แสงเช้าของกรุงเทพไหลผ่านกระจกสูงเต็มผนังเข้ามาเงียบๆ ทอดยาวบนพื้นไม้สีอ่อนและขอบหินสีเทาของครัวเปิดที่กว้างเกินจำเป็นสำหรับคนอายุสิบเก้า
ซันยืนอยู่หน้าเตาในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงนอน มือข้างหนึ่งจับด้ามกระทะ อีกข้างตอกไข่ลงไปด้วยจังหวะนิ่งแบบคนที่ทำเรื่องนี้บ่อยจนไม่ต้องคิด ขนมปังดีดตัวขึ้นจากเครื่องปิ้งตรงเวลาตามที่คิดไว้ กลิ่นเนยอ่อนๆ ลอยคลุ้งอยู่ในห้องที่แพงเกินกว่าจะเรียกว่าห้องของนักศึกษาธรรมดาได้เต็มปาก
ช่วงแรกๆ เขายังคิดเรื่องนี้อยู่บ้าง เวลามองออกไปนอกกระจกแล้วเห็นกรุงเทพที่อยู่ต่ำลงไป จนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองหลุดจากมาตรฐานคนรุ่นเดียวกันไปไกลเกินเหตุ คอนโดใจกลางเมือง ห้องครัวที่เหมือนโชว์รูม ทุกอย่างควรเป็นของมหาเศรษฐีคนวัยทำงาน ไม่ใช่เด็กมหาลัยปีสอง เขาก็ไม่ได้อยากทำตัวเด่นตอนปีหนึ่งก็ใช้ชีวิตเรียบๆ นอนหอพักระดับสูงที่อาจจะราคาแพงนิดหน่อยสำหรับชนชั้นกลาง แต่มีคนมากมายที่ทำเช่น
แล้วถ้าถามว่าทำไมเขาถึงเลือกจะไม่ปิดบังฐานะการเงินของทางบ้านตัวเองอีกต่อไป... มันก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่เขากำลังทำอาหารเช้าที่แสนเพอร์เฟกนี้
ซันตักไข่ใส่จาน วางขนมปังตามลงไป เติมผลไม้ที่เพิ่งปลอกลงจานรองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนขยับแก้วน้ำให้ตรงกับขอบจานอีกนิด
'สมบูรณ์แบบเกินจำเป็น'
ถ้าเธอคนนั้นมาเห็น เธอก็คงบอกว่าเขาเป็นคนประเภทที่ต่อให้ทำอาหารเช้าให้แฟน ก็ยังทำเหมือนกำลังจัดวางอุปกรณ์อันตรายในห้องแล็บอยู่ดี
คิดแล้วเขาก็ถอนหายใจเบาๆ ยกชุดอาหารทั้งสองจานไปวางที่โต๊ะ ก่อนหันกลับไปทางห้องนอน ถ้าไม่ปลุกตอนนี้ อีกฝ่ายจะตื่นมาพร้อมอารมณ์ที่พร้อมหาเรื่องมากกว่าเดิม
ห้องนอนยังมีความเย็นช่ำจากแอร์ที่เปิดคงที่ แสงเช้าไต่ไปตามปลายเตียงอย่างไม่รีบร้อน อาเรียนอนขดอยู่บนผ้าห่มที่ถูกรั้งไปกองฝั่งตัวเองแทบทั้งหมด เส้นผมสีทองอ่อนยุ่งนิดๆ กระจายบนหมอน ภาพนี้ทำให้คนตรงหน้าดูเด็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งที่ถ้ามองดีๆ อาเรียไม่เคยเป็นคำว่า 'ธรรมดา' ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เส้นผมของเธอไม่ใช่แค่สีทองอ่อน แต่เป็นทองแบบซีดเย็นคล้ายทองคำขาว พอแสงเช้าตกกระทบก็มีประกายสีรุ้งบางๆ ไหลอยู่บนเส้นผมเหมือนแสงออโรร่าที่ถูกดึงมาซ่อนไว้ ซันที่เข้าใจทฤษฎีเวทมนตร์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ภาพลวงตาจากแดดเช้า แต่เป็นผลจากพลังเวทพิเศษที่ฝังอยู่ในตัวเธอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว
ตอนหลับเธอดูเหมือนเจ้าหญิงนิทราที่หลงเข้ามานอนกลางคอนโดหรูของเขาอย่างผิดที่ผิดทาง แต่พอลืมตา ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นกลับไม่เคยให้ความรู้สึกอ่อนแอเลย มันเป็นสีน้ำเงินแบบท้องฟ้ายามค่ำที่แน่นไปด้วยดาว จนคนมองไม่แน่ใจว่าควรหลงใหลหรือระวังตัวก่อนดี — และน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อคืนเธอเป็นฝ่ายแย่งพื้นที่บนเตียงเขาไปเกินครึ่ง
ซันเดินไปหยุดข้างเตียง ก้มลงมองอยู่สองวินาที ก่อนโน้มตัวลงไปหอมแก้มเธอเร็วๆ
“ตื่นได้แล้ว”
เปลือกตาของอาเรียขยับ แล้วมือก็พุ่งมาคว้าข้อมือเขาในจังหวะเดียวกัน
ซันยังไม่ทันดึงกลับ ร่างทั้งร่างก็ถูกแรงกระชากให้เสียหลัก หัวเข่ากระแทกฟูกเบาๆ ก่อนแรงอีกชุดจะดึงเขาล้มลงเต็มตัว
“เดี๋ยวสิ”
คำประท้วงจบไม่ทัน อาเรียก็พลิกตัวขึ้นมาคร่อมเขาไว้เรียบร้อย มือข้างหนึ่งกดข้อมือเขาลงกับที่นอน ดวงตาที่ยังมีรอยง่วงเมื่อครู่ใสชัดขึ้นทันทีที่จับตัวเขาได้
ความไม่ยุติธรรมของผู้หญิงคนนี้คือ ต่อให้กำลังกดเขาไว้จนขยับแทบไม่ได้ เธอก็ยังดูสวยเกินไปอยู่ดี แต่สิ่งที่อยู่ใต้ความสวยนั้นไม่เคยอ่อนโยน ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นตอนนี้คม และเต็มไปด้วยความพอใจของคนที่รู้ว่าตัวเองคุมเกมอยู่
“นายปลุกคนอื่นด้วยวิธีนี้เป็นประจำหรือไง”
“ถ้าทำเป็นประจำ ผมคงไม่พลาดให้เธอจับได้ง่ายขนาดนี้”
อาเรียเลิกคิ้วขึ้นช้าๆ
“แปลว่านายยอมพลาดเอง?”
“แปลว่าเธอมือไวเกินเหตุต่างหาก”
ซันออกแรงบิดข้อมือ พยายามพลิกตัวขึ้น แต่เธอถ่วงน้ำหนักลงมาพอดีจนการขยับของเขากลายเป็นแค่ทำให้ผ้าปูยับกว่าเดิม
“ทั้งที่รู้อยู่ว่าสู้แรงฉันไม่ไหว นายยังจะฝืนอีก”
เธอเพยรอยยิ้มออกมาช้าๆ
“ผมแค่ไม่ชอบแพ้ตอนเพิ่งลืมตา”
“โกหก” เธอขยับเข้ามาใกล้อีกนิด “นายแค่ไม่ชอบแพ้ฉันมากกว่า”
“อาเรีย” เขาเปลี่ยนเรื่อง “มันหนัก”
“นายเนี่เข้าใจเรื่องวิธีทำให้ฉันโกรธจริงๆ เลยนะ” เธอตอบพลางขยับน้ำหนักตัวลงอีกนิดอย่างจงใจ “แต่อย่างน้อยนายจะได้รู้ตัวเต็มๆ ว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายที่เหมือกว่ากันแน่”
ซันพยายามดันตัวขึ้นอีกรอบ ทั้งที่รู้ว่าไม่น่าพาเขาไปได้ไกลกว่าเดิม แต่ถ้าให้ยอมนิ่งตั้งแต่แรก เขาก็ไม่ใช่ตัวเอง
“นายชอบดื้อแบบไม่มีเหตุผลทุกทีเลย”
รอยยิ้มตรงมุมปากเธอชัดขึ้น
“ผมมีเหตุผล และ.... ผมไม่ควรถูกจับกดอยู่บนเตียงตัวเองตั้งแต่เช้า”
“ผิดแล้ว นายไม่ควรเริ่มเรื่องกับคนที่แรงเยอะกว่าตั้งแต่เช้าต่างหาก” เธอย่อตัวลงจนใบหน้าอยู่ห่างจากเขาแค่ลมหายใจ “ใครอ่อนแอ คนนั้นจะโดนเอาคืน”
"ดูเป็นสัจธรรมของโลกเกินนะ ชีวิตคู่ของเราจะเป็นแบบนั้นเหรอ...”
“ไม่หรอก... สัจธรรมชีวิตคู่ของเราน่ะ คือทำสิ่งที่อยาก”
น้ำเสียงนั้นทำให้เขาชะงักไปนิดเดียว พอเห็นว่าเขาเงียบ อาเรียก็ยิ่งรู้ว่าจับจังหวะถูก เธอปล่อยข้อมือเขาข้างหนึ่ง แต่แทนที่จะลุกออก กลับใช้นิ้วเชยคางเขาขึ้นเบาๆ สายตาเลื่อนไปหยุดที่ริมฝีปากเขาอย่างจงใจ
“และฉันอยากจะหุบปากที่น่าหมั่นไส้ของนาย”
หัวใจเขาตกวูบอย่างไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะเอาไปเถียงใครได้ สัญชาตญาณแรกอยากถอย แต่ส่วนลึกอีกด้านกลับทำให้เขานิ่งสนิท เหมือนร่างกายเลือกไปแล้วว่าไม่อยากพลาดว่าต่อจากนี้เธอจะทำอะไร
อาเรียจับได้ว่าความนิ่งนั้นไม่ใช่ความเย็นชา รอยยิ้มเธอจึงบางลง มีชัยชนะน้อยลงและมีความพอใจมากขึ้น จากนั้นก็โน้มลงมาหอมแก้มเขาช้าๆ หนึ่งที
“หายกัน”
ความร้อนวิ่งขึ้นข้างแก้มเขาอย่างน่ารำคาญ ซันหันหน้าไปทางอื่นทันที
“หน้าแดงชัดขนาดนี้ นายจะยังทำเหมือนไม่มีอะไรอีกเหรอ”
อาเรียแตะแก้มเดิมเบาๆ
“ถ้าเธอยังนั่งทับผมอยู่แบบนี้ ต่อให้ผมอยากทำเหมือนไม่มีอะไร มันก็คงยากไปหน่อย”
“ดี อย่างน้อยนายก็ยังพอรู้ตัวว่าตอนนี้เสียเปรียบฉันอยู่”
“ผมรู้ตัวตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว” เขามองกลับตรงๆ “ปัญหาคือเธอกำลังได้ใจมากเกินไปต่างหาก”
“แล้วจะให้ฉันรีบลุกไปไหน” เธอขยับน้ำหนักลงอีกนิด “ในเมื่อเก้าอี้ส่วนตัวตรงนี้ยังน่านั่งกว่าที่อื่นอยู่มาก”
ซันถอนหายใจช้าๆ
“อาหารเช้าจะเย็น”
“ถ้านายเป็นห่วงไข่ในจานมากขนาดนั้น ก็พูดดีๆ ตั้งแต่แรกสิ” อาเรียก้มลงมาใกล้อีกนิดจนปลายผมไล้ผ่านแก้มเขา “ฉันอยากได้ประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกว่านายกำลังขอ ไม่ใช่กำลังรักษาศักดิ์ศรีทั้งที่ลุกเองไม่ได้”
ซันเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าเธอไม่ลุกตอนนี้... ผมคงเริ่มเสียดายอาหารเช้ามากกว่าเสียดายหน้าตัวเองแล้ว”
อาเรียหลุดหัวเราะ ก่อนยอมยกตัวออกจากเขาในที่สุด
“แบบนี้ค่อยฟังรู้เรื่องหน่อย” เธอลุกเดินไปห้องน้ำ ไม่ลืมหันมาบอกทิ้งท้าย “คราวหน้าถ้าอยากปลุกฉันด้วยวิธีเดิม ทำใจไว้ก่อนว่าฉันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ”
“ผมก็ไม่เคยบอกว่าจะยอม”
อาเรียหัวเราะอีกครั้งก่อนปิดประตูห้องน้ำ ซันทิ้งตัวนั่งปลายเตียงอีกครู่ แล้วเอามือแตะแก้มตัวเองช้าๆ
ไร้สาระ เขาคิดแบบนั้น แต่ก็ยังเผลอยิ้มมุมปากอยู่ดี
ตอนทั้งคู่นั่งลงตรงโต๊ะอาหาร แสงเช้าขยับเข้ามาลึกกว่าเดิม ทีวีจอใหญ่ฝังผนังห้องนั่งเล่นเปิดข่าวคลอเบาๆ เหมือนเป็นแค่ของตกแต่งอีกชิ้น
อาเรียมองอาหารตรงหน้าแล้วหรี่ตา
“นายจัดจานเหมือนกำลังพรีเซนต์งานส่งอาจารย์”
“แล้วมันแย่ตรงไหน”
“ไม่แย่หรอก แค่มันดูเหมือนถ้าฉันตัดไข่ผิดมุม นายจะอยากหักคะแนน”
“ถ้าเธอกินให้หมด ผมจะยอมให้ตัดผิดมุม”
“ใจกว้างจังนะ”
“ผมใจกว้างกับคนที่เพิ่งกดผมคาเตียงตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ยังติดใจ?”
อาเรียยิ้มทันที ก่อนชิมไข่คำแรกแล้วชะงักนิดหนึ่งเพราะรสชาติ
“อร่อยไหม?”
แฟนหนุ่มถามด้วยความใส่ใจ
“อร่อย” เธอเผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ “แต่นายอย่าเปลี่ยนเรื่อง ฉันไม่ได้แพ้”
“เธอพูดประโยคนี้บ่อยจนน่าสงสัยนะ”
“หรือถ้ามันจริง นายถึงต้องพูดซ้ำ”
ซันยกแก้วขึ้นจิบ ก่อนวางลง
“อย่างน้อยผมก็ยังมีแรงทำอาหารเช้าให้เธอ ส่วนเธอมีแต่แรงกดคนแล้วกินของฟรี”
อาเรียหัวเราะออกมา พิงหลังกับพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“งั้นฉันก็ควรดูแลสุขภาพไว้ดีๆ จะได้มีแรงกดนายได้อีกหลายรอบ ไม่ใช่แค่ตอนเช้า แต่รวมถึงตอนซ้อม ตอนทะเลาะ แล้วก็ตอนที่นายเผลอคิดว่าตัวเองยังพลิกเกมกลับมาได้ด้วย”
ซันมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเกินกว่าจะเดาได้ง่าย
“ผมก็อยากเห็นเธอตาลายอยู่หน้าสไลด์อาจารย์เหมือนกัน”
อาเรียชะงัก
“หา?”
“คนเราแพ้ได้หลายแบบ” เขาตักผลไม้เข้าปากอย่างใจเย็น “ไม่จำเป็นต้องโดนกดลงเตียงอย่างเดียว”
เธอจ้องเขาสองวินาที ก่อนหลุดหัวเราะแบบยอมรับจริงๆ
“โอเค เอาคืนเก่งขึ้นนี่ งั้นเราเสมอกันตอนนี้”
“ยังไม่เสมอหรอก เธอชนะบนเตียงก็จริง แต่ผมชนะเรื่องอาหารเช้า ถ้าเธอกินหมด ค่อยว่ากันใหม่”
“โห ขึ้นราคาเก่งมากนะ” อาเรียส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมฉันถึงชอบนายที่ดื้อแบบนี้กับฉันคนเดียว”
“เธอชอบตั้งข้อสรุปเอง”
“เพราะมันสนุกเวลานายพยายามปฏิเสธทั้งที่ใจหนึ่งก็อยากด้วย”
ซันเงียบไปครู่หนึ่ง
“มุกนี้ถือว่าใช้ได้”
เขายอมรับในที่สุด
“แค่นั้น?”
“อย่าได้ใจ”
เธอหัวเราะจนต้องวางส้อมลงชั่วคราว เสียงนั้นผสมอยู่กับเสียงผู้ประกาศข่าวในทีวีที่เดิมเปิดคลอเบาจนแทบไม่มีใครฟัง กระทั่งแถบข่าวด่วนด้านล่างเปลี่ยนสี
ซันเป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้น
บนหน้าจอ ผู้ประกาศหญิงสีหน้าจริงจังกำลังรายงานอยู่หน้ากราฟิกชื่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เรียงติดกัน
ภาพตัดไปที่ห้องพยาบาลนักศึกษา คนหนุ่มสาวหลายกลุ่มนั่งรอตรวจ สีหน้าไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็ไม่ใช่แค่พักนอนแล้วหายได้ง่ายๆ
“แปลกแฮะ” อาเรียวางส้อมลงช้าๆ แล้วเหลือบมามองเขา “นายทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว แบบที่กำลังคิดไปไกล แต่จะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไร”
“ก็แค่ข่าว....”
“ถ้าแค่ข่าว นายไม่มองนานขนาดนั้นหรอก”
ซันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนวางแก้วลงเบาๆ
“ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ควรโผล่พร้อมกัน และพุ่งเป้ามาที่นักศึกษา”
“นั่นแปลว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
“อย่างน้อยก็ฟังไม่เหมือนเรื่องที่ควรบังเอิญ”
อาเรียหันกลับไปมองจอ
“งั้นก็คงมีใครบางคนกำลังทำอะไรโง่ๆ อยู่”
“หรือไม่ก็ฉลาดเกินไปในทางที่ไม่ควรฉลาด”
เธอหันขวับกลับมา
“นั่นแหละ นายไม่ได้มองมันเป็นข่าวธรรมดาอยู่แล้ว”
เขามองเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนปลายปากขยับขึ้นนิดเดียว
“เธอฟังผมเก่งเกินไป”
“ช่วยไม่ได้ ฉันอยู่ใกล้คนปากแข็งทุกวัน” อาเรียยกแก้วขึ้นชนกับแก้วเขาเบาๆ “เพราะงั้นนายก็ควรพูดกับฉันตรงๆ ตั้งแต่แรก อย่างน้อยถ้ามันแปลก ฉันก็ควรได้รู้พร้อมนาย”
“แปลก” เขายอมรับในที่สุด “แต่ยังไม่พอให้สรุป”
อาเรียพยักหน้าเหมือนแค่นั้นก็พอแล้วสำหรับตอนนี้
“งั้นก็กินก่อน ถ้านายมัวแต่คิดมากจนกินข้าวไม่หมด ฉันจะหงุดหงิดแทน”
ซันหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนยอมตักไข่เข้าปากตามที่ว่า ข่าวในทีวียังเดินต่อไปอย่างสุภาพและจริงจัง แต่เช้านี้ไม่ได้เป็นแค่เช้าธรรมดาอีกแล้ว
เพราะคอนโดอยู่ใกล้มหาลัยเกินกว่าจะเรียกว่าต้องเดินทางจริงจัง หลังเก็บโต๊ะเสร็จพวกเขาก็ออกจากห้องพร้อมความรู้สึกค้างบางๆ จากข่าวเมื่อครู่ ตรงไปยังคณะที่กำลังกระเพื่อมด้วยเรื่องเดียวกัน
ซันปิดประตูรถแล้วเงยหน้ามองตึกคณะอยู่ครู่หนึ่ง ลานด้านหน้ามีคนเดินขวักไขว่เหมือนทุกวัน แต่ใต้เสียงคุยทั้งหมดนั้นมีความถี่อีกแบบที่เขาจับได้ตั้งแต่ก้าวแรก ผู้คนกำลังคุยเรื่องเดียวกัน ไม่ถึงกับตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ใช่น้ำเสียงของคนที่มองว่ามันเป็นแค่ข่าวผ่านๆ
อาเรียเดินอ้อมมาหยุดข้างเขา
“นายทำหน้าเหมือนกำลังประเมินสนามรบ”
“เธอพูดเกินไป”
“งั้นเอาใหม่ นายทำหน้าเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเริ่มรำคาญคนทั้งคณะตอนนี้เลยดีไหม”
“อันนี้ใกล้กว่า”
อาเรียหัวเราะเบาๆ แล้วขยับมาเดินข้างกัน ไหล่เธอเฉียดแขนเขาในจังหวะที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่พออยู่ในระยะนั้น ซันก็เริ่มรู้สึกถึงสายตาจากรอบข้างชัดขึ้นทีละชั้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่ — นักศึกษาที่เดินสวนมาชะลอฝีเท้าแล้วหันมอง บางคนมองเขา บางคนมองอาเรีย บางคนมองทั้งคู่แบบตรงเกินกว่าจะเรียกว่าบังเอิญ
“วันนี้คนมองเยอะกว่าปกติ หรือฉันคิดไปเอง”
อาเรียเอียงหน้ามาทางเขาโดยไม่หันไปมองต้นเสียง
“เธอโดนมองเยอะกว่าฉันอีก”
“จริง” อาเรียรับง่ายๆ แบบไม่คิดถ่อมตัว “แต่ของฉันมันมองแบบผ่านๆ ได้ ของเรามันคนละแบบ เวลาคนมองมาทางนี้ เขามองเหมือนกำลังหาคำอธิบายว่าทำไมคนสองคนที่ดูไม่น่าจะว่าง ถึงมาเดินเรียนเหมือนชาวบ้านพร้อมกันได้”
ซันไม่ได้เถียง เพราะมันใกล้ความจริงกว่าที่ควรจะเป็น
“เห็นไหม” อาเรียหัวเราะในลำคอ “คนชอบเราพอๆ กัน”
“เธอมั่นใจเกินไปหรือเปล่า”
“นายไม่ชอบเหรอเวลาฉันมั่นใจ”
ซันตอบไม่ทัน เพราะเธอเดินนำขึ้นบันไดไปแล้วครึ่งก้าว เขาจึงได้แต่ตามไปพร้อมเสียงหัวเราะที่ฟังดูพอใจของอีกฝ่าย
พอเข้ามาในห้องเรียน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความวุ่นวายแบบมีขอบเขต โต๊ะถูกจับจองไปกว่าครึ่ง หลายคนยังคุยเรื่องข่าวเช้า แต่พอซันกับอาเรียเดินเข้ามา เสียงรอบหนึ่งก็ดร็อปลงชั่วครู่ก่อนกลับมาในระดับที่พยายามทำเป็นปกติ — พยายามได้ไม่เนียนเท่าไร
พวกเขาเลือกที่นั่งแถวกลางค่อนไปทางหลัง อาเรียวางกระเป๋าลงแล้วใช้หลังมือแตะโต๊ะเขาเบาๆ
“วันนี้ฉันขอสิทธิ์ใช้บริการติวเตอร์ส่วนตัว”
“ผมไม่รับนักเรียนที่ไม่ตั้งใจฟังอาจารย์”
“ฉันตั้งใจฟังนายแทน” เธอเปิดสมุดอย่างขอไปที “มันคือการบริหารเวลา”
เขาส่ายหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ปฏิเสธจริงจัง
ไม่กี่นาทีต่อมาอาจารย์เจ้าของวิชาก็เดินเข้าห้องด้วยแฟ้มหนาและแท็บเล็ตในมือ เป็นผู้ชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าประเภทอดนอนเพราะรักงานวิจัยมากกว่ารักสุขภาพตัวเอง เขาหันไปเขียนชื่อบทบนกระดานด้วยลายมือเร็วจัด
“ทฤษฎีวงเวทรหัสแสง”
เสียงถอนหายใจแผ่วๆ ดังขึ้นจากหลายมุมของห้องทันที
“ไม่ต้องรีบหมดหวัง” อาจารย์ยิ้มอย่างคนคาดไว้อยู่แล้ว “ทฤษฎีนี้เอาไว้ใช้ตัดสินว่าใครเหมาะจะไปทางวิจัย ใครเหมาะจะไปภาคสนาม แล้วใครเหมาะจะกลับบ้านไปนอน” เสียงหัวเราะดังขึ้นบางส่วน ก่อนเขาจะเริ่มเขียนแผนผังวงเวทชุดแรก “เอาง่ายที่สุดก่อน มันคือการอัดข้อมูลเวทเข้าไปในแสง ไม่ใช่ส่งเวทดิบออกไปตรงๆ แต่ส่งชุดคำสั่งที่เข้ารหัสแล้ว ให้ตัวกลางพาไปสร้างเวทอีกทีที่ปลายทาง ถ้าทำสำเร็จจริง ความเร็วในการเข้าถึงเป้าหมายก็คือความเร็วแสง”
อาเรียนั่งฟังอยู่ประมาณสามนาที ก่อนหันมาสะกิดแขนซันเบาๆ
“สรุปคือมันไม่ได้ส่งเวทไป แต่ส่งคำสั่งไปให้แสงพาไปสร้างเวทอีกที?”
ซันเหลือบมองกระดานครั้งหนึ่งก่อนตอบโดยไม่ต้องคิดนาน
“ประมาณนั้น แต่ถ้าโครงสร้างปลายทางไม่เสถียร หรือบริเวณเป้าหมายมีพลังเวทต่างจากที่คาดมากเกิน ด้วยวิธีพื้นฐานแบบนี้ เวทจะพังก่อนก่อตัว”
“พูดแบบนี้ค่อยรู้เรื่อง” อาเรียพยักหน้า “อาจารย์พูดอยู่ แต่พูดเหมือนสมมติว่าทุกคนอยากแต่งงานกับทฤษฎีนี้”
ซันเกือบหลุดหัวเราะ แต่เก็บไว้ทัน
บนกระดาน อาจารย์อธิบายความยากของการรักษาโครงสร้างข้อมูลในแสงไม่ให้เสียรูปก่อนถึงเป้าหมาย ก่อนเคาะปลายชอล์กลงหนึ่งที
“ปัจจุบันสิ่งที่เอาทฤษฎีนี้ไปใช้แล้วเห็นประโยชน์จริงกลับไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นอุปกรณ์สื่อสารข้ามประเทศ ปริมาณข้อมูลต่อวินาทีสูงกว่าสัญญาณเวทมาตรฐานประมาณสิบเท่า”
นักศึกษาหลายคนเริ่มเงยหน้าจากสมุด เพราะอย่างน้อยประโยคนี้ก็จับต้องได้มากกว่าเรื่องวงเวทหลายชั้นลอยๆ
“ที่จริงทฤษฎีนี้ก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน” อาจารย์พูดต่อเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “คนส่วนใหญ่รู้จักมันผ่านตำราและระบบสื่อสาร แต่คนที่คิดสมการตั้งต้นขึ้นมา ดันทำไว้ตั้งแต่อายุสิบห้า และเพื่อการต่อสู้ ถ้าพวกเธอรู้สึกว่าชีวิตตัวเองยังไม่ไปไหน ก็ไม่ต้องกดดันมาก เพราะตอนนี้เขาก็อายุเท่าพวกเธออยู่ดี”
ทั้งห้องเงียบไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ แต่เพราะกำลังรู้สึกพร้อมกันว่ามีคนบางประเภทที่ทำให้การหายใจของคนอื่นหนักขึ้นเฉยๆ ได้
“นี่อาจารย์กำลังให้กำลังใจ หรือกำลังกดคนทั้งห้องกันแน่”
อาเรียกระซิบ
“ทั้งสองอย่าง”
ซันตอบโดยไม่ละสายตาจากกระดาน
“นายตอบเหมือนรู้จักเขาดี”
“ผมรู้จักทฤษฎี”
“เลี่ยงเก่ง”
เขาไม่ตอบกลับ เพราะตอนนั้นอาจารย์เริ่มลากสมการชุดใหม่ ซันเห็นความคลาดตรงจุดเชื่อมตั้งแต่วินาทีแรก แต่ยังนั่งเงียบ มีแค่อาเรียที่สังเกตว่าเขามองกระดานนิ่งกว่าปกติ จนอาจารย์อธิบายต่ออีกสองช่วงแล้วชะงักค้างอยู่ตรงสมการตัวเอง เหมือนเริ่มรู้ว่าบางอย่างต่อกันไม่ลง
นั่นแหละ ซันถึงค่อยเปิดปาก
“อาจารย์ครับ” น้ำเสียงไม่ดัง แต่ชัดพอให้ทั้งห้องหันมา “อาจารย์น่าจะลืมบอกเรื่องรังสีเวทมนตร์พื้นหลัง”
ปลายชอล์กในมืออาจารย์หยุดนิ่ง ก่อนเขาจะหัวเราะเบาๆ อย่างคนเพิ่งนึกออกจริง
“อ้อ จริงด้วย” เขาหันกลับไปเขียนวงกำกับเพิ่มทันที “ในทุกพื้นที่จะมีรังสีเวทมนตร์พื้นหลังอยู่แล้ว ถ้าเป็นเวททั่วไปแทบไม่มีผล แต่ถ้าเป็นเวทที่ใช้รหัสแสงร่าย จะปล่อยผ่านจุดนี้ไม่ได้ เพราะความแปรปรวนพื้นหลังจะไปรบกวนความเสถียรของข้อมูลระหว่างทาง ถ้าไม่คำนวณไว้ เวทจะไม่ก่อตัวอย่างที่คุณ...” เขาหยุดนึกชื่อ “อย่างที่อรุณพูดเมื่อกี้นั่นแหละ”
หลายคนเงยหน้าจากสมุดมามองซันเต็มๆ เป็นครั้งแรกในคาบนี้ บางคนทึ่ง บางคนเริ่มเข้าใจว่าเด็กคนนี้น่ารำคาญในทางวิชาการขนาดไหน
“อะไร”
ซันสัมผัสได้ถึงสายตาของอาเรียจึงเหลือบมองกลับ
“ไม่มีอะไร” เธอก้มมองสมุดตัวเองพลางตอบ “แค่ชอบเวลานายทำตัวเหมือนช่วยอาจารย์นิดหน่อย ทั้งที่จริงๆ นายกำลังช่วยทั้งห้องไม่ให้หลงทาง”
“ผมแค่พูดในจังหวะที่ควรพูด”
“นั่นแหละที่ฉันหมายถึง”
อาจารย์สอนต่ออีกพักใหญ่ คราวนี้หลายคนตั้งใจมากขึ้น พอหมดคาบ เสียงเก็บสมุดและเลื่อนเก้าอี้ก็ดังขึ้นเป็นระลอก อาเรียเอนหลังพิงพนักแล้วมองเขาเหมือนกำลังรอดูว่าอีกไม่กี่วินาทีจะมีใครเดินเข้ามาหรือไม่
คำตอบคือมี — ทั้งกลุ่มนักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายสองสามคนที่ชะลอๆ แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้ามา
“ขอโทษนะครับ” นักศึกษาชายคนหนึ่งเริ่มก่อนอย่างระวัง “เรื่องรังสีเวทมนตร์พื้นหลัง ถ้าพื้นที่ปลายทางเป็นเขตที่ความหนาแน่นเวทแกว่งตลอด เราต้องคำนวณเป็นค่าคงที่กลาง หรือคำนวณสดทุกครั้งครับ”
“ถ้าอยากให้ใช้งานได้จริง ต้องมีค่าอ้างอิงสดของพื้นที่ปลายทาง แต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้” ซันตอบ “ส่วนใหญ่เลยใช้ค่าเฉลี่ย แล้วไปออกแบบเผื่อความคลาดแทน”
คนถามพยักหน้าทันทีเหมือนภาพในหัวต่อกันติด ผู้หญิงอีกคนขยับเข้ามาบ้าง
“แล้วแบบที่เอาไปใช้กับระบบสื่อสารข้ามประเทศ ถ้าพลังเวทปลายทางไม่นิ่งพอ มันจะทำให้ข้อมูลหายเหมือนสัญญาณรบกวนใช่ไหม”
“ก็หายแหละ แต่การใช้งานจริง ปลายทางจะมีตัวรับที่เสถียรและกันเวทรบกวน เมื่อสามปีก่อนมันยังไม่คุ้มค่า แต่ปีก่อนตัวรับเริ่มราคาถูกลง ทฤษฎีนี้เลยถูกใส่ไว้ในบทเรียน”
“คุณซันรู้เยอะจังเลยนะคะ แถมอธิบายเข้าใจง่ายอีก”
ผู้หญิงคนนั้นตาโตขึ้นนิดหนึ่ง
อาเรียที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ เหลือบมองเขาเหมือนจะบอกว่า เห็นไหม ฉันถึงเลือกฟังนายตั้งแต่แรก มีอีกสองสามคำถามตามมา ซันตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง สั้น ชัด และพอให้คนฟังต่อยอดเอง ความประทับใจเลยยิ่งออกชัดบนสีหน้าคนที่ล้อมโต๊ะ
สุดท้ายผู้หญิงคนเดิมก็รวบรวมความกล้า
“ถ้าอย่างนั้น... ถ้าว่างสักวัน ช่วยติวเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ”
ซันปิดซิปกระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้น
“ถ้ามีคำถามเพิ่ม ถามหลังคลาสได้ครับ”
เขาหยุดจังหวะหนึ่งก่อนพูดต่ออย่างสุภาพ แต่ชัดจนไม่มีใครตีความเป็นอย่างอื่นได้
“แต่ตอนนี้ผมจะไปกินข้าวกับแฟน”
ความเงียบสั้นๆ ตกลงมาตรงกลางกลุ่มทันที ไม่ได้อึดอัด แค่เป็นความเงียบของคนที่โดนตอบตรงจนต้องตั้งหลัก อาเรียที่นั่งอยู่ข้างเขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย แค่พิงเก้าอี้อยู่เงียบๆ พร้อมรอยยิ้มที่สุภาพพอจะไม่เสียมารยาท และพอใจพอให้ทุกคนอ่านออก
“เข้าใจแล้วค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบ ก่อนหัวเราะกลบความเขิน “งั้นไว้ถามในคลาสนะคะ”
แล้วกลุ่มนั้นก็ถอยออกไป พร้อมทิ้งสายตากลับมาทางทั้งคู่อีกสองสามครั้ง
“พูดตรงกว่าที่ฉันคิด”
อาเรียหันมามองเขาช้าๆ
“ต้องอ้อมด้วยเหรอ”
“ไม่ต้องหรอก” เธอลุกขึ้นสะพายกระเป๋า “แค่ฉันนึกว่านายจะเลือกปฏิเสธแบบกลางๆ กว่านั้นหน่อย”
“ถ้าพูดกลางๆ แล้วเธอคงไม่ทำหน้าแบบนี้ — แบบที่พอใจมากจนพยายามเก็บอาการไม่อยู่”
เธอนิ่งไปนิด ก่อนหลุดยิ้มกว้างขึ้นจริงๆ
“ประโยคเมื่อกี้ใช้ได้ดีจริง ฉันยอมให้” อาเรียเริ่มเดินออกจากห้องก่อนหันมาบอกทิ้งท้าย “แต่อย่าได้ใจเกินไป ฉันยังจำตอนเช้าได้อยู่”
“เธอก็จำตอนผมอธิบายในคลาสไม่ได้แย่เหมือนกัน”
“คนนั้นเก่งเรื่องทฤษฎี” เธอชี้มาที่เขา “แต่คนนั้นก็แพ้ฉันบนเตียงอยู่ดี ไปกินข้าวกัน ก่อนที่นายจะคิดหาเหตุผลใหม่มาสู้ฉันอีกรอบ”
เขาไม่ได้ตอบทันที แต่พอเดินเคียงกันออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาของคนอีกหลายคู่ ซันก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าข่าวเช้า เรื่องในคลาส และสายตาของคนทั้งคณะ กำลังค่อยๆ ดึงวันธรรมดาวันนี้ออกจากคำว่าธรรมดาไปทีละน้อย และมันคงไม่หยุดแค่นี้แน่
“ฉันขอสรุปนะ ไอ้คู่รักมลพิษสายตา”