่กริชเริ่มถอยออกห่าง แต่ห่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ชอบพี่บ้างไหม รักพี่บ้างหรือเปล่า?” เขาถามย้ำอีกครั้งแววตาเว้าวอนของเขาทำให้ไม่กล้าละสายตาออกห่างไปไหนฝ่ามืออุ่นเลื่อนขึ้นมาประคองแก้มไว้ อย่างอ้อนวอนขอคำตอบ
“พี่รักเฟื่องนะ รักมานานแล้ว ขอโอกาสให้พี่ได้ไหมครับ” เป็อีกครั้งที่ได้ยินเขาบอกว่ารัก บอกว่ารักอย่างตรงไปตรงมา เขามักจะซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้
“พี่กับผู้หญิงคนนั้นล่ะ” ฉันเอ่ยถึงบุคคลที่สามที่ยังรบกวนจิตใจฉันมาโดยตลอด ผู้หญิงที่ชื่อจินคนนั้น พี่กริชคิดยังไงกับเขา
“คนไหน?”
“มีหลายคนหรือไง” ฉันถามกลับอย่างงอแง แต่กลับเรียกรอยยิ้มจากพี่กริชได้เป็อย่างดี
“ไม่มี มีเราคนเดียว” เขาย้ำน้ำเสียงจริงจังทั้งยังหอมแก้มเสียฟอดใหญ่
“อื้อ! อย่ามาแกล้ง”
“หึ พี่ไม่มีใครเลย ไม่มีแม้กระทั่งคนคุยด้วยซ้ำั้แ่ที่เรามาอยู่ด้วย พี่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองหลงรักเราั้แ่ตอนไหน รู้แค่ว่าั้แ่มีคนตัวเล็ก ๆ ใส่แว่นตา ตัวขาวปากอมชมพูเข้ามาอยู่ด้วย พี่ก็เหมือนจะละสายตาจากเธอคนนั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะตอนที่ผู้หญิงคนนั้นทำงานบ้าน ทำกับข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน พี่ก็เอาแต่มองหา รู้ตัวอีกทีก็เหมือนหายใจไม่ออกตอนที่ถูกเมิน...”
“ทำไมพี่ไม่เคยบอก”
“พี่กลัวเราจะไม่ชอบและพาลเกลียดพี่ ถ้าเป็แบบนั้นพี่คงไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ตอนนี้พี่อยากทำให้เขารู้ว่าพี่รักเขา รักมาตลอด และพี่ไม่เคยยุ่งกับใครเลย”
“พ่อพี่บอกว่าพวกพี่รักกัน กับผู้หญิงคนนั้น ที่ชื่อจิน ที่ทำงานที่เดียวกับพี่ ที่บอกว่าสนิทกับพี่ ที่บอกว่าจะหมั้นกับพี่”
“พี่กับผู้หญิงคนนั้นเคยเรียนที่เดียวกันแล้วบังเอิญได้ทำงานที่เดียวกัน แต่พี่ไม่เคยคุยส่วนตัวอะไรกับเธอเลยส่วนมากก็คุยเื่งาน พี่ไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้น ไปพูดกับฝั่งนั้นจนทำให้พวกเขาเข้าใจผิด เดี๋ยวพี่จะคุยเื่นี้กับพ่อเอง แต่กับฝ่ายนั้นพี่ปฏิเสธไปแล้ว”
“แต่แม่หมี่ก็บังคับให้เราหมั้นกัน”
“แม่ไม่ได้บังคับ พี่ขอให้แม่มาบอกเราเอง”
“คะ?” ได้ยินแบบนั้นถึงกับใ มองอีกฝ่ายที่ตอนนี้หูเริ่มแดงบอกอาการเขินได้อย่างดี
“ก็แม่เหมียวโทรมาบอกพี่ว่าพ่อเราจะหาคนมาหมั้นกับเราเพราะอยากให้เราย้ายไปอยู่ที่นู่นด้วยกัน พี่ก็กลัวอ่ะคิดอะไรไม่ออกเลยไปขอให้แม่คุยกับแม่เหมียวให้เื่ที่จะขอเราหมั้น”
“ก็ว่าทำไมพี่เฉยมากตอนที่แม่หมี่บอกว่าจะให้เราหมั้นกัน” ฉันทำหน้ากรุ่นคิดตามและย้อนนึกกลับไปวันที่แม่หมี่คุยเื่หมั้นของเราทั้งสองตอนที่อยู่บ้านด้วยกัน
“เฉยอะไรล่ะ ตื่นเต้นมากเถอะ ตอนนั้นมือพี่ชื้นไปหมดกลัวเราปฏิเสธ” พี่กริชยอมเฉลยในที่สุด ทำไมเป็เอ็นดูเขาจังเลย มี่ที่กดดันหรือเขินกับเขาด้วยนะเนี่ย คุณหมอสุดเท่ของทุกคนน่ะ
“แต่หนูก็ปฏิเสธนะ” ฉันแกล้งเย้ากลับไป อีกฝ่ายก้มลงจูบอีกครั้งด้วยความมันเขี้ยวและผละออกห่างพร้อมกับรวบร่างฉันเข้าไปในวงแขนของเขา
“ไม่ให้ปฏิเสธหรอกนะ” พี่กริชเถียงกลับอย่างดื้อดึง
“ก็ปฏิเสธไปแล้ว”
“อย่าดื้อน่า ก็รักมากขนาดนี้แล้วอ่ะ แต่งเถอะครับ” เขาอ้อนเสียงหวาน
“...”
“ถ้าหนูไม่เอาพี่”
“...”
“พี่ก็ไม่มีใครเอาแล้วนะ”
บ้าจริง ขายตัวเองแบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ย คุณหมอคะ อย่ารุกเร็วขนาดนี้ค่ะ เขินไม่ทันแล้ว!!
=====
พี่หมอคะ!! จะมาพูดแบบนี้ไม่ได้นะ เขาเขินกันทั้งบางแล้ว! น้องเฟื่องหนูยังโอเคดีอยู่ไหมลูก หมอกริชรุกแรงขนาดนี้